
“พราด้า+LG”เหนือเทคโนโลยีมีแฟชั่น
ไม่ว่าจะเก่งขึ้น เก่งเท่าเดิม หรือเป็นเพราะคู่แข่งอ่อนแอลง ในที่สุดผู้ผลิตมือถือจาก “เอเชีย” ก็ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในตลาดโลกสำเร็จจนได้
แม้จะยังไม่ใกล้เคียงที่หนึ่ง และอาจเกินเอื้อมถึง อย่างน้อยๆ ก็ในอนาคตอันใกล้กับการแย่งชิงเก้าอี้แชมป์ตลอดกาลจาก “โนเกีย”
แต่ต้องถือว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม เพราะเบียดขึ้นมาครอบครองตำแหน่งมือวางอันดับ 2 และ 3 ในตลาดมือถือโลกได้แล้วเรียบร้อย
โดยหลังจาก “ซัมซุง” ทำให้ยักษ์ใหญ่จากเมืองมะกัน “โมโตโรล่า” ตกอันดับไปเป็นที่ 2
“แอลจี” แดนกิมจิ บ้านเดียวกับซัมซุงก็ไม่ยอมน้อยหน้า เบียดแซงตามมาติดๆ จนกลายเป็นมือวางอันดับ 3 ในที่สุด
ในบ้านเราเอง ที่ 1 ยังคงเป็น “โนเกีย” อันดับถัดมาว่ากันว่าเป็น “ซัมซุง” กับเฮาส์แบรนด์ทั้งหลาย มี “จีเน็ท” อยู่หัวแถว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีที่ผ่านมาทำได้ดีมาก
ปีสองปีมานี้ “แอลจี” เปิดเกมรุกตลาดมากขึ้นในหลายรูปแบบด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการขยายช่องทางการจัดจำหน่าย การปรับราคาสินค้าให้แข่งขันได้มากขึ้น การอัดฉีดโปรโมชั่นควบคู่ไปกับสินค้าเอวี (ซื้อทีวีแถมมือถือ) หรือกับการสร้างการรับรู้ใน แบรนด์โดยการดึงนักร้องขวัญใจวัยรุ่น “โต๋-ศักดิ์สิทธิ์ เวชสุภาพร” เป็นพรีเซ็นเตอร์ เป็นต้น
ทั้งหลายทั้งมวลก็เพื่อผลักดันยอดขายและส่วนแบ่งการตลาด โดยในปีที่ผ่านมาตั้งเป้าไว้ว่าต้องการขยับมาร์เก็ตแชร์จาก 4% ขึ้นเป็น 10% หรือจาก 6 แสนเครื่อง เป็น 1 ล้านเครื่อง
ว่ากันว่าในครึ่งปีแรกของปีที่แล้ว ทำยอดขายทะลุ 4 แสนไปได้ไม่ยากเย็นนัก แต่อีก 6 แสนในครึ่งหลังของปีหืดขึ้นคอถ้วนหน้ากัน
ไม่เฉพาะ “แอลจี” แต่กับทุกยี่ห้อจากสภาพเศรษฐกิจ-กำลังซื้อในบ้านเราที่ชะงักงันจากความไม่มั่นใจต่อสถานการณ์บ้านเมือง ต่อด้วยวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปลายปี ทำให้อารมณ์ในการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคหดหายไปด้วย
ยังดีที่ต้นปีนี้กระเตื้องขึ้นบ้างแล้ว วัดจากงาน “โมบาย เอ็กซ์โป 2009″ ปลายเดือน ม.ค.2552 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป
สิ่งที่เหมือนกันของมือถือในกลุ่มบิ๊ก แบรนด์ก็คือ การขยับมาโฟกัสตลาดระดับ กลางถึงบนมากขึ้น โดยคิดคล้ายกันว่า ขืนเน้นแต่วอลุ่มอย่างเดียวแทบไม่มีกำไร ในระยะยาวคงไปไม่ไหว
“โนเกีย” ประเดิมต้นปีด้วยมิวสิกโฟนรุ่น 5800 ที่ทะลุหมื่นเครื่องไปแล้ว ภายในเวลาไม่ถึงเดือน
“ซัมซุง” มีทัชโฟน 2 ซิม ในรุ่น D980 ขณะที่ “แอลจี” มี “คุกกี้ (KP500) และไอศกรีม (KF350)” ที่ไม่ใช่ขนมหวาน
ถ้ายังจำกันได้ อีกรุ่นที่เคยสร้างชื่อให้ “แอลจี” เป็นที่รู้จักในตลาดมือถือมากขึ้นหลายปีก่อน ก็คือรุ่น “ช็อกโกแลต”
ล่าสุดเปิดตัวโปรดักต์ใหม่ “KF900″ แต่รุ่นนี้ขยับขึ้นไปจับกลุ่มลูกค้ากระเป๋าหนักที่ชื่นชอบแฟชั่นโดยเฉพาะ
บอกชื่อรุ่นอย่างนี้คงนึกกันไม่ออก แต่ถ้าบอกว่าเป็นรุ่นถัดมา ภายใต้แบรนด์ดัง “prada” คงพอคลับคล้ายคลับคลากันบ้างไม่มากก็น้อย
“KF900″ เป็นรุ่นที่ 2 ของ “prada” by LG ที่หรูหรา ครบเครื่อง และแพงกว่ารุ่นก่อนหน้านี้ (จอทัชสกรีน มีคีย์บอร์ดด้านข้าง ที่เรียกว่า QWERTY กล้อง 5 ล้านพิกเซล รองรับ 3G โดยวางราคาเปิดตัวไว้ที่ 850 เหรียญสหรัฐ หรือราวๆ 25,000 บาท) ขายพร้อมนาฬิกาข้อมือบลูทูท (ราคา 450 เหรียญสหรัฐ หรือราว 15,000 บาท)
ดูเฉพาะรูปลักษณ์ภายนอก ถ้าไม่บอกว่าเป็นความร่วมมือระหว่างแอลจีกับพราด้า ก็ต้องคิดว่าแบรนด์เนมชื่อดังในโลกแฟชั่นอย่าง “พราด้า” ขยับขยายธุรกิจเข้าสู่โลกไฮเทค สร้างสินค้าแบรนด์ของตนเองขึ้นมาโดดๆ ด้วยว่าพลิกดูตัวเครื่องโดยรอบไม่เห็นชื่อแบรนด์ หรือโลโก้ที่มีอะไรบ่งบอกความเกี่ยวข้องกับ “แอลจี” เลยแม้แต่น้อย
ประหนึ่งว่า KF900 เป็น “พราด้า โฟน” มากกว่ามือถือของแอลจี
ในมุมของ “แอลจี” ถือเป็นความตั้งใจ เพราะมองข้ามช็อตไปถึงการเข้าหาลูกค้า
“ชาง มา” รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ฝ่ายกลยุทธ์การตลาด แอลจี อิเล็คทรอนิกส์ พูดถึงความร่วมมือของแอลจีและพราด้า ว่า เป็นการผสมผสานความชำนาญของแต่ละฝ่ายอย่างลงตัวระหว่างเทคโนโลยีและแฟชั่นจึงเชื่อว่าจะเป?นสินคาอีกรุนที่ได้รับการตอบรับที่ดีจากตลาด แม้เศรษฐกิจทั่วโลกในขณะนี้จะไม่ดีนัก แต่กับกลุ่มลูกค้าระดับบนโดยเฉพาะตลาดเอเชีย-แปซิฟิกน่าจะยังไปได้
“ในแต่ละปีเราจะมีสินค้าใหม่ๆ มากกว่า 10 รุ่น แต่ละรุ่นจะมีจุดเด่นแตกต่างกัน เหมาะกับลูกค้าแต่ละกลุ่ม กับแอลจีพราด้าเป็นสินค้าที่เราตั้งใจออกมาเพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบแฟชั่นโดยเฉพาะ โดยความแข็งแกร่งของแบรนด์พราด้าในโลกแฟชั่น กับความชำนาญดานเทคโนโลยีของแอลจี ออกมาเป็นพราด้า โฟน บายแอลจี”
กับ “พราด้า โฟน” รุ่นแรก ซึ่งเปิดตัวและทำตลาดไปในปีที่แล้วสามารถทำยอดขายทั่วโลกได้ถึง 1 ล้านเครื่อง
สำหรับรุ่นใหม่ล่าสุด “ชาง มา” เชื่อว่าจะทำได้ไม่น้อยไปกว่ารุ่นที่แล้ว แม้สภาพเศรษฐกิจโดยรวมทั่วโลกในขณะนี้จะไม่อำนวยเท่าใดนัก
“กลุ่มลูกค้าระดับบนที่ชื่นชอบแฟชั่นเป็นกลุ่มที่น่าจะยังมีกำลังซื้อ”
โดยในปีที่ผ่านมาแอลจีทำยอดขาย มือถือทั่วโลกได้กว่า 100 ล้านเครื่อง มีส่วนแบ่งตลาดขึ้นเป็นอันดับ 3 ของโลก หรือที่ประมาณ 10% เติบโตจากปีก่อนหน้านี้ 25%
สำหรับปี 2552 นี้ คาดว่า แม้สภาพเศรษฐกิจโลกโดยรวมที่ไม่ดีนักจะส่งผลต่อกำลังซื้อ และยอดขายโดยรวม แต่เชื่อว่าจะยังมีการเติบโตต่อเนื่อง แต่เป็นในอัตราที่ลดโดยอาจไปไม่ถึง 10%
หันมามองตลาดบ้านเรา ทั้งการแข่งขันระหว่างบิ๊กแบรนด์ด้วยกัน หรือบิ๊กแบรนด์กับเฮาส์แบรนด์น่าจะดุเดือดเลือดพล่าน ขึ้นมาก ถ้าไม่ใช่ราคาคุย เพราะรายไหนรายนั้นพูดตรงกันว่า พร้อมเปิดเกมบุกแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น
ข้อมูลจาก : http://www.matichon.co.th/prachachat