Posts Tagged ‘’

โซนี่ขนทัพสินค้าบุกตลาดช่วงกลางปี

Monday, March 30th, 2009

โซนี่ ไทย ย้ำผู้นำตลาดกล้องดิจิตอลจากส่วนแบ่งการตลาดที่ทิ้งห่างอันดับ 2 กว่าเท่าตัว เชื่อตลาดไอทีปีนี้แข่งขันสูง พร้อมเปิดตัวกองทัพสินค้าทั้งกล้องดิจิตอล ไซเบอร์ช็อต, กล้องวิดีโอ แฮนดีแคม และกรอบรูปดิจิตอล อีกหนึ่งเทรนด์ใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมในต่างประเทศทยอยวางตลาดทั่วประเทศ
       
       มร.โยจิ ฮิกาชิดะ ผู้จัดการทั่วไปกลุ่มผลิตภัณฑ์คอนซูเมอร์ บริษัท โซนี่ ไทย จำกัด กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์ในปัจจุบันของโซนี่จะเน้นไปที่สีสันและดีไซน์ ให้ตอบรับกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่เป็นหลัก แต่ทั้งนี้ประสิทธิภาพและลูกเล่นของสินค้ายังถือเป็นอีกหนึ่งจุดสำคัญที่ทำให้โซนี่ยังครองตลาดกล้องดิจิตอลได้อยู่
       
       “จากผลสำรวจของจีเอฟเคล่าสุด โซนี่มีส่วนแบ่งการตลาดในด้านมูลค่าของกล้องดิจิตอลอยู่ที่ 36% ซึ่งทิ้งห่างจากอันดับ 2 ที่ 18% เท่าตัว แต่ถ้านับเป็นจำนวนกล้องดิจิตอลในตลาดจะอยู่ที่ประมาณ 29% ทำให้ทางโซนี่จำเป็นต้องออกผลิตภัณฑ์มาวางจำหน่ายเพื่อครองส่วนแบ่งเพิ่มเติม”
       
       นางสาวเกสรี มณีอินทร์ ผู้จัดการแผนกผลิตภัณฑ์ดิจิตอล อิมเมจจิ้ง บริษัท โซนี่ ไทย จำกัด ให้สัมภาษณ์ว่า การนำผลิตภัณฑ์อย่างกรอบรูปดิจิตอลเข้ามาจำหน่ายถือเป็นการเพิ่มไลน์สินค้าให้มากกว่าเดิม ซึ่งคาดว่าความสามารถของสินค้าดังกล่าวจะช่วยดึงดูดความสนใจแก่ผู้บริโภค
       
       “การวางจำหน่ายกรอบรูปดิจิตอลของโซนี่ เริ่มมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว แต่ยังไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร ซึ่งรุ่นที่เคยวางจำหน่ายเดิมจะเป็นหน้าจอขนาด 7 - 9 นิ้ว แต่ในตอนนี้จะมีเพิ่มในส่วนของรุ่นหน้าจอ 10 นิ้วเพิ่มขึ้นมา ซึ่งราคาสำหรับกรอบรูปดิจิตอลต่ำสุดอยู่ที่ประมาณ 4,000 บาท”
       
       ในส่วนการแข่งขันของตลาดกล้องดิจิตอลปีนี้ ทางโซนี่ยังไม่เปิดเผยถึงแผนที่จะนำมาใช้รับมือจากผลกระทบทางเศรษฐกิจที่คาดว่าจะหนักที่สุดในช่วงปลายปีนี้ เนื่องจากสิ้นเดือนมีนาคมนี้ถือว่าเป็นไตรมาสสุดท้ายของปีงบประมาณ 2008 ของโซนี่ ดังนั้นช่วงเดือนพฤษภาคมนี้ น่าจะมีการทำตลาดที่ดุเดือดขึ้นจากเดิม
       
       สำหรับกล้องดิจิตอลที่โซนี่นำมาเปิดตัวได้แก่ ไซเบอร์ช็อต T900 และ T90 ที่เน้นสีสันและดีไซน์บางเฉียบเป็นเอกลักษณ์ พร้อมรองรับการบันทึกภาพเคลื่อนไหวความละเอียดสูง (720p) ไซเบอร์ช็อตรุ่น W230, W270 และ W290 กล้องดิจิตอลความละเอียด 12.1 ล้านพิกเซล พร้อมระบบจดจำใบหน้าบุคคลในราคาตั้งแต่ 8,990 - 16,900 บาท
       
       ส่วนกล้องแฮนดีแคม มีด้วยกันทั้งหมด 4 รุ่น คือ HDR-CX100, DCR-SX60, DCR-SX40 และ DCR-SR47 จะเน้นลักษณะเล็กและเบา ดีไซน์ทันสมัย ซึ่งในรุ่น CX100 จะสามารถบันทึกภาพเคลื่อนไหวความละเอียดสูงสุด (1080p) ราคาจำหน่ายอยู่ที่ 12,990 - 29,990 บาท

 

ที่มา: www.manager.co.th

พานาโซนิก-ฟิลิปส์-โซนี เล็งออกไลเซนส์ Blu-ray แบบเหมาจ่าย

Friday, February 27th, 2009

       ท่ามกลางความหวังให้แผ่น, ภาพยนตร์, เกม และเครื่องเล่นบลูเรย์ (Blu-Ray) มีราคาถูกลงจนผู้บริโภคทั่วไปสามารถซื้อหาได้อย่างสบายใจ ล่าสุดสามยักษ์ใหญ่ผู้สนับสนุนมาตรฐานบลูเรย์อย่างพานาโซนิก (Panasonic), ฟิลิปส์ (Philips) และ โซนี่ (Sony) ระบุว่ากำลังทำงานร่วมกับสมาชิกผู้สนับสนุนมาตรฐานบลูเรย์รายอื่นเพื่อออกเป็นไลเซนส์หรือลิขสิทธิ์การผลิตสินค้าเทคโนโลยีบลูเรย์แบบเหมาจ่ายครบวงจร เชื่อว่าจะสามารถให้ไลเซนส์เหมาจ่ายนี้ได้ภายในกลางปีนี้
      
       การให้ไลเซนส์บลูเรย์ครบวงจรเชื่อว่าจะทำให้สินค้าบลูเรย์ทุกชนิดมีราคาถูกลง เนื่องจากปัจจุบัน การผลิตสินค้าบลูเรย์จะต้องเสียค่าลิขสิทธิ์เทคโนโลยีตามชนิดที่ผลิต เช่น บริษัทต้องเสียค่าลิขสิทธิ์ 9.50 เหรียญสหรัฐหากต้องการผลิตเครื่องเล่นบลูเรย์ (ราว 320 บาทต่อเครื่อง) หรือต้องชำระเงิน 14 เหรียญ (462 บาทต่อเครื่อง) หากต้องการผลิตเครื่องบันทึกดีวีดี แต่หากต้องการผลิตซีดีบลูเรย์ชนิดอ่านอย่างเดียว จะต้องชำระค่าลิขสิทธิ์ 0.11 เหรียญต่อแผ่น (ประมาณ 3.65 บาท) โดยต้องเพิ่มเงินเป็น 0.12 เหรียญ (ประมาณ 4 บาท) หากต้องการผลิตซีดีบลูเรย์แบบเขียนได้ ซึ่งการให้ไลเซนส์แบบเหมาจ่ายครบทุกผลิตภัณฑ์จะทำให้ค่าใช้จ่ายของผู้ผลิตสินค้าบลูเรย์แบบครบวงจรลดลงได้ถึง 40 เปอร์เซ็นต์
      
       การให้ลิขสิทธิ์แบบเหมารวมนี้เชื่อว่าจะเป็นผลดีต่อการขยายตลาดบลูเรย์ เนื่องจากค่าลิขสิทธิ์ที่ยิบย่อยทำให้สินค้าบลูเรย์มีจำนวนน้อยในตลาดและมีราคาแพง ซึ่งเมื่อต้นทุนด้านลิขสิทธิ์เทคโนโลยีลดลง ผู้ผลิตก็จะมีความยืดหยุ่นในการผลิตสินค้าหลายชนิดบนเทคโนโลยีบลูเรย์ และสามารถตั้งราคาขายได้ถูกลง ตามข้อมูลที่บอกว่าไลเซนส์ครบวงจรจะทำให้ผู้ผลิตประหยัดค่าไลเซนส์ลงได้กว่า 40 เปอร์เซ็นต์
      
       รายงานระบุว่า การให้ไลเซนส์ผลิตภัณฑ์บลูเรย์ครบวงจรจะดำเนินการโดยบริษัทใหม่ ซึ่งจะเป็นบริษัทอิสระสำหรับจัดการธุรกิจไลเซนส์บลูเรย์โดยเฉพาะ เชื่อว่าจะมีการตั้งสาขาในสหรัฐฯ เอเชีย ยุโรป และลาตินอเมริกา โดยซีอีโอที่จะมารับผิดชอบบริษัทจัดการธุรกิจไลเซนส์บลูเรย์คือ Gerald Rosenthal อดีตผู้บริหารไอบีเอ็มซึ่งดำรงตำแหน่งซีอีโอกลุ่ม Open Invention Network ในปัจจุบัน
      
       นอกจากจะมั่นใจว่าการให้ราคาไลเซนส์บลูเรย์เหมาจ่ายครั้งนี้จะทำให้ตลาดบลูเรย์ขยายตัว Rosenthal ยังเชื่อว่าโครงการนี้จะส่งเสริมให้บริษัทผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รายอื่นให้ความสนใจที่จะมาเข้าร่วมเป็นผู้สนับสนุนเทคโนโลยีบลูเรย์ ซึ่งจะได้ส่วนแบ่งจากรายได้ค่าลิขสิทธิ์ที่เก็บได้ด้วย โดยผู้ที่ถือลิขสิทธิ์สำหรับผลิตดิสก์บลูเรย์, ดีวีดี และซีดี ล้วนได้รับเชิญให้เข้าร่วมโครงการสนับสนุนบลูเรย์แล้วในขณะนี้
ผู้จัดการออนไลน์

โน้ตบุ๊กใหม่จากโซนี่ ใส่กระเป๋ากางเกงยีนส์ได้!

Saturday, January 31st, 2009

โซนี่ ไทยเกาะกระแสงานมหกรรมแสดงสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภคหรือ Consumer Electronics Show (CES) เปิดตลาดโน้ตบุ๊กขนาดเล็กพกพาสะดวกพร้อมกันทั่วโลก ฮือฮาด้วยการโชว์ขนาดเล็กจนสามารถใส่กระเป๋ากางเกงยีนได้ เชื่อไม่ทับตลาดเน็ตบุ๊กวางกลุ่มลูกค้าคอนซูเมอร์วัยรุ่นและวัยทำงาน
       
       มร.เคน นากาเตะ ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ไอที บริษัท โซนี่ ไทย จำกัด กล่าวว่า การที่ทางโซนี่ เปิดตัวโน้ตบุ๊กรุ่นใหม่พร้อมกันทั่วโลก เพื่อให้ผู้บริโภคที่ได้รับข่าวสารจากต่างประเทศ สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์ได้ในเวลาเดียวกัน พร้อมเพิ่มกลยุทธ์การสั่งจองผ่านเว็บไซต์เป็นอีกช่องทางจำหน่าย
       
       ในขณะนี้ส่วนแบ่งการตลาดโน้ตบุ๊กของของ “Vaio” อยู่ที่ประมาณ 20% ในส่วนของตลาดคอนซูเมอร์ทั่วไป ซึ่งแบ่งออกเป็นตลาดไลฟ์สไตล์ประมาณ 60% และ ตลาดโมบิลิตี้ประมาณ 30 - 40% ดังนั้นสินค้าตัวใหม่นี้จะมาช่วยเพิ่มยอดขายในส่วนของตลาดดังกล่าว
       
       “Sony Vaio P ถือเป็นโน้ตบุ๊กแบบ พ็อกเกต สไตล์ พีซี ไม่ใช่เน็ตบุ๊กเนื่องจากมีคุณภาพและประสิทธิภาพสูงกว่า รวมถึงความเป็นโมบิลิตี้ ช่วยให้สะดวกในการพกพา ไม่ต่างจากเครื่องโทรศัพท์มือถือ” มร.ฮิเดยูกิ กล่าว
       
       สำหรับกลุ่มเป้าหมายจะอยู่ในกลุ่มคอนซูเมอร์ช่วงอายุ 20 - 35 ปี ทั้งชายและหญิง ที่ชื่นชอบความทันสมัย นำไปใช้งานทั่วๆไป ซึ่งคาดว่าจะเป็นกลุ่มลูกค้าเก่าของโซนี่ที่มีโน้ตบุ๊กอยู่แล้วและต้องการเครื่องที่ 2 หรือ 3 ในการใช้งานนอกสถานที่ถึง 70% และกลุ่มลูกค้าใหม่ที่ต้องการความเปลี่ยนแปลงในการใช้งานประมาณ 30%
       
       ส่วนการเปิดจองสินค้าผ่านเว็บไซต์ เป็นอีกช่องทางหนึ่งสำหรับผู้บริโภค โดยทางโซนี่ ไทยให้ข้อมูลว่า ไม่ได้ต้องการเน้นที่จะขายสินค้า แต่จะเน้นให้ผู้บริโภคทราบว่าทางโซนี่ ไทย มีสินค้าตัวนี้และกำลังจะวางจำหน่ายมากกว่า เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคของคนไทยส่วนใหญ่ต้องการที่จะเห็นตัวสินค้าก่อนตัดสินใจเลือกซื้อ
       
       ”ในปีที่ผ่านมาทางโซนี่ ไทย เคยมีการเปิดให้จอง โน้ตบุ๊ก Vaio Z มาก่อนซึ่งผลตอบรับถือว่าดีมาก กล่าวคือมีการสั่งจองสินค้ามากกว่าที่ทางโซนี่ ไทย นำเข้ามาจำหน่าย ทำให้ในช่วงแรกเกิดปัญหาในการส่งสินค้าพอสมควร” นางสาวสมมุก เจียรสวัสดิ์วัฒนา ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ไอที แผนกไอที บริษัท โซนี่ ไทย จำกัด กล่าว
       
       โดย Sony Vaio P จะมาพร้อมกับหน้าจอแอลอีดีขนาด 8 นิ้ว แบบ ‘Ultra Wide’ ความละเอียด 1600 x 768 พิกเซล หน่วยประมวลผล อินเทล อะตอม 1.6GHz และ 1.3GHz หน่วยความจำขนาด 2GB ฮาร์ดดิสก์แบบ SSD ความจุ 64GB หรือ ฮาร์ดดิสก์ความจุ 160GB ระบบปฏิบัติการ วินโดวส์ วิสต้า โฮม เบสิก
       
       วางจำหน่ายทั้งหมด 2 รุ่นคือ VGN-P15G ที่มีให้เลือกถึง 4 สี คือ แดง, เขียว, ขาว และ ดำ น้ำหนัก 594 กรัม ในราคา 39,900 บาท และ VGN-P13 สีขาว น้ำหนัก 620 กรัม ในราคา 29,900 บาท เปิดให้สั่งจองผ่านเว็บไซต์ vaio.sony.co.th/p ซึ่งสินค้าจะวางจำหน่ายประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้

 

ข่าวจาก: http://www.manager.co.th/cyberbiz/ViewNews.aspx?NewsID=9520000001785

โซนี่ เมินทำตลาดโน้ตบุ๊กสายพันธุ์ใหม่

Tuesday, October 28th, 2008

โซนี่เมินลุยตลาดเน็ตบุ๊ก หรือโน้ตบุ๊กสายพันธุ์ใหม่ ขอ เวลาศึกษาและจับตาดูผลตอบรับ ของตลาดก่อนว่ามีมากน้อยแค่ไหน ก่อนตัดสินใจ ด้านเลอโนโวเริ่มปูพรม ลุยเต็มสูบประเดิมวางเน็ตบุ๊กในงานคอมเวิลด์ หวังยอดขายเดือนละ 5,000 เครื่อง “อัสซุส” มั่นใจปีหน้าขายได้เดือนละ 8,000 เครื่อง

นางสาวนพวรรณ โชติภาวัต รอง ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายสื่อสารการตลาด บริษัท โซนี่ไทย จำกัด กล่าวถึงการทำตลาดโน้ตบุ๊กแบบพกพาขนาดเล็กหรือเน็ตบุ๊กที่ใช้ชิปใหม่ของอินเทลที่ชื่อ “อะตอม” ว่าอยู่ระหว่างศึกษารายละเอียดของสินค้าว่าจะออกมาในลักษณะใดเนื่องจากโน้ตบุ๊ก กลุ่มนี้เหมาะสำหรับใช้ในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตและขาดฟังก์ชั่นการใช้งานด้านความบันเทิงอื่นๆ เช่น ดูหนัง เนื่องจากไม่มีเครื่องอ่านข้อมูลหรือไดรฟ์

ส่วนผลกระทบจากสิ้นกลุ่มนี้ว่าคงไม่เกิดขึ้นเนื่องจากโน้ตบุ๊กกลุ่มนี้เจาะกลุ่ม คนที่ต้องการซื้อโน้ตบุ๊กตัวที่ 2 เจาะคนที่ต้องการอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตที่พกพาสะดวก และง่ายต่อการใช้งาน ขณะ ที่โน้ตบุ๊กที่โซนี่ขายนั้นเหมาะสำหรับคน ที่ใช้งานอุปกรณ์ได้แบบครบถ้วนภายในเครื่องเดียว

เน็ตบุ๊กเป็นโน้ตบุ๊กสายพันธุ์ใหม่ที่เหมาะสำหรับพกพาเพื่อใช้เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต ตอนนี้มีผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ 2 รายที่นำสินค้ากลุ่มนี้เข้ามาขายได้แก่ บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ และบริษัท อัสซุสเทค คอมพิวเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด รวมถึงผู้ค้าคอมพิวเตอร์ของไทยอย่าง บริษัท สุพรีม ดิสทริบิวชั่น (ไทยแลนด์) จำกัด และบริษัท เอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน)

ด้านนายภิญโญ สงวนเศรษฐกุล ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท เลอโนโว (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า เลอโนโวนำเน็ตบุ๊กมาขายครั้งแรกในงาน “คอมเวิล์ด 2008” เป็นเน็ตบุ๊ก ขนาดจอกว้าง 10 นิ้ว ขายราคา 16,800บาท ทำให้เลอโนโวเป็นบริษัทที่ 5 ในการทำตลาสินค้ากลุ่มนี้ เลอโนโวตั้งเป้าขายเน็ตบุ๊กเดือนละ 5,000 เครื่อง และคาดว่าจนถึงสิ้นปีนี้จะขายเน็ตบุ๊กได้ 10,000 เครื่อง

ทั้งนี้ เลอโนโวต้องการเปิดตลาดใหม่เป็นการขยายฐานลูกค้าให้มีเพิ่มมากขึ้น การที่เลอโนโวเลือกทำตลาดช่วงนี้เพราะเน็ตบุ๊กพัฒนาสเปกน่าดึงดูดใจมาก กว่าช่วงแรกมาก ทำให้เลอโนโวคาดว่าสินค้ากลุ่มนี้จะทำให้เลอโนโวมีส่วนแบ่งการตลาดโน้ตบุ๊กเพิ่มขึ้นอีก 20%

อัสซุส ขาย 8,000 เครื่องปีหน้า

นายพรเทพ วัชรอำนวย กรรมการผู้จัดการ บริษัท อัสซุสเทค คอมพิวเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยถึงสถานการณ์และแนวโน้มของตลาดเน็ตบุ๊กหรือ Eee PCว่า อัสซุสเป็นผู้นำที่นำเข้าเน็ตบุ๊กซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์พกพาขนาดเล็กมีน้ำหนักไม่เกิน 1,000 กรัม เป็นรายแรกของตลาดไอทีในประเทศ ตั้งแต่เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งในปัจจุบันนี้แนวโน้มของ ตลาดนั้นได้มีการเริ่มนำเข้าเน็ตบุ๊กของผู้จำหน่ายอีกหลายราย ทำให้สถานการณ์ในตอนนี้มีการแข่งขันที่สูงขึ้น

โดยที่ส่วนใหญ่ผู้จำหน่ายจะใช้จุดเด่นในเรื่องราคามาแข่งขันกัน ซึ่งเน็ตบุ๊ก มีราคาที่ถูกมากเมื่อเทียบกับคอมพิว เตอร์โน้ตบุ๊ก และยังสามารกพกพาได้สะดวกกว่า โดยอัสซุสเราจะเน้นในเรื่องของคุณภาพ ดีไซน์ การสร้างนวัตกรรมรูปแบบใหม่ในสินค้าของเราเพื่อที่จะเจาะกลุ่มตลาดของลูกค้า ซึ่งจะอยู่ในวัยของนักเรียน นักศึกษา และคนวัยทำงาน ซึ่งมีแนวโน้มของตลาดที่จะเพิ่มสูงขึ้นอีกเรื่อยๆ โดยในปัจจุบันนี้อัตราการเติบโตของเน็ตบุ๊กอยู่ที่ประมาณ 20% ของโน้ตบุ๊ก แต่คาดว่าจะการเติบโตเพิ่มขึ้นอีก ซึ่ง สาเหตุนั้นอาจเป็นเพราะเรื่องราคา ความ สะดวกในการพกพา

ทั้งนี้ ในขณะนี้อัสซุสได้ร่วมมือกับ เอไอเอส เปิดตัวเน็ตบุ๊กที่สามารถใส่ซิม แอร์การ์ดได้ เพื่อเป็นการต่อยอดทางธุรกิจร่วมกับเอไอเอส โดยเน้นที่จะเจาะกลุ่มลูกค้าในธุรกิจ SMEs ซึ่งเป็นผู้ประกอบการในกลุ่มธุรกิจรายย่อย ซึ่งจะมีการจัดโปรโมชั่นร่วมกับเอไอเอสในการใช้งานอินเตอร์เน็ตบนเน็ตบุ๊ก โดยคาดว่าจะได้รับความสนใจจากกลุ่มลูกค้าในตรงนี้ เนื่องจากสามารที่จะตอบโจทย์ของผู้ประกอบการกลุ่มนี้ได้ ด้วยราคาที่สามารถ รับได้ ซึ่งหากมองในอดีตนั้นเคยมีการเปิดตัวโน๊ตบุ๊กที่สามารถใส่ซิมการ์ดได้ แต่ มีราคาที่แพงมากโดยราคาอยู่ที่ 80,000 ซึ่งเน็ตบุ๊กรุ่นที่สามารถใส่ซิมการ์ดได้มี ราคาที่ถูกกว่ามาก โดยอยู่ที่ประมาณ 17,000 บาท ซึ่งทำให้ลูกค้าในกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กนี้สามารถเป็นเจ้าของได้

อย่างไรก็ตาม ทางด้านยอดขายเน็ต บุ๊กนั้น ในปัจจุบันนี้อัสซุสมียอดขายของเครื่อง Eee PC อยู่ที่ประมาณ 3,000- 5,000 เครื่องต่อเดือนซึ่งคิดเป็นมูลค่าประมาณ 50-80 ล้านบาท และคาดว่าใน ปีหน้านี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 8,000 เครื่อง โดยอัสซุสได้เน้นในเรื่องของนวัตกรรมที่จะก้าวข้ามขั้นขึ้นไปกว่าเน็ตบุ๊กตัวที่มีอยู่ในตลาดอยู่แล้ว ซึ่งคาดว่าตัวของนวัตกรรม การออกแบบดีไซน์ และคุณภาพของตัวสินค้านี้จะสามารถเป็นตัวที่เพิ่มยอดขายของอัสซุสให้ถึงยอดที่ตั้งเป้าไว้ได้

โดย : ข่าวไอที

โซนี่หั่นกำไร หายกว่าครึ่ง ผลศก.ย่ำแย่

Tuesday, October 28th, 2008
โพสต์ทูเดย์ — โซนี่ กลายเป็นเหยื่อล่าสุดของภาคการผลิตจากวิกฤตการเงิน ผลกำไรดิ่งฮวบ 

 

โซนี่ยักษ์ใหญ่ในธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ของญี่ปุ่น ระบุว่า ผลกำไรของบริษัทในปีนี้อาจลดลงกว่าครึ่งหนึ่ง จากค่าเงินที่แข็งค่าขึ้น บวกกับภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว การแข่งขันด้านราคาทวีความรุนแรงมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมา โซนี่ ทำกำไรมหาศาลมาโดยตลอด โดยเฉพาะจากยอดขายโทรทัศน์จอแบน กล้องถ่ายภาพ และโทรศัพท์มือถือทั้งนี้ โซนี่ คาดการณ์ว่า ผลกำไรสุทธิในปีนี้จะอยู่ที่ราว 1.5 แสนล้านเยน (ราว 5.2 หมื่นล้านบาท) หรือลดลงถึง 59% จากเมื่อปีที่แล้ว และลดลงอย่างฮวบฮาบจากตัวเลขคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่ 2.4 แสนล้านเยน (ราว 8.4 หมื่นล้านบาท) เนื่องจากสินค้าหลักอย่างโทรทัศน์ กล้องถ่ายภาพมียอดขายลดลง เนื่องจากความต้องการที่ชะลอตัว

ก่อนหน้านี้ ผลกำไรช่วงไตรมาส 2 ของโซนี่ปรับลดลงถึง 72% มาอยู่ที่เพียง 2.1 หมื่นล้านเยน (ราว 7,300 ล้านบาท) ขณะที่ผลกำไรจากการประกอบการทิ้งตัวลงถึง 90% มาอยู่ที่ 1.1 หมื่นล้านเยน (ราว 3,800 ล้านบาท) ปัจจัยส่วนหนึ่งมาจากภาวะขาลงในตลาดหุ้น ที่โซนี่มีส่วนในธุรกิจบริการทางการเงิน

ทั้งนี้ โซนี่ กำลังเผชิญกับการแข่งขันอย่างรุนแรงในธุรกิจสินค้าอิเล็กทรอนิกส์กับคู่แข่งอย่างแอปเปิล ที่มีตัวชูโรง อย่างไอพอด รวมถึงคู่แข่งอย่างนินเทนโด

โดย : ข่าวไอที

กูเกิล-ไมโครซอฟ์ ยึดเอเชีย คว้าสุดยอดองค์กรนวัตกรรม โนเกีย ยาฮู โซนี่ ตามติด

Thursday, October 2nd, 2008

   
 ”เดอะ วอลล์สตรีต เจอร์นัล”สำรวจองค์กรสุดยอดนวัตกรรมในเอเชียผ่านสายตานักธุรกิจกว่า2,400คนจาก 12ประเทศ พบ”กูเกิล”คว้าอันดับ1 หลังเติบโตอย่างมหาศาลในตลาดเอเชีย ไมโครซอฟท์ครองอันดับ2 ตามติดด้วย โนเกีย ยาฮู และโซนี่

จากการสำรวจของ “เดอะ วอลล์สตรีต เจอร์นัล” ผ่านสายตาของนักธุรกิจจำนวน 2,477 ราย ใน 12 ประเทศเขตเอเชีย-แปซิฟิก เมื่อ 11 พ.ค.ถึง 3 ก.ค 51 เพื่อค้นหาบริษัทระดับนานาชาติที่ทำธุรกิจอยู่ในเอเชียว่าองค์กรใดสมควรที่จะรับตำแหน่ง “Most-admired Companies” สำหรับเอเชียมากที่สุด

สำหรับในประเภทองค์กรที่เป็นเลิศด้านนวัตกรรม หรือ องค์กรที่มีการคิดค้นสินค้า การบริการใหม่เข้าสู่ตลาด และสามารถตอบสนองความต้องการของคอนซูเมอร์ได้มากที่สุด ปรากฏว่ายักษ์ใหญ่แห่งวงการเสิร์ช “กูเกิล” จากแดนมะกัน คว้าตำแหน่งอันดับ 1 รองลงมาคือ ไมโครซอฟท์, โนเกีย, ยาฮู และโซนี่ ตามลำดับ

“ซุคฮินเดอร์ ซิงห์ คาสิดี้” ประธานกูเกิลในเอเชีย-แปซิฟิกและละตินอเมริกา กล่าวว่า “กูเกิลมีการเติบโตอย่างมหาศาลในเอเชีย โดยตั้งแต่ปี 2005 เราได้มีข้อตกลงว่า เราจะลงทุนเพื่อปรากฏตัวตามท้องถิ่นมากขึ้น และการเปลี่ยนคอนเทนต์หรือภาษาเป็นท้องถิ่นนั้น ถือเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญของบริษัท”

เพราะหากย้อนกลับไปเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา กูเกิลเริ่มสร้างชื่อในเอเชีย ด้วยการตั้งสำนักงานขาย 3 แห่งในญี่ปุ่น เกาหลี ออสเตรเลีย แต่ปัจจุบันกูเกิลกลับกลายเป็นองค์กรที่มีพนักงานในเอเชียถึง 2 พันคน และมีออฟฟิศจำนวนกว่า 15 แห่ง บวกกับมีศูนย์วิจัยและพัฒนาจำนวนกว่า 11 แห่ง เพื่อผลิตสินค้าและบริการสำหรับตลาดเอเชียและผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั่วโลก
การโฟกัสที่ตลาดเอเชียมากขึ้น นับเป็นตัวผลักดันที่สำคัญ และทำให้กูเกิลไต่อันดับขึ้นมาอยู่บนสุดของการสำรวจ “Most-admired Companies” ของเอเชียในครั้งนี้ โดยเฉพาะการหันมาจริงจังกับการสร้างตลาดใน “จีน” ของกูเกิล ซึ่งถือว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของการเติบโตในเอเชีย

เดือนกรกฎาคม2551 กูเกิลได้ลงทุนประมาณ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซื้อบริษัท “Comsenz” ผู้บริการระบบกระดานข่าวสาร (bulletin board) ซอฟต์แวร์เครือข่ายทางสังคม และบริการโฮสต์สำหรับเว็บไซต์ต่างๆ 
ก่อนหน้านั้น ปี 2007 กูเกิลเข้าซื้อหุ้นในบริษัท “Xunlei Network Technology” เพื่อให้บริการดาวน์โหลดวิดีโอและเกมในจีน ร่วมมือกับเว็บท่ายอดนิยม “Sina.com” เพื่อเสนอบริการโฆษณาและเสิร์ช รวมถึงการเปิดศูนย์วิจัยแห่งที่ 2 ในประเทศจีนที่เซี่ยงไฮ้อีกด้วย

ขณะเดียวกัน กูเกิลยังได้ดีลกับผู้ให้บริการมือถือรายใหญ่ “ไซน่า โมบาย” เพื่อบริการเสิร์ชออนไลน์ทางมือถือ เหมือนกับที่จับมือกับโอเปอเรเตอร์ “บาร์ติ แอร์เทล” ในอินเดีย, “เอ็นทีที โดโคโม” และ “เคดีดีไป” ในญี่ปุ่น
 ”มารค์ มาฮานีย์” ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยอินเทอร์เน็ต จากซิติ้กรุ๊ป อินเวสต์เมนต์ รีเสิร์ช ให้ความเห็นว่า “กูเกิลครองส่วนแบ่งการเสิร์ชกว่า 60% ทั่วโลก แต่ถ้าเอเชียเป็นพื้นที่ที่มีการเติบโตสูงสุดของตลาดเสิร์ชทางอินเทอร์เน็ต และกูเกิลไม่สามารถมีมาร์เก็ตแชร์ หรือรักษาตลาดเสิร์ชในภูมิภาคนี้ได้  จะส่งผลให้แชร์ในตลาดเสิร์ชทั่วโลกของกูเกิลอาจตกลงได้”   
เพราะในภูมิภาคเอเชีย แม้ว่ากูเกิลจะได้รับความนิยมอยู่ในหลายประเทศ เช่น ออสเตรเลีย สิงคโปร์ และอินเดีย แต่ในจีนถือว่ายังห่างไกลจากตำแหน่งผู้นำที่เว็บไซต์ “Baidu.com” ครองตลาดเสิร์ชเบอร์ 1 ในจีนด้วยส่วนแบ่งถึง 63% ขณะที่กูเกิลมีเพียง 26% เท่านั้น      

ฟากคู่แข่งคนสำคัญของกูเกิลอย่าง “ไมโครซอฟท์” ถึงแม้จะรั้งอันดับที่ 2 จากการสำรวจประเภทผู้คิดค้นนวัตกรรม แต่หากรวมผลสำรวจทุกด้าน (สถานะการเงิน- ชื่อเสียงองค์กร -วิสัยทัศน์) ไมโครซอฟท์ คือ ผู้ครองแชมป์อันดับ 1 “Most-admired Companies” ติดต่อกันถึง 12 สมัยซ้อน 

“เดวิท มิชเชลล์ สมิธ” นักวิเคราะห์จากการ์ดเนอร์กล่าวว่า การที่ไมโครซอฟท์ได้ตำแหน่งสูงสุด เป็นเพราะความพยายามผลิตสินค้าให้ท้องถิ่นมากขึ้น เช่น ในอินเดีย ไมโครซอฟท์ออกแพ็กเกจถึง 14 ภาษาท้องถิ่น เพื่อให้ลูกค้าสามารถดาวน์โหลดใช้ฟรีได้ หรือการเสนอสินค้าสำหรับตลาดเกิดใหม่โดยเฉพาะเช่น windows starter หรือระบบปฏิบัติการราคาประหยัด และง่ายต่อการใช้งานที่เปิดตัวในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2003 เพื่อให้คนทั่วไปสามารถซื้อคอมพิวเตอร์ได้มากขึ้น และจากโครงการนี้ส่งผลให้ผู้คนในตลาดเกิดใหม่จำนวน 1 ล้านคนสามารถใช้พีซีได้  

ทั้งนี้ ไมโครซอฟท์ ถือว่าเอเชียมีบทบาทสำคัญสำหรับการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ โดยมีการตั้งศูนย์วิจัยตั้งในเอเชีย 2 แห่ง คือ บังกะลอร์ และปักกิ่ง จากศูนย์วิจัยทั่วโลกทั้งหมด 5 แห่ง และแต่ละปีไมโครซอฟท์ลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเป็นจำนวนเงินกว่า 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

“อิมิลิโอ อูเมโอกะ” ประธานไมโครซอฟท์ เอเชีย-แปซิฟิกกล่าวว่า ศูนย์วิจัยของไมโครซอฟท์ในเอเชียสามารถคิดค้นเทคโนโลยีที่ยิ่งใหญ่ได้หลายครั้ง และมีจำนวนมากกว่า 200 นวัตกรรมที่เกิดจากห้องทดลองในปักกิ่งและสุดท้ายกลายมาเป็นสินค้าของไมโครซอฟท์ในปัจจุบัน เช่น วินโดวส์ วิสต้า, ไมโครซอฟท์ ออฟิศ 2007, Xbox และวินโดวส์ไลฟ์ ขณะที่ศูนย์พัฒนาที่อินเดียมีการจดสิทธิบัติจำนวนมากกว่า 200 ชิ้นภายในช่วงเวลา 4 ปี

ขณะเดียวกัน จากผลสำรวจยังพบอีกว่า 9 ใน 10 ของบริษัทที่ติดลำดับท็อปเทนขององค์กรผู้ล้ำเลิศด้านนวัตกรรมนั้น ล้วนมาจากสายเทคโนโลยี หรือกลุ่มคอนซูเมอร์ อิเล็กทรอนิกส์ หรือ 8 ใน 10 องค์กรที่อยู่แถวหน้าของตำแหน่ง Most-admired Companies ล้วนเป็นบริษัทเกี่ยวกับเทคโนโลยีเช่นกัน

“คริส บลูเมาท์” ประธานและผู้บริหารระดับสูงฝ่ายโฆษณาและมาร์เก็ตติ้ง เอเยนซี่ เกรย์ กรุ๊ป ในญี่ปุ่น ให้ความเห็นว่า สาเหตุที่คนในเอเชียส่วนใหญ่มีความหลงใหลในเทคโนโลยี เพราะเทคโนโลยี คือ สัญลักษณ์แห่งความก้าวหน้า และบริษัทเทคโนโลยีระดับอินเตอร์ทั้งหลายต่างได้รับการยกย่อง เพราะพวกเขาได้นำมาตรฐานระดับโลกใหม่ๆ มาให้ และช่วยพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น 

โดย : ข่าวไอที