Posts Tagged ‘’

ผ่ากลยุทธ์ โนเกีย บนเกมการตลาดใหม่

Friday, February 27th, 2009

       “โนเกีย” ในฐานะผู้นำตลาดโทรศัพท์มือถือของโลก เมื่อมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่หรือการเปิดตัวบริการใหม่ ย่อมเป็นสิ่งที่ทุกค่ายผู้ผลิตมือถือต้องเฝ้าติดตาม ที่สำคัญบรรดาผู้บริโภคโทรศัพท์มือถือทั่วโลก ก็เฝ้ามองผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ของโนเกียตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา
       
        แม้ว่าช่วงหลังๆ มานี้ ผลิตภัณฑ์ทางด้านมือถือของค่ายคู่แข่งขัน จะออกมาสร้างสีสันให้กับตลาดได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งยังเป็นข่าวครึกโครมไปทั่วโลก อย่างการมาของไอโฟน ได้กลายเป็นเสมือนหนามยอกอกโนเกีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้ภาพของความเป็นผู้นำเรื่องมือถือทัชสกรีนไปครอง จนกลายเป็นกระแสที่ทำให้บรรดาผู้ผลิตมือถือต้องพาเหรดกันออกมือถือทัชสกรีนหลากหลายรุ่น และถือเป็นผลิตภัณฑ์เรือธงหนึ่งในปีนี้ สำหรับมือถือทัชสกรีน
       
        โนเกียได้พยายามพัฒนาโปรดักส์ที่เป็นทัชสกรีน ออกมาดึงความสนใจตลาดจากคู่แข่งขันรายอื่นๆ และก็เป็นไปตามความคาดหมาย โนเกีย 5800 ทัชสกรีนโฟนที่เป็นมิวสิกโฟนรุ่นนี้ได้รับการตอบรับจากตลาดอย่างมากมาย รวมถึงในประเทศไทย
       
        อย่างไรก็ตาม จากการเปิดตัวโทรศัพท์มือถือของโนเกียล่าสุด ภายใต้การจัดงาน Nokia Showcase 2009 จัดขึ้นที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับการจัดงานโมบาย เวิลด์ คองเกรส2009 ที่บาร์เซโลนา ประเทศสเปน โนเกียมีการเปิดตัวมือถือรุ่นใหม่พร้อมกันถึง 8 รุ่น โดยทั้ง 8 รุ่นนี้มีจุดเด่นที่แตกต่างกันไป แต่ที่น่าสังเกต ทั้ง 8 รุ่นไม่มีทัชสกรีนโฟนเลย
       
        และสิ่งไหนที่โนเกียให้ความสำคัญ ในเมื่อตลาดมือถือส่วนใหญ่กำลังให้ความสำคัญกับทัชสกรีนโฟน คำตอบที่ได้จากการเปิดตัวมือถือใหม่ครั้งนี้ก็คือเรื่องของอีเมลและอินเทอร์เน็ต เนื่องจากไฮไลต์ของโนเกียกับผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เปิดตัวออกมาแสดงให้เห็นว่าปีนี้โนเกียให้ความสำคัญเรื่องของอินเทอร์เน็ตและการใช้อีเมลบนโทรศัพท์มือถือ หลังจากที่โนเกียได้นำร่องเรื่องของเกม มิวสิก แผนที่และมีเดียไปก่อนหน้านี้
       
        “ปีนี้เป็นปีที่โมบายอีเมลจะแพร่หลาย”
       
        เป็นคำกล่าวของ ลอเรน ชัสเตอร์ หัวหน้าส่วนการตลาด โนเกีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียแปซิฟิก และว่า “ปีนี้จะเห็นมือถือโนเกียโฟกัสเรื่องของอีเมลและอินเทอร์เน็ตอย่างมาก”
       
        การเปิดตลาดใหม่กับเรื่องของอีเมลและอินเทอร์เน็ตบนดีไวซ์ใหม่จึงถือเป็นจิ๊กซอว์บนเกมการตลาดที่โนเกียกำลังจะสร้างขึ้นมาใหม่ โดยที่ไม่ต้องไปเหมือนกับคู่แข่งขันค่ายอื่นที่เทน้ำหนักไปที่เรื่องของทัชสกรีน
       
        แต่ไม่ใช่โนเกียจะไม่มีโปรดักส์ที่เป็นทัชสกรีนออกมาอีกเลยหลังจากการเปิดตัวโนเกีย 5800 ลอเรน ชัสเตอร์ บอกว่า ในปีนี้จะเห็นโปรดักส์ที่เป็นทัชสกรีนของโนเกียออกมาอีกหลายรุ่น และรุ่นหนึ่งที่ถือเป็นไฮไลต์คือโนเกีย เอ็น97
       
        คำยืนยันจากโนเกียคือปีนี้โนเกียจะมีไลน์โปรดักส์ที่ครอบคลุมทุกกลุ่ม ทุกเซกเมนต์ และครอบคลุมทุกฟีเจอร์ที่ผู้บริโภครอคอย เนื่องจากเป็นการตอบสนองความคาดหวังของคอนซูเมอร์ที่ต้องการใช้มือถือในรูปแบบต่างๆ จากโนเกีย
       
        “เราจะมีดีไวซ์ที่บวกกับบริการด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอีเมล เกม มิวสิก แผนที่และมีเดียตลอดทั้งปีนี้”
       
       อีเมลแบบใหม่
       บนมือถือรุ่นใหม่

       
        โนเกียได้มีการเปิดตัวมือถือในตระกูล อีซีรีส์ใหม่ 2 รุ่น ได้แก่ โนเกีย อี75 ที่มีแป้นกด QWERTY เต็มรูปแบบ และโนเกีย อี55 แป้นกด QWERTY ขนาดกะทัดรัด โดยมือถือทั้งสองรุ่นเป็นมือถือโนเกียรุ่นแรกที่มาพร้อมรูปแบบการใช้งานอีเมลแบบใหม่ เพิ่มความสะดวกในการใช้งานอีเมลองค์กรและอีเมลส่วนบุคคล
       
        โนเกีย อีซีรีส์ ใหม่ ทำให้ผู้ใช้งานไม่ต้องเปิดเครื่องพีซีเพื่อใช้อีเมลบนเดสก์ทอปอีกต่อไป เพราะรูปแบบการใช้งานอีเมลบนโนเกีย อีซีรีส์ใหม่ได้รับการพัฒนามากขึ้น เช่น รองรับโฟลเดอร์และเอชทีเอ็มแอล อีเมล มีการแสดงผลที่ดีขึ้น สามารถเลือกเรียงลำดับข้อมูลแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ลำดับวันที่ ชื่อ หรือขนาด รวมทั้งการใช้งานพื้นฐานต่างๆ ได้เพียงคลิกเดียว นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาคุณสมบัติการใช้งานปฏิทิน รายชื่อติดต่อ และการจัดการตารางงานต่างๆ
       
        “โนเกีย อี75 ถูกพัฒนาอัปเกรดฟีเจอร์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดในรูปแบบที่กะทัดรัดเหมาะกับการใช้งานมากที่สุด ส่วนโนเกีย อี55 ถือเป็นอุปกรณ์สื่อสารเพื่อใช้งานข้อความที่เล็กกะทัดรัดที่สุดในโลก ที่สำคัญสามารถอยู่ในโหมดสแตนด์บายได้นานถึง 28 วัน” คริส คาร์ รองประธานฝ่ายขาย โนเกีย ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียแปซิฟิก กล่าวและว่า
       
        “เราต้องการการใช้งานอีเมลเป็นเรื่องง่ายดายบนมือถือที่ทุกคนสามารถเข้าถึง เพราะโนเกียเชื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่อีเมลบนมือถือจะมีการใช้งานอย่างแพร่หลายทั่วไป เช่นเดียวกับการสื่อสารด้วยเสียงและเอสเอ็มเอส”
       
        นอกจากฟีเจอร์เด่นทางอีเมล โนเกีย อี75 และโนเกีย อี55 ยังมาพร้อมแผนที่โนเกียเต็มรูปแบบและระบบนำทางพร้อมไลเซนส์การใช้งาน 3 เดือน เล่นเกมได้กับ N-Gage และบริการ Ovi File ที่มาพร้อมกับเครื่อง ทำให้สามารถเรียกใช้งานเอกสารข้อมูลต่างๆ ที่เก็บไว้บนพีซีได้ แม้ว่าเครื่องพีซีจะปิดอยู่ก็ตาม
       
       มือถือ จีพีเอสรุ่นใหม่
       
        หลังจากโนเกียแนะนำมือถือที่มาพร้อมระบบนำทางเป็นครั้งแรกเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ได้มีการอัปเกรดและพัฒนาบริการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดโนเกียได้มีการเปิดตัวมือถือในกลุ่มเนวิเกเตอร์รุ่นใหม่ ได้แก่ โนเกีย 6710 เนวิเกเตอร์ พร้อมแนะนำโนเกีย 6720 คลาสสิก
       
        “โนเกีย 6710 เนวิเกเตอร์ นำเสนอโซลูชั่นด้านเนวิเกเตอร์ที่ไม่เป็นสองรองใคร” คริส คาร์ กล่าว
       
        โซลูชั่นเนวิเกเตอร์ใหม่ของโนเกียประกอบด้วยพัฒนาการล่าสุดของซอฟต์แวร์แผนที่โนเกีย ที่มาพร้อมระบบนำทางทั้งขับรถและเดินทางเท้าแบบเรียลไทม์ แผนที่ภูมิภาคที่สมบูรณ์ และองค์ประกอบบนตัวเครื่องเพื่อการใช้งานอย่างสะดวก อาทิ ปุ่มลัดเข้าใช้งานเนวิเกเตอร์ แถบสัมผัสเพื่อการซูมเข้า-ออก และหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่เพื่อการใช้งานแบบเอาต์ดอร์
       
        โนเกียมีการผสมผสานมือถือรุ่นใหม่กับบริการล่าสุด Ovi Maps ทำให้ผู้ใช้งานสามารถวางแผนการเดินทางได้ล่วงหน้าบนพีซี แล้วซิงก์ข้อมูลเข้ากับมือถือ นอกจากนี้แผนที่โนเกียล่าสุดนำเสนอฟีเจอร์ใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพแผนที่ความละเอียดสูง ด้วยมุมมองจากด้านบน ภาพ 3 มิติของสถานที่สำคัญในกว่า 200 เมือง ภาพแผนที่ภูมิประเทศ 3 มิติ บริการข้อมูลสภาพอากาศ ข้อมูลการท่องเที่ยว ข้อมูลการจราจรและความปลอดภัย เข็มทิศในมือถือทั้ง 2 รุ่น ได้รับการพัฒนาเพื่อนำเส้นทางเดินเท้าได้อย่างสมบูรณ์แบบมากขึ้น
       
        “เราได้ติดตั้งไลเซนส์ให้ล่วงหน้าเพื่อให้ผู้ใช้มือถือทั้งสองรุ่นพร้อมใช้งานได้ทันทีที่เปิดฟังก์ชั่นเนวิเกเตอร์”
       
        โนเกียยังมีการเปิดตัวโทรศัพท์มือถืออีก 4 รุ่น คือโนเกีย เอ็น86 8MP เป็นมือถือที่มาพร้อมกับกล้องดิจิตอลความละเอียด 8 ล้านพิกเซล และการเปิดตัวโทรศัพท์ในกลุ่มคลาสสิก ได้แก่ โนเกีย 6700 คลาสสิก โนเกีย 6303 คลาสสิก และโนเกีย 2700 คลาสสิก ซึ่งได้รับการเพิ่มฟีเจอร์ด้านต่างๆ เพื่อตอบสนองการใช้งานของกลุ่มผู้ใช้ในราคาที่ต่ำลงอย่างมาก
       
        “ปัจจุบันต้องถือว่าโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่มีราคาถูกลงมาก ผู้บริโภคจึงได้โปรดักส์ที่ดี ดีไซน์ดีและมีฟีเจอร์ดีด้วย”
       
        ไม่เพียงเท่านั้นโนเกียยังมีการพัฒนา Ovi Store เพื่อรองรับด้านบริการ รูปแบบต่างๆ ในการตอบสนองการใช้งานด้านต่างๆ ของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือโนเกียด้วย
       
        จุดนี้เองถือเป็นความแตกต่างระหว่างโนเกียกับค่ายผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือรายอื่นๆ เนื่องจากโนเกียไม่ได้ขายเพียงดีไวซ์เพียงอย่างเดียวแต่ยังมีบริการด้านต่างๆ ไว้รองรับผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือโนเกียด้วย และถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญการตลาดของโนเกียที่จะสามารถรักษาบัลลังก์ผู้นำตลาดให้กับโนเกียไว้ได้ยาวนานที่สุด

ผู้จัดการ

การ์ทเนอร์ชี้ยอดขายมือถือปี’52หด

Tuesday, December 2nd, 2008


การ์ทเนอร์ ฟันธงยอดขายมือถือปีหน้าโตตัวเลขหลักเดียว หลังวิกฤติโลกกระทบตลาดเอเชียเสียการทรงตัว ทำตลาดเปลี่ยนเครื่องช้าลง ฟากผู้ผลิตมือถือรายใหญ่ “โนเกีย” ประกาศถอนตัวทำมือถือขายญี่ปุ่น แจงสถานการณ์ไม่เหมาะลงทุน

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีท เจอร์นัล รายงานว่า บริษัทวิจัยการ์ทเนอร์เผยคาดการณ์ยอดจำหน่ายมือถือปีหน้ามีแนวโน้มลดลง เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจถดถอยส่งผลกระทบต่อความต้องการซื้อของผู้บริโภคทั่วโลก

นางสาวคาโรไลน่า มิลาเนสซี นักวิจัยการ์ทเนอร์ระบุว่า ยอดขายมือถือปี 2552 อาจโตเป็นตัวเลขหลักเดียว ช้าลงจากยอดขายปี 2551 ทั้งคาดว่าสภาพตลาดอาจเผชิญความท้าทายต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อยครึ่งแรกของปีหน้า นอกจากนี้การเติบโตในเอเชีย รวมจีน และอินเดีย ก็คาดว่าจะได้รับผลกระทบรุนแรงช่วงไตรมาส 4 นี้ ซึ่งเป็นผลจากเศรษฐกิจทั่วโลกตกต่ำ กระทบต่อการใช้จ่ายเงินของผู้บริโภค

การ์ทเนอร์ เผยว่า ไตรมาส 3 ที่ผ่านมาทั่วโลกมียอดจำหน่ายมือถือ 309 ล้านเครื่อง โตขึ้น 6% จากปีก่อน แต่คิดเป็นยอดโตลดลงถึง 16% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2550 โดยเฉพาะตลาดเปลี่ยนเครื่องที่ได้รับผลกระทบหนัก ขณะที่กลุ่มผู้ใช้เครื่องแรกยังมีอัตราการเติบโตดี

ทั้งนี้เมื่อจำแนกตามภูมิภาคพบว่า ยอดขายในญี่ปุ่นลดลงเหลือ 28% ยอดขาย 9.4 ล้านเครื่อง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคเริ่มสนใจที่จะเปลี่ยนเครื่องใหม่ลดลง โดยล่าสุดมีรายงานว่า ยักษ์โนเกียประกาศยกเลิกผลิตมือถือป้อนให้เอ็นทีที โดโคโม และซอฟต์แบงค์ โมบาย แต่ยังผลิตแบรนด์หรู “เวอร์ทู” ซึ่งผู้บริหารโนเกียให้เหตุผลว่า สภาพเศรษฐกิจขณะนี้ไม่เหมาะที่จะลงทุนผลิตสินค้าโลคัลโดยเฉพาะเท่านั้น

ขณะที่ ตลาดอเมริกาเหนือ ยอดขายมือถือโตขึ้นเพียง 4.5% หรือ 47 ล้านเครื่อง มีสมาร์ทโฟนเป็นแรงผลักสำคัญ ขณะที่ตลาดยุโรปตะวันออกยอดขายมือถือหดตัวลงเหลือ 7.8% จากยอด 43.5 ล้านเครื่องจากเดิม 47.2 ล้านเครื่อง ซึ่งผลจากวงจรการเปลี่ยนเครื่องใหม่ใช้เวลานานขึ้น และคาดว่าจะส่งผลต่อเนื่องเช่นเดียวกันในไตรมาส 4 ปีนี้

ส่วนตลาดยุโรปตะวันออกได้รับผลกระทบไตรมาส 3 เช่นเดียวกัน แม้ว่าตลาดเกิดใหม่แถบแอฟริกายังคงมียอดขายแข็งแกร่งดี

ทั้งนี้สำหรับส่วนแบ่งตลาดไตรมาสล่าสุด โนเกียยังครองอันดับ 1 ยอดขาย 118 ล้านเครื่อง ส่วนแบ่งตลาด 38.2% ส่วนซัมซุงยังคงครองอันดับ 2 ยอดขาย 52.9 ล้านเครื่อง ส่วนแบ่งตลาด 17.1% และโซนี่ อีริคสัน มียอดขายตามหลัง 24.8 ล้านเครื่อง ส่วนแบ่งตลาด 8.1%

ส่วนโมโตโรล่าหล่นลงมาอันดับ 4 ด้วยยอดขาย 24.6 ล้านเครื่อง ซึ่งการ์ทเนอร์ประเมินว่า ส่วนแบ่งตลาดของโมโตโรล่ารูดลงอย่างหนักเหลือเพียง 8% จาก 13% ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยมีแอลจีรั้งท้าย ด้วยส่วนแบ่งตลาด 7.8%

โดย : ข่าวไอที

โนเกียเริ่มส่งมอบ XpressMusic 5800 แล้ว

Friday, November 28th, 2008

โนเกียได้เริ่มส่งผลิตภัณฑ์ XpressMusic 5800 (หรือที่รู้จักกันในรหัส “Tube”) มือถือจอสัมผัสรุ่นแรกของโนเกีย (ข่าวเก่า) ไปยังตัวแทนจำหน่ายในหลายประเทศทั่วโลกแล้ว

ประเทศที่โนเกียเอ่ยถึงได้แก่ รัสเซีย สเปน อินเดีย ฮ่องกง ไต้หวัน และฟินแลนด์ ส่วนในสหรัฐนั้นจะวางขายในปี 2009 สเปกคร่าวๆ ทวนความจำมีดังนี้

  • จอสัมผัส 3.2 นิ้ว 640×360
  • กล้อง 3.2MP ถ่ายวิดีโอได้
  • หน่วยความจำ 8GB microSD
  • Wi-Fi, HSDPA, A-GPS
  • สเปกละเอียด

ความน่าสนใจอีกอย่างของ XpressMusic 5800 คือราคาครับ ราคาเครื่องจริงในยุโรปอยู่ที่ 279 ยูโร หรือประมาณ 12000-13000 บาท ถ้าขายแบบติดสัญญาก็แปลว่าจะถูกกว่านี้อีกมาก

โดย:ข่าวไอที

รุ่นใหม่โนเกียรับส่งอีเมลได้ราคาเริ่มที่40ยูโร

Sunday, November 9th, 2008

โนเกียโหมทำตลาดเกิดใหม่ไม่หวั่นพิษเศรษฐกิจ เปิดตัวโทรศัพท์มือถือ 7 รุ่นใหม่ราคาต่ำสุดเริ่มที่ 25 ยูโรหรือประมาณ 1,100 บาท รุ่นรับส่งอีเมลได้ราคาเริ่มที่ 40 ยูโร (ราว 1,800 บาท) เท่านั้น ขณะที่รุ่นประสิทธิภาพใกล้เคียงสมาร์ทโฟนราคาอยู่ที่ 75 ยูโร หรือประมาณ 3,300 บาท
       
       งานนี้โนเกียถูกมองว่าเป็นการดันตัวเองให้ห่างจากการรุกคืบของผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือราคาประหยัดตัวเอ้อย่าง ZTE ของจีนและ Samsung Electronics จากเกาหลีใต้ โดยนักวิเคราะห์มองว่าการเปิดตัวโทรศัพท์ 7 รุ่นใหม่นี้จะทำให้ภาพลักษณ์เจ้าตลาดโทรศัพท์มือถือรากหญ้าของโนเกียชัดเจนขึ้นอีกครั้ง
       
       โทรศัพท์มือถือราคาต่ำที่สุดที่โนเกียเปิดตัวในครั้งนี้คือ 1202 ต่อจากรุ่น 1200 ที่โนเกียบอกว่าได้รับความนิยมมาก โดยโนเกียบวกราคาเพิ่มอีก 15 ยูโรเป็น 40 ยูโรเท่านั้นสำหรับ 2 รุ่นโทรศัพท์มือถือรับส่งอีเมลได้ ขณะที่รุ่น Nokia 7100 ซึ่งโนเกียการันตีว่าใกล้เคียงกับสมาร์ทโฟนราคาเคาะที่ 75 ยูโร
       
       รุ่น 1202 ถูกมองว่าเป็นโทรศัพท์มือถือที่โนเกียส่งมาชนกับโทรศัพท์ราคาถูกจากผู้ผลิตจีน สำหรับรุ่นอื่นๆเชื่อว่าจะสร้างแรงกดดันให้กับผู้ผลิตรายใหญ่ขึ้นมาหน่อยอย่างโมโตโรลา และโซนี่อิริกสันไม่มากก็น้อย
       
       ผู้บริหารโนเกียยอมรับว่าให้ความสำคัญและเห็นโอกาสเติบโตของตลาดเกิดใหม่ โดย Alex Lambeek ประธานฝ่ายโทรศัพท์มือถือสำหรับผู้เริ่มต้นของโนเกีย บอกว่าที่ผ่านมาโนเกียเป็นผู้นำในตลาด และขณะนี้โนเกียกำลังเปลี่ยนเกม โดยหันมาให้ความสำคัญกับบริการนอกเหนือจากการขายอุปกรณ์โทรศัพท์มือถืออย่างเดียว ซึ่งนอกจากโทรศัพท์มือถือรับส่งอีเมลได้ราคา 40 ยูโร 2 รุ่นที่เปิดตัวออกมา โนเกียยังมีแผนให้บริการซอฟต์แวร์สำหรับโทรศัพท์มือถือราคาประหยัดระบบปฏิบัติการ Symbian Series 40 ภายในปีนี้ด้วย
       
       สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้โนเกียถูกมองว่ากำลังพยายามสร้างปราการไม่ให้อุปกรณ์รับส่งอีเมลอย่าง Blackberry สามารถขยายตัวเองเข้าสู่ตลาดโลว์เอนด์ได้ ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์บอกว่าแม้โนเกียจะแสดงจุดยืนชัดเจนในการออกผลิตภัณฑ์ราคาประหยัด แต่เชื่อว่าโนเกียจะออกสินค้าไฮเอนด์ออกมาในเร็ววันนี้ ซึ่งตลาดดังกล่าวจะเป็นจุดสำคัญที่ช่วยดึงกำไรของโนเกียได้มากกว่าตลาดรากหญ้า
       
       โทรศัพท์มือถือราคาประหยัดทำให้โนเกียชนะในตลาดเกิดใหม่ก็จริง แต่มันไม่คุ้มกับการพลาดในตลาดไฮเอนด์ที่สามารถทำกำไรให้โนเกียได้ในสัดส่วนเกิน 20 เปอร์เซ็นต์”
       
       ไตรมาสที่ผ่านมา ราคาเฉลี่ยโทรศัพท์มือถือโนเกียลดลงเหลือ 72 ยูโร จากเดิม 74 ยูโร สาเหตุหลักหนีไม่พ้นความนิยมโทรศัพท์ราคาประหยัดที่เพิ่มขึ้นในตลาด ทำให้สัดส่วนกำไรของโนเกียลดลงเหลือ 18.6 เปอร์เซ็นต์จากที่ตั้งไว้ 20 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเป็นเช่นนี้โนเกียจึงหาทางออกด้วยการเพิ่มบริการเช่น เกม เพลง และบริการฝากไฟล์ ซึ่งโนเกียก็ต้องแข่งขันกับผู้ที่ให้บริการเหล่านี้อยู่ก่อนอย่าง Flickr หรือ Apple
       
       ความคืบหน้าล่าสุดของโนเกียคือการประกาศลดจำนวนพนักงานลง 450 ตำแหน่งในแผนกการตลาด และการเตรียมเลิกจ้าง 130 ตำแหน่งงานในศูนย์วิจัยซึ่งคิดเป็น 20 เปอร์เซ็นต์ของทีมวิจัยโนเกีย ซึ่งส่วนใหญ่ทำวิจัยให้โนเกียในระยะยาว จำนวนพนักงานทั้งหมดของโนเกียในขณะนี้คือ 58,500 คน
       
       สำหรับ โนเกีย 7100 เป็นสไลด์โฟนที่มาพร้อมกล้องความละเอียด 1.3 ล้านพิกเซล วิทยุ FM บลูทูธ รองรับการแชร์ไฟล์ภาพ และบริการรับส่งอีเมล โดยจะเริ่มวางจำหน่ายในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ราคาเปิดตัวอยู่ที่ 75 ยูโร (ราว 3,500 บาท) โนเกีย 5130 เป็นอีกหนึ่งรุ่นในตระกูลมิวสิคโฟน โดยมีกล้อง 2 ล้านพิกเซล รองรับหูฟังขนาด 3.5มม. วิทยุFM ใช้หน่วยความจำแบบ MicroSD โดยจะมาพร้อมกับตัวเครื่อง 1GB มีให้เลือก 3 สี วางจำหน่ายในไตรมาสแรกของปี 2552 ราคาเปิดตัวอยู่ที่ 90 ยูโร (ราว 4,000 บาท)
       
       โนเกียรุ่น 2330 2323 และ 2320 คลาสสิก จะมีความสามารถในการรับส่งอีเมล กล้องแบบVGA บลูทูธ โดยจะเริ่มวางจำหน่ายในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2552 สนนราคาประมาณ 40 - 50 ยูโร (ราว 1,800 บาท - 2,200 บาท) โนเกีย 1661 ถือเป็นโทรศัพท์จอสี ราคาถูกที่สุดของโนเกีย โดยมีจุดเด่นที่มี ไฟ และวิทยุFM เริ่มวางจำหน่ายไตรมาสแรกของปี 2552 ราคาประมาณ 30 ยูโร (ราว 1,300 บาท) ส่วนรุ่นที่ถูกที่สุดคือ โนเกีย 1202 เป็นโทรศัพท์หน้าจอขาว-ดำ วางจำหน่ายช่วงสิ้นปีนี้ ราคาเปิดตัวอยู่ที่ 25 ยูโร (ราว 1,100 บาท)

โดย : ข่าวไอที

โนเกียขายเกมเอ็นเกจ กระตุ้นยอดเครื่องใหม่

Tuesday, October 28th, 2008
โพสต์ทูเดย์ — โนเกีย รุกเปิดบริการเกมบนมือถือ เอ็น-เกจ เจาะคอเกมเมืองไทย ปูทางกระตุ้นยอดขายเครื่องมือถือรุ่นใหม่ในอนาคต 

 

นายวิภู ซาบาวาล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท โนเกีย (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า บริษัทได้ปรับกลยุทธ์การทำตลาดกลุ่มผลิตภัณฑ์มือถือและบริการ ให้สอดรับกับสภาพตลาดที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยล่าสุดได้แนะนำบริการ เอ็น-เกจ เกมบนมือถือ ร่วมกับผู้ผลิตเกมจากต่างประเทศกว่า 20 เกม เข้ามาทำตลาดในเมืองไทย เนื่องจากเล็งเห็นว่าแนวโน้มการตลาดเกมบนมือถือมีอัตราการเติบโตสูงทั้งนี้ จากการสำรวจตลาดของ ไอดีซี พบว่าในอีก 5 ปีข้างหน้าตลาดจะเติบโตเพิ่มขึ้น 25% จากปีที่แล้ว และจากตัวเลขการสำรวจตลาดของบริษัท เกมลอฟท์ ที่คาดการณ์ตัวเลขดาวน์โหลดเกมบนมือถือว่าจะเพิ่มสูงขึ้นจากปี 2552 ถึง 1,795 ล้านดาวน์โหลด เป็น 2,475 ล้านดาวน์โหลด ในปี 2553 และมีมูลค่าตลาดรวมถึง 23 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 759 ล้านบาท โตขึ้นจากปี 2552 ที่จะมีมูลค่าราว 561 ล้านบาท

“ไทยเป็นตลาดใหญ่อันดับ 1 ที่มีการดาวน์โหลดเกมบนมือถือมากที่สุดในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ และแข่งขันรุนแรง ทำให้ต้องหากลยุทธ์ใหม่ๆ มาแข่งเพื่อคงความเป็นผู้นำตลาดมือถือ” นายวิภู กล่าว

สำหรับเกมบนมือถือ เอ็น-เกจ นั้น จะจำหน่ายผ่านเว็บไซต์ เอ็นเกจ ดอตคอมและบนมือถือ

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาโนเกียทำยอด ขายมือถือที่มาพร้อมกับบริการเกม เอ็น-เกจ 3 ล้านเครื่องทั่วโลก

โดย : ข่าวไอที

มือถือจีน รุกตีตลาดโลว์เอนด์ 2ซิม-ดูทีวีได้ ราคาแค่ 2-3 พันบาท

Thursday, October 2nd, 2008

แกะรอยขุมทรัพย์มือถือจีน หลังตลาดเริ่มตอบรับดีเกินคาด แม้แต่ผู้ผลิตดีวีดียังโดดเข้ามาทำตลาด ชูจุดขายเน้นฟังก์ชั่นการใช้ 2 ซิม ดูทีวีได้ ราคาแค่2-3พันบาท

 

หลายปีก่อน โทรศัพท์มือถือ “เฮาส์แบรนด์” รวมแบรนด์เล็กแบรนด์น้อย ซึ่งเกือบทั้งหมดมาจากแหล่งเดียวกัน คือประเทศจีน  เคยเข้ามาทำตลาดในเมืองไทยแล้ว 

แม้จะทำยอดขายได้ดีพอควรจนยักษ์ใหญ่อย่าง “โนเกีย” ต้องหันมามอง แต่ที่สุดก็ต้องล่าถอยออกจากตลาดไปเกือบหมดในท้ายที่สุด เพราะแพ้ภัยตนเองจากปัญหาคุณภาพของสินค้า และบริการหลังการขาย

ประกอบการผู้บริโภคก็ยังไม่เปิดใจรับสินค้าแบรนด์โนเนมเท่าใดนัก ยิ่งอยู่ในกลุ่มของสินค้าเทคโนโลยีด้วยแล้ว สถานการณ์ในปัจจุบันแตกต่างไปจากอดีตอย่างสิ้นเชิง
ปัจจุบัน “เฮาส์แบรนด์” และมือถือจีนโนเนมทั้งหลายต่างได้รับการตอบรับที่ดีจากตลาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

และเห็นชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา มีมือถือแบรนด์เล็กทยอยแจ้งเกิดมากขึ้นเรื่อยๆ อาทิ จีเน็ตและเวลคอม เป็นต้น

ไม่นับ “ไอ-โมบาย และโฟนวัน” ซึ่งผู้บริโภคคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว เพราะมีบริษัทใหญ่หนุนหลัง

“ไอ-โมบาย” มือถือแบรนด์ไทยของกลุ่มสามารถยืนยึดหัวหาดในฐานะผู้นำตลาดในกลุ่มเครื่องเฮาส์แบรนด์

ข้อมูลจาก บมจ.สามารถไอโมบาย ระบุว่า จากผลการสำรวจการรับรู้แบรนด์ของกลุ่มผู้บริโภค (brand awareness) ในปัจจุบัน แบรนด์ “ไอ-โมบาย” เป็นที่จดจำในกลุ่มผู้บริโภคคนไทย ในระดับประมาณ ร้อยละ 96  ซึ่งอยู่ในระดับใกล้เคียงกับโทรศัพท์มือถืออินเตอร์แบรนด์ต่างๆ ที่มีการสร้างแบรนด์ และเป็นที่รู้จักมาก่อนในระดับนานาชาติ
ในแง่ยอดขายก็เติบโตขึ้นอย่างน่าสนใจ โดยในปี 2547 ซึ่งเป็นปีแรกที่ไอ-โมบายเข้าสู่ตลาด ทำยอดขายได้ประมาณ 3 แสนเครื่อง (มาร์เก็ตแชร์ 7% เทียบกับตลาดรวม)

ปีถัดมา มียอดขายประมาณ 9 แสนเครื่อง มาร์เก็ตแชร์ขยับขึ้นเป็น 18%

ปี 2549 เพิ่มเป็น 23% และเป็น 30% ในปี 2550 ที่ผ่านมา ด้วยยอดขายประมาณ 3.2 ล้านเครื่อง !!!

ในปี 2551 ณ ไตรมาส 1 ที่ผ่านมา “ไอ-โมบาย” เปิดเผยว่า ยังรักษาระดับส่วนแบ่งตลาดที่ 30% ของตลาดรวมเอาไว้ได้

แม้ตัวเลขจะแตกต่างไปจากข้อมูลจากการสำรวจของ “GFK” บริษัทวิจัยตลาดไปบ้าง แต่ “ไอ-โมบาย” ก็ยังติดอยู่ในกลุ่มที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง

ไม่ใช่แต่ “ไอ-โมบาย, โฟนวัน, จีเน็ต หรือเวลคอม”   ปัจจุบันมือถือแบรนด์เล็กยกทัพเข้าสู่ตลาดกันพรึบพรับนัยว่าเป็นเกือบ 200 แบรนด์

ว่ากันว่า ถ้าไปเดินตามดูตามตู้ขายมือถือ ทั้งตู้เล็กตู้น้อยในโซนขายอุปกรณ์สื่อสารตามห้างสรรพสินค้า หรือแม้แต่ในเชนสโตร์บางแห่ง เทียบกันแล้วสัดส่วนของเครื่องแบรนด์โนเนมเยอะกว่าแบรนด์เนมด้วยซ้ำไป

นอกจากปรากฏการณ์มือถือจีนที่ทะลักเข้ามาในตลาดเมืองไทยแล้ว ยังพบว่าการทำตลาดของแบรนด์เล็กๆ มีพัฒนาการมากขึ้น  ไม่ใช่แค่เครื่องหิ้วจากจีนเข้ามาขายเป็นลอตๆ เท่านั้น   หลายๆ แบรนด์มีเว็บไซต์เป็นหน้าร้านโชว์สินค้า พร้อมชูเรื่องศูนย์บริการ และคอลล์เซ็นเตอร์ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ 

และในงาน Thailand Mobile Expo 2008 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ 2-5 ตุลาคม ศกนี้ พบว่านอกจากมือถือแบรนด์ดังทั้งหลายแล้ว ที่สำคัญคือมีมือถือแบรนด์ใหม่ๆ เข้ามาจับจองพื้นที่เปิดขายในงานกันมากหน้าหลายตากินพื้นที่ไปเกือบครึ่งของงาน  อาทิ แบรนด์  MISO, MXNEC, iLINK, SKG, Xphone, Plantronics, NOVO  และ AJ ที่เดิมเป็นผู้ผลิตเครื่องเล่นดีวีดี ก็โดดเข้ามาทำตลาดมือถือเช่น   จุดขายของแต่ละแบรนด์ก็ไม่แตกต่างคือเน้นฟังก์ชันการใช้ 2 ซิม ดูทีวีได้  ราคาเริ่มต้น 2,000-3,000 บาท
ส่วนหนึ่งก็เป็นผู้ค้ามือถือรายใหญ่ในมาบุญครองที่ขยับขยายนำมือถือจีนมาสร้างแบรนด์ของตัวเอง

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายอ้าแขนรับเฮาส์แบรนด์ทั้งหลายเหล่านี้ เกิดจากโอกาสการทำ “กำไร” ต่อเครื่องที่เป็นกอบเป็นกำมากกว่า “แบรนด์ดัง” เป็นอันมาก 

ในมุมของผู้บริโภค นอกจาก “ราคาถูกกว่า” จะเป็นจุดขายที่โดดเด่นของเครื่องเฮาส์แบรนด์แล้ว ในแง่ของการใช้งานก็มีฟังก์ชันที่โดดเด่นโดนใจด้วย

ไม่ว่าจะเป็นมือถือดูทีวีได้ หรือใช้ 2 ซิมได้ในเครื่องเดียว ต่างเป็นฟังก์ชันที่แบรนด์ยักษ์ใหญ่ทั้งหลายมองข้าม หรือถ้ามีก็ราคาแพงกว่ามาก ดังนั้นสินค้ากลุ่มนี้จึงสามารถเข้ามาตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าระดับโลว์เอนด์ (ที่เป็นฐานตลาดใหญ่)ได้เป็นอย่างดี

“เทคโนโลยีจีเอสเอ็มเริ่มสเตเบิลมากแล้ว ทำให้มือถือที่ผลิตออกมาจากโรงงานในจีนมีปัญหาเรื่องคุณภาพน้อยลงจากเดิมมากทำให้มือถือจากจีนเริ่มเป็นที่ยอมรับจากผู้ค้ามากขึ้น กล้านำเข้ามาขาย กล้าสั่งผลิต ประกอบกับผู้บริโภคเองก็เปิดรับสินค้าโนเนมมากขึ้นทำให้เฮาส์แบรนด์แจ้งเกิดได้ในที่สุด คาดว่าในสิ้นปีนี้ยอดขายของเฮาส์แบรนด์ทุกเจ้ารวมกันน่าจะมีมาร์เก็ตแชร์เกิน 25% “ผู้สันทัดกรณีในวงการมือถือกล่าว และว่า

ไม่ใช่แต่เครื่อง 2 ซิม หรือมือถือดูทีวีได้เท่านั้น  เครื่อง “3 จี” ที่ผลิตจากจีนก็สิทธิ์มาแรงได้เช่นกัน

โดย : ข่าวไอที

กูเกิล-ไมโครซอฟ์ ยึดเอเชีย คว้าสุดยอดองค์กรนวัตกรรม โนเกีย ยาฮู โซนี่ ตามติด

Thursday, October 2nd, 2008

   
 ”เดอะ วอลล์สตรีต เจอร์นัล”สำรวจองค์กรสุดยอดนวัตกรรมในเอเชียผ่านสายตานักธุรกิจกว่า2,400คนจาก 12ประเทศ พบ”กูเกิล”คว้าอันดับ1 หลังเติบโตอย่างมหาศาลในตลาดเอเชีย ไมโครซอฟท์ครองอันดับ2 ตามติดด้วย โนเกีย ยาฮู และโซนี่

จากการสำรวจของ “เดอะ วอลล์สตรีต เจอร์นัล” ผ่านสายตาของนักธุรกิจจำนวน 2,477 ราย ใน 12 ประเทศเขตเอเชีย-แปซิฟิก เมื่อ 11 พ.ค.ถึง 3 ก.ค 51 เพื่อค้นหาบริษัทระดับนานาชาติที่ทำธุรกิจอยู่ในเอเชียว่าองค์กรใดสมควรที่จะรับตำแหน่ง “Most-admired Companies” สำหรับเอเชียมากที่สุด

สำหรับในประเภทองค์กรที่เป็นเลิศด้านนวัตกรรม หรือ องค์กรที่มีการคิดค้นสินค้า การบริการใหม่เข้าสู่ตลาด และสามารถตอบสนองความต้องการของคอนซูเมอร์ได้มากที่สุด ปรากฏว่ายักษ์ใหญ่แห่งวงการเสิร์ช “กูเกิล” จากแดนมะกัน คว้าตำแหน่งอันดับ 1 รองลงมาคือ ไมโครซอฟท์, โนเกีย, ยาฮู และโซนี่ ตามลำดับ

“ซุคฮินเดอร์ ซิงห์ คาสิดี้” ประธานกูเกิลในเอเชีย-แปซิฟิกและละตินอเมริกา กล่าวว่า “กูเกิลมีการเติบโตอย่างมหาศาลในเอเชีย โดยตั้งแต่ปี 2005 เราได้มีข้อตกลงว่า เราจะลงทุนเพื่อปรากฏตัวตามท้องถิ่นมากขึ้น และการเปลี่ยนคอนเทนต์หรือภาษาเป็นท้องถิ่นนั้น ถือเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญของบริษัท”

เพราะหากย้อนกลับไปเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา กูเกิลเริ่มสร้างชื่อในเอเชีย ด้วยการตั้งสำนักงานขาย 3 แห่งในญี่ปุ่น เกาหลี ออสเตรเลีย แต่ปัจจุบันกูเกิลกลับกลายเป็นองค์กรที่มีพนักงานในเอเชียถึง 2 พันคน และมีออฟฟิศจำนวนกว่า 15 แห่ง บวกกับมีศูนย์วิจัยและพัฒนาจำนวนกว่า 11 แห่ง เพื่อผลิตสินค้าและบริการสำหรับตลาดเอเชียและผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลก
การโฟกัสที่ตลาดเอเชียมากขึ้น นับเป็นตัวผลักดันที่สำคัญ และทำให้กูเกิลไต่อันดับขึ้นมาอยู่บนสุดของการสำรวจ “Most-admired Companies” ของเอเชียในครั้งนี้ โดยเฉพาะการหันมาจริงจังกับการสร้างตลาดใน “จีน” ของกูเกิล ซึ่งถือว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการเติบโตในเอเชีย

เดือนกรกฎาคม2551 กูเกิลได้ลงทุนประมาณ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซื้อบริษัท “Comsenz” ผู้บริการระบบกระดานข่าวสาร (bulletin board) ซอฟต์แวร์เครือข่ายทางสังคม และบริการโฮสต์สำหรับเว็บไซต์ต่างๆ 
ก่อนหน้านั้น ปี 2007 กูเกิลเข้าซื้อหุ้นในบริษัท “Xunlei Network Technology” เพื่อให้บริการดาวน์โหลดวิดีโอและเกมในจีน ร่วมมือกับเว็บท่ายอดนิยม “Sina.com” เพื่อเสนอบริการโฆษณาและเสิร์ช รวมถึงการเปิดศูนย์วิจัยแห่งที่ 2 ในประเทศจีนที่เซี่ยงไฮ้อีกด้วย

ขณะเดียวกัน กูเกิลยังได้ดีลกับผู้ให้บริการมือถือรายใหญ่ “ไซน่า โมบาย” เพื่อบริการเสิร์ชออนไลน์ทางมือถือ เหมือนกับที่จับมือกับโอเปอเรเตอร์ “บาร์ติ แอร์เทล” ในอินเดีย, “เอ็นทีที โดโคโม” และ “เคดีดีไป” ในญี่ปุ่น
 ”มารค์ มาฮานีย์” ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยอินเทอร์เน็ต จากซิติ้กรุ๊ป อินเวสต์เมนต์ รีเสิร์ช ให้ความเห็นว่า “กูเกิลครองส่วนแบ่งการเสิร์ชกว่า 60% ทั่วโลก แต่ถ้าเอเชียเป็นพื้นที่ที่มีการเติบโตสูงสุดของตลาดเสิร์ชทางอินเทอร์เน็ต และกูเกิลไม่สามารถมีมาร์เก็ตแชร์ หรือรักษาตลาดเสิร์ชในภูมิภาคนี้ได้  จะส่งผลให้แชร์ในตลาดเสิร์ชทั่วโลกของกูเกิลอาจตกลงได้”   
เพราะในภูมิภาคเอเชีย แม้ว่ากูเกิลจะได้รับความนิยมอยู่ในหลายประเทศ เช่น ออสเตรเลีย สิงคโปร์ และอินเดีย แต่ในจีนถือว่ายังห่างไกลจากตำแหน่งผู้นำที่เว็บไซต์ “Baidu.com” ครองตลาดเสิร์ชเบอร์ 1 ในจีนด้วยส่วนแบ่งถึง 63% ขณะที่กูเกิลมีเพียง 26% เท่านั้น      

ฟากคู่แข่งคนสำคัญของกูเกิลอย่าง “ไมโครซอฟท์” ถึงแม้จะรั้งอันดับที่ 2 จากการสำรวจประเภทผู้คิดค้นนวัตกรรม แต่หากรวมผลสำรวจทุกด้าน (สถานะการเงิน- ชื่อเสียงองค์กร -วิสัยทัศน์) ไมโครซอฟท์ คือ ผู้ครองแชมป์อันดับ 1 “Most-admired Companies” ติดต่อกันถึง 12 สมัยซ้อน 

“เดวิท มิชเชลล์ สมิธ” นักวิเคราะห์จากการ์ดเนอร์กล่าวว่า การที่ไมโครซอฟท์ได้ตำแหน่งสูงสุด เป็นเพราะความพยายามผลิตสินค้าให้ท้องถิ่นมากขึ้น เช่น ในอินเดีย ไมโครซอฟท์ออกแพ็กเกจถึง 14 ภาษาท้องถิ่น เพื่อให้ลูกค้าสามารถดาวน์โหลดใช้ฟรีได้ หรือการเสนอสินค้าสำหรับตลาดเกิดใหม่โดยเฉพาะเช่น windows starter หรือระบบปฏิบัติการราคาประหยัด และง่ายต่อการใช้งานที่เปิดตัวในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2003 เพื่อให้คนทั่วไปสามารถซื้อคอมพิวเตอร์ได้มากขึ้น และจากโครงการนี้ส่งผลให้ผู้คนในตลาดเกิดใหม่จำนวน 1 ล้านคนสามารถใช้พีซีได้  

ทั้งนี้ ไมโครซอฟท์ ถือว่าเอเชียมีบทบาทสำคัญสำหรับการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ โดยมีการตั้งศูนย์วิจัยตั้งในเอเชีย 2 แห่ง คือ บังกะลอร์ และปักกิ่ง จากศูนย์วิจัยทั่วโลกทั้งหมด 5 แห่ง และแต่ละปีไมโครซอฟท์ลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเป็นจำนวนเงินกว่า 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

“อิมิลิโอ อูเมโอกะ” ประธานไมโครซอฟท์ เอเชีย-แปซิฟิกกล่าวว่า ศูนย์วิจัยของไมโครซอฟท์ในเอเชียสามารถคิดค้นเทคโนโลยีที่ยิ่งใหญ่ได้หลายครั้ง และมีจำนวนมากกว่า 200 นวัตกรรมที่เกิดจากห้องทดลองในปักกิ่งและสุดท้ายกลายมาเป็นสินค้าของไมโครซอฟท์ในปัจจุบัน เช่น วินโดวส์ วิสต้า, ไมโครซอฟท์ ออฟิศ 2007, Xbox และวินโดวส์ไลฟ์ ขณะที่ศูนย์พัฒนาที่อินเดียมีการจดสิทธิบัติจำนวนมากกว่า 200 ชิ้นภายในช่วงเวลา 4 ปี

ขณะเดียวกัน จากผลสำรวจยังพบอีกว่า 9 ใน 10 ของบริษัทที่ติดลำดับท็อปเทนขององค์กรผู้ล้ำเลิศด้านนวัตกรรมนั้น ล้วนมาจากสายเทคโนโลยี หรือกลุ่มคอนซูเมอร์ อิเล็กทรอนิกส์ หรือ 8 ใน 10 องค์กรที่อยู่แถวหน้าของตำแหน่ง Most-admired Companies ล้วนเป็นบริษัทเกี่ยวกับเทคโนโลยีเช่นกัน

“คริส บลูเมาท์” ประธานและผู้บริหารระดับสูงฝ่ายโฆษณาและมาร์เก็ตติ้ง เอเยนซี่ เกรย์ กรุ๊ป ในญี่ปุ่น ให้ความเห็นว่า สาเหตุที่คนในเอเชียส่วนใหญ่มีความหลงใหลในเทคโนโลยี เพราะเทคโนโลยี คือ สัญลักษณ์แห่งความก้าวหน้า และบริษัทเทคโนโลยีระดับอินเตอร์ทั้งหลายต่างได้รับการยกย่อง เพราะพวกเขาได้นำมาตรฐานระดับโลกใหม่ๆ มาให้ และช่วยพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น 

โดย : ข่าวไอที

 

 

 
 
 
 
 

โนเกียส่ง Tube ลุย มือถือระบบจอสัมผัสตัวแรก

Thursday, October 2nd, 2008

ตามประมาณการของโนเกีย เจ้าแห่งโทรศัพท์มือถือของโลก ในปีนี้โทรศัพท์มือถือประเภท มัลติมีเดีย หรืออีกนัยหนึ่งคือโทรศัพท์ที่เน้นการท่องเว็บ ฟังเพลง และเล่นเกม จะขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 50 เปอร์เซ็นต์ เป็น 120 ล้านเครื่อง น่าจะเป็นเซ็กเมนต์ของตลาดที่การเติบโตสูงมากๆ ทิศทางของโทรศัพท์ มือถือจึงมุ่งตอบสนองแนวโน้มของตลาด

สำหรับโนเกียแล้วการเปิดเว็บไซต์ “โนเกีย มิวสิก สโตร์” ขึ้นมาเพื่อขายเพลงสำหรับโทรศัพท์มือถือ โดยตั้งราคาไว้ เพลงละ 1 ยูโร และอัลบั้มละ 10 ยูโร ซึ่งตอนนี้โนเกีย มิวสิกสโตร์ เริ่มทยอย เปิดแล้ว 11 ประเทศ เป็นประเทศในยุโรปทั้งหมดยกเว้นสิงคโปร์ที่อยู่ในเอเชีย

นอกจากการเปิดเว็บไซต์ขายเพลงตอบสนองกับโทรศัพท์มือถือแล้ว โนเกียยังเตรียมจะเปิดตัว “Tube” โทรศัพท์รุ่นใหม่แบบทัชสกรีนเป็นครั้งแรกในเวลาอีกไม่นานนี้ เพราะจะว่าไปแล้วโทรศัพท์มือถือ ที่จะท่องเว็บได้สะดวก รวมทั้งการใช้งานมัลติมีเดียอื่นๆ นั้น รูปแบบการใช้งานเก่าด้วยการกดแป้นคีย์บอร์ดย่อมไม่สะดวกด้วยประการทั้งปวง

เมื่อไอโฟนฉีกแนวออกมาเป็นแบบ ทัชสกรีน ทำให้ง่ายต่อการใช้งานจึงโดนใจผู้ใช้จำนวนมาก และกลายเป็นมาตรฐานที่ผู้ผลิตโทรศัพท์รายอื่นจะต้องไล่ตาม มิเช่นนั้นก็จะเกิดช่องว่างให้

เปรียบเทียบได้มาก ยิ่งเมื่อแอปเปิล คอมพิวเตอร์มีแนวโน้มจะเปิดให้ขายไอโฟนโดยไม่ผูกติดกับผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือด้วยแล้ว ตลาดในกลุ่มนี้ก็น่าจะถูกรุกหนักจากไอโฟน ปัจจุบันโทรศัพท์มือถือแบบทัชสกรีนนอกจากไอโฟนก็มีจาก LG, Samsung, Blackberry, Sony และ G1 (กูเกิล แอนดรอยด์)

ที่เริ่มเปิดขายโทรศัพท์ไอโฟนแบบไม่ล็อกติดกับผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือเป็นที่แรกในโลกกันไปแล้วก็คือ ฮ่องกง โดยโทรศัพท์จะใช้ได้กับเครือข่าย GSM

อย่างไรก็ตาม การขายเครื่องเปล่าแบบปราศจากการอุดหนุนโดยผู้ให้บริการเครือข่ายนี้ จะเห็นความแตกต่างของราคาชัดเจนมาก โดยรุ่น 8 GB ราคาสูงถึง 695 เหรียญสหรัฐ และ 16 GB ราคา 795 เหรียญสหรัฐ สูงกว่าราคาแบบผูกติดบริการโทรศัพท์เครือข่ายฮัทชิสันระยะเวลา 24 เดือนเกือบเท่าตัว

สำหรับโนเกีย “Tube” รุ่นทัชสกรีนตัวแรกเริ่มเปิดตัวจริงในเดือนตุลาคมนี้ โดย โนเกียน่าจะตั้งราคาต่ำกว่าคู่แข่งในตลาด และตั้งใจจะเล่นทั้งในตลาดบนและล่าง

โดย : ข่าวไอที

แอ๊ปเปิ้ลปลดล็อก ไอโฟน ฮ่องกง

Wednesday, October 1st, 2008

แอ๊ปเปิ้ลปลดล็อกไอโฟน 3 จี ในฮ่องกง ให้อิสระเลือกค่ายได้เอง ฟาก “โนเกีย” เตรียมปล่อยคู่แข่ง “ทูบ” 2 ต.ค.นี้

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : สำนักข่าวเอพี รายงานว่า แอ๊ปเปิ้ล อิงค์ ไฟเขียวจำหน่ายไอโฟน 3จี แบบไม่จำกัดค่ายในตลาดฮ่องกง โดยเปิดให้ผู้ใช้เลือกผู้ให้บริการได้ตามใจชอบ ซึ่งความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้ เป็นกลยุทธ์แตกต่างจากแผนก่อนหน้านี้ที่เคยประกาศเมื่อครั้งเปิดตัวไอโฟน เวอร์ชั่นล่าสุด ซึ่งระบุชัดเจนว่า จะต้องใช้งานผ่านเครือข่ายผู้ให้บริการใน 22 ประเทศ ที่แอ๊ปเปิ้ลทำข้อตกลงไว้เท่านั้น โดยขณะนี้ยังไม่มีรายงานถึงเหตุผลของแผนดังกล่าว

ด้านเวบไซต์ของแอ๊ปเปิ้ลในฮ่องกง ระบุว่า ผู้สนใจสามารถ “ซื้อไอโฟน3จี” ได้โดยตรงผ่านช้อปออนไลน์ของแอ๊ปเปิ้ล และสามารถเลือกผู้ให้บริการระบบเอง โดยรุ่น 8 กิกะไบต์ ราคา 5,400 ดอลลาร์ฮ่องกง (695 ดอลลาร์) และรุ่น 16 กิกะไบต์ ราคา 6,200 ดอลลาร์ฮ่องกง โดยไม่มีค่าธรรมเนียมในการจัดส่ง ขณะที่ ราคาเปิดตัวเครื่องในสหรัฐ รุ่น 8 กิกะไบต์ อยู่ที่ 199 ดอลลาร์ ส่วนรุ่น 16 กิกะไบต์ อยุ่ที่ 299 ดอลลาร์

รายงานข่าว กล่าวว่า ตั้งแต่เปิดตัวไอโฟน 3จีทั่วโลก เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา แฟนพันธุ์แท้ของไอโฟนสามารถหาซื้อได้จาก “ฮัทชิสัน เทเลคอมมิวนิเคชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล” โดยจะต้องทำสัญญาใช้บริการระบบเป็นเวลา 2 ปี อย่างไรก็ตาม เครื่องเหล่านี้กลับได้รับความนิยมแพร่หลายในตลาดมืด

วันเดียวกัน มีรายงานข่าวจากหลายสำนัก ระบุว่า โนเกีย เตรียมปล่อยมือถือจอสัมผัสรุ่นแรก “ทูบ (Tube)” ลงตลาดสัปดาห์หน้า เพื่อหวังท้าชนไอโฟน โดยจะเปิดตัวครั้งแรกระหว่างงานพบปะสื่อมวลชน และนักวิเคราะห์ในลอนดอน วันที่ 2 ต.ค.นี้

โดย : ข่าวไอที

โนเกีย เผยโฉมแฟชั่นโฟนปี 51 เน้นสะท้อนบุคลิกเฉพาะตัว

Tuesday, September 30th, 2008

นายวิภู ซาบาวาล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท โนเกีย (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า โนเกีย ซูเปอร์โนวา จะลงสู่ตลาดแฟชั่นโฟนปี 2551 ด้วยรูปแบบทันสมัย และเฉดสีโดดเด่นสะดุดตา เพื่อสร้างปรากฏการณ์สะกดทุกสายตาในงาน Elle Fashion Week 2008 สนับสนุน Young Designer Show นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้นักออกแบบรุ่นใหม่แสดงฝีมือ และนำเสนอกิจกรรมทางการตลาดให้ลูกค้าโนเกียร่วมสืบค้นว่าใครคือเจ้าของโทรศัพท์โนเกียซูเปอร์โนวาที่หายไป

“โทรศัพท์เคลื่อนกลายเป็นสิ่งจำเป็นใน   การติดต่อสื่อสาร และเก็บข้อมูลทุกอย่าง จนเปรียบเสมือนหน้าต่างที่สามารถเปิดเข้าสู่โลกส่วนตัว นอกจากนี้ โนเกีย ซูเปอร์โนวา ช่วยให้ผู้ใช้สามารถแสดงออก โดยสะท้อนตัวตนผ่านโทรศัพท์มือถือ เหมือนกับที่แสดงออกผ่านการเลือกใช้เครื่องประดับในการแต่งกาย และเช่นทุกปีที่โนเกียให้การสนับสนุนนักออกแบบรุ่นใหม่ให้มีโอกาสแสดงความสามารถบนเวที Elle Fashion Week เพื่อส่งเสริมบุคลากรในวงการแฟชั่นให้เติบโตอย่างไร้ขีดจำกัด พร้อมสร้างสรรค์กิจกรรมใหม่ๆ ให้ลูกค้าได้ร่วมสนุกกับโนเกีย” ผจก.ทั่วไป บ.โนเกีย กล่าว

นายวิภู กล่าวต่อว่า โนเกียซูเปอร์โนวา ประกอบด้วย 4 รุ่น คือ 1.โนเกีย 7610 ราคาเครื่องละ 9,110 บาท 2.โนเกีย 7510 กำหนดวางจำหน่ายในไตรมาสที่ 4 ของปี 2551นี้  3.โนกีย 7310 จำหน่ายแล้วในราคา 6,150 บาท และ 4.โนเกีย 7210 ราคาเครื่องละ 5,130 บาท นอกจากนี้ โนเกียซูเปอร์โนวา ในงาน Elle Fashion Week 2008 ยังสนับสนุน Young Designer Show ต่อเนื่องเป็น  ปีที่ 7 เปิดโอกาสให้นักออกแบบรุ่นใหม่ ได้แก่ นางสาวชลิดา มหาสวัสดิ์ ผู้ชนะเลิศจากเวทีประกวด Inspy U Fashion ปี 2007    

นายวทิต วิรัชพันธุ์ และ นายอิทธิ เมทะนี สองหนุ่มเจ้าของแบรนด์ Vatititthi ในกลุ่มลูกค้าแวดวงชั้นสูงในอเมริกา และ นายเอก ทองประเสริฐ สถาปนิกหนุ่มที่ผันตัวเองมาอยู่ในวงการแฟชั่น ได้แสดงความสามารถบนเวทีแฟชั่นโชว์ระดับประเทศ  โดยดีไซเนอร์ทั้ง 4 จะโชว์ผลงานออกแบบชิ้นพิเศษที่ได้รับแรงบันดาลใจจากโนเกีย ซูเปอร์โนวา คอลเลคชัน

ผจก.ทั่วไป บ.โนเกีย กล่าวด้วยว่า โนเกียยังสร้างสรรค์กิจกรรมทางการตลาด โดยให้ลูกค้าร่วมค้นว่า สาวคนไหนคือเจ้าของโทรศัพท์โนเกีย ซูเปอร์โนวาที่หายไป สีสัน รูปลักษณ์ และข้อมูลในการใช้งานโทรศัพท์เป็นตัวบอกอย่างดีและคำตอบของภารกิจนี้จะเฉลยในงานดังกล่าวและยังมอบสิทธิพิเศษแก่ลูกค้าโนเกีย ซุปเปอร์โนวา และรับฟรีงานดีไซน์ชิ้นเพื่อตกแต่งโทรศัพท์รุ่นดังกล่าว ออกแบบโดย ดีไซเนอร์รุ่นใหม่ (Young Designer) ทั้ง 4 คน ที่บูธโนเกียภายในงาน Elle fashion week และที่โนเกียช็อป 5 สาขา ได้แก่  สาขาเซ็นทรัลเวิร์ด สยามพารากอน เอ็มโพเรียม ปิ่นเกล้า และเชียงใหม่ ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.ถึง 31 ธ.ค. 2551 นี้

โดย : ข่าวไอที