Posts Tagged ‘’

อินเทลผนึกพันธมิตรทำโครงการคอมพ์เงินผ่อน

Thursday, April 2nd, 2009

อินเทลจับมือ 9 พันธมิตรวงการไอที เปิดตัวโครงการ “คอมพิวเตอร์เพื่อคนไทย” ด้วยระบบเงินผ่อน กระตุ้นการจับจ่ายตามนโยบายรัฐบาล เชื่อเป็นการทำตลาดที่ซื้อง่ายขายคล่อง
       
       นายเอกรัศมิ์ อวยสินประเสริฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัทอินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย)  กล่าวว่า อินเทลร่วมกับ 9 บริษัทเอกชนในวงการไอทีและการสื่อสาร  เปิดตัว “โครงการคอมพิวเตอร์เพื่อคนไทย” ที่นำเสนอชุดคอมพิวเตอร์เน็ตท็อปและเดสก์ท็อป พร้อมออปชันให้เลือกครบครัน โดยมุ่งหวังกระตุ้นความต้องการคอมพิวเตอร์ และให้ครอบครัวไทยมีโอกาสเข้าถึงคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพด้วยโปรเซสเซอร์ของอินเทล ในรุ่นและราคาที่หลากหลาย เลือกได้ตามความต้องการใช้งานของแต่ละคน ด้วยราคาตั้งต้นเพียง 8,900 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
       
       สำหรับโครงการคอมพิวเตอร์เพื่อคนไทยมีจุดประสงค์เพื่อกระตุ้นตลาดคอมพิวเตอร์ในกลุ่มผู้บริโภค โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่เศรษฐกิจมีการชะลอตัวซึ่งผู้บริโภคต้องการใช้จ่ายในสิ่งที่เป็นประโยชน์และคุ้มค่า อีกทั้งยังสอดคล้องกับความพยายามของรัฐบาลใน ขณะนี้ที่ต้องการกระตุ้นการบริโภคในส่วนของประชาชน นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังส่งเสริมให้คนไทยมีโอกาสใช้คอมพิวเตอร์เพื่อประโยชน์ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการเปิดโลกแห่งการเรียนรู้ของเด็ก หรือเพื่อการทำงานอื่นๆ ของสมาชิกทุกคนในครอบครัว อินเทลมองว่าการลงทุนด้านไอทียังคงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยพัฒนาทักษะการเรียนรู้ของเด็กไทย และช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของครอบครัวไทยได้ในระยะยาว
       
       “คนมีฐานะซื้อพีซีไม่ใช่เรื่องยาก แต่คนที่ยากจนไม่ค่อยมีโอกาส แต่เชื่อว่าโครงการนี้จะเป็นการกระตุ้นได้เพราะราคาเหมาะสม และเราดึงเฟิร์สช้อยส์เข้าทำระบบเงินผ่อนซึ่งจะเป็นแรงจูงใจในการหาซื้อพีซีไม่ใช่เรื่องยาก นอกจากนี้ การทำโครงการดังกล่าวยังจะทำให้ผู้ซื้อตัดสินใจง่ายผู้ขายก็ทำตลาดที่ต่างรุ่นต่างแบบซึ่งจะทำให้ขายง่ายขึ้น ขณะเดียวกันก็เป็นการสนองนโยบายรัฐบาลที่ต้องการให้มีการจับจ่ายที่ได้ประโยชน์”
       
       โครงการคอมพิวเตอร์เพื่อคนไทย มีทั้งหมด 5 รุ่น เพื่อการใช้งานในระดับที่ต่างกัน ซึ่งได้แก่ เน็ตท็อปรุ่นน้องจิ๋ว และเดสก์ท็อปอีก 4 รุ่น คือ รุ่นเจ้าเปี๊ยก พี่กลาง พี่ใหญ่และพี่เบิ้ม ซึ่งคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องจะมาพร้อมโปรเซสเซอร์ของอินเทล เริ่มตั้งแต่อินเทล อะตอม โปรเซสเซอร์ ในรุ่นน้องจิ๋ว ไปจนถึงอินเทล  คอร์  ไอเซเว่น โปรเซสเซอร์ ในรุ่นพี่เบิ้ม   โดยโครงการดังกล่าวจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2552 ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อไปยังตัวแทนจำหน่ายของอินเทลที่ร่วมโครงการกว่า 150 ร้านทั่วประเทศ   
       
       สำหรับพันธมิตรที่ร่วมโครงการนี้ประกอบด้วย 1.แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) ที่สนับสนุนเรื่องของพรินเตอร์ 2.หัวเหลียน คอมพิวเตอร์ เคสของจีวิว 3.จีอี แคปปิตอล ผู้ให้บริการสินเชื่อเฟิร์สช้อยส์ 4.กิกะไบด์ เทคโนโลยี เรื่องเมนบอร์ด 5.ทีทีแอนด์ที เรื่องของอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง หรือบรอดแบนด์ 6.ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) 7.นีโอลูชั่น เทคโนโลยี คอร์ปอเรชั่น เรื่องเคส 8.ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิกส์ เรื่องของดีวีดี อาร์ดับบลิว และจอ  9.ซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) เรื่องของฮาร์ดดิสก์
       

ที่มา:  www.bcoms.net

อินเทลชูผลได้-ผลเสียไลเซนส์ไวแมกซ์ช้า

Tuesday, March 31st, 2009

 อินเทลกระทุ้งภาครัฐ-กทช.เดินหน้าไลเซนส์ไวแมกซ์ให้ทันภายในปีนี้ ชี้ประโยชน์ที่ได้จากการประมูลทำให้มีเม็ดเงินเข้าภาครัฐ 284 ล้านเหรียญ แต่หากยังไม่มีการเปิดให้ใบอนุญาตภายในปีนี้จะส่งผลเสียต่อมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศกว่า 5,106 ล้านเหรียญ  พร้อมแนะรูปแบบไลเซนส์ที่ควรเป็นจากประสบการณ์ผู้ให้บริการทั่วโลก
       
       นายปีเตอร์ พิทช์ ผู้อำนวยการด้านนโยบายการสื่อสาร บริษัท อินเทล คอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นผู้ที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับการกำหนดสเปกตรัมและนโนบายด้านการสื่อสารเคยดำรงตำแหน่งสำคัญในคณะกรรมาธิการการสื่อสารแห่งชาติ (Federal Communications Commission) หรือ FCC ของประเทศสหรัฐอเมริกาแสดงความคิดเห็นว่า ประเทศไทยยังล้าหลังในเรื่องการให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง หรือบรอดแบนด์ ส่งผลให้เสียเปรียบหลายประเทศที่มีการพัฒนาด้านนี้ไปแล้วอย่างมาก โดยยกตัวอย่างของประเทศที่มีการให้บริการบรอดแบนด์ที่เพิ่มขึ้น 7% จะส่งผลให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้น 2.4 ล้านคนและมีรายได้เพิ่มขึ้น 92 พันล้านเหรียญสหรัฐ
       
       ผู้บริหารอินเทลกล่าวว่า หากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติหรือ กทช.วางนโยบายในการกำหนดรูปแบบการออกใบอนุญาตไวแมกซ์ แบบประมูล บนคลื่นความถี่ 2.3 กิกะเฮิรตซ์ จะทำให้มีเม็ดเงินเข้าภาครัฐ 284 ล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะเดียวกัน หากยังไม่มีการเปิดให้ใบอนุญาตภายในปีนี้จะส่งผลเสียต่อมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศประมาณ 5,106 ล้านเหรียญ
       
       “หากเราปล่อยให้ช้าไปกว่านี้อีก3ปีก็จะยิ่งทำให้ประมาณการรายได้ที่ได้จากการประมูลลดลงไปประมาณ 25% รวมทั้งสูญเสียรายได้ทางเศรษฐกิจไปอีก 25%  เช่นกัน”
       
       ในส่วนของการออกใบอนุญาตจากประสบการณ์ของผู้บริหารอินเทลนำเสนอว่า ควรเป็นไลเซนส์ที่ทำให้สามารถเปิดบริการได้ทั่วประเทศจะดีกว่าให้บริการได้เฉพาะภาคใดภาคหนึ่งของประเทศเพื่อมิให้เกิดปัญหาการโรมมิ่งของผู้ได้ไลเซนส์แต่ละรายในภายหลัง อีกทั้งโอเปอเรเตอร์อาจไม่มีแรงจูงใจในการอยากลงทุนหากได้ทำแค่ระดับภูมิภาคแทนที่จะเปิดให้บริการได้ทั่วประเทศ รวมทั้งการกำหนดกรอบไลเซนส์ควรเป็นโครงกว้างๆ และมีความยืดหยุ่นให้ผู้ให้บริการสามารถขยายการให้บริการเมื่อมีเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาบนไลเซนส์เดิมที่ได้
       
       “จากผลการสำรวจผู้ให้บริการในประเทศบราซิลพบว่า การอนุมัติช่องสัญญาณที่กว้างขึ้นจะทำให้จุดคุ้มทุนของการลงทุนของโอเปอเรเตอร์เร็วขึ้น เช่น ในช่วงความถี่ที่กว้าง 10 เมกะเฮิรตซ์ระยะเวลาคุ้มทุนจะอยู่ที่ 10 ปี , ที่ 20 เมกะเฮิรตซ์ จุดคุ้มทุนจะอยู่ที่ 8 ปี และ30 เมกะเฮิรตซ์จะอยู่ที่ 6 ปี และช่วงกว้างของความถี่ที่เหมาะสมไม่ควรอยู่ต่ำกว่า 30 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งเป็นระดับที่ทั่วโลกใช้กันอยู่ในปัจจุบัน”
       
       ล่าสุด ทางอินเทลได้เข้านำเสนอข้อมูลเหล่านี้ต่อทางกทช.แล้วเพื่อให้รับทราบแนวทางที่เหมาะสม

ที่มา:  www.manager.co.th

อินเทลล้ำเอเอ็มดีไปอีกขั้นด้วยการพร้อมผลิตซีพียูขนาด 32 นาโนเมตร

Saturday, February 21st, 2009

ในขณะที่เอเอ็มดีกำลังง่วนอยู่กับการแบ่งครึ่งบริษัทเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งดูแลเรื่องการออกแบบซีพียูโดยเฉพาะ กับอีกส่วนหนึ่งดูแลเรื่องการผลิตอยู่นั้น อินเทลก็พร้อมจะลุยไปที่การผลิตซีพียูที่ 32 นาโนเมตร

คุณเอกรัศมิ์ อวยสินประเสริฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัทอินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ให้ข้อมูลว่า จาก Tick-Tock Development Model ที่อินเทลนำมาก่อนหน้านี้นั้น วันนี้มีข่าวดีว่าอินเทลพร้อมที่จะก้าวข้าวสู่สายการผลิตได้จริงๆ ในปลายปีนี้เลย จากเดิมที่คาดว่าจะเข้าสู่สายการผลิตได้ในปี 2010 โดยซีพียูรุ่นแรกๆ น่าจะเป็นเดสก์ท็อปก่อน แล้วตามด้วยโน้ตบุ๊กซึ่งชื่อรหัสการผลิตคือ “เวสท์เมียร์”

ดีกว่าเดิมอย่างไร

คุณเอกรัศมิ์ เล่าให้ฟังว่าจากการที่อินเทลใช้เทคโนโลยีทรานซิสเตอร์ที่มีส่วนผสมของ Hi-k + metal gate ในสถาปัตยกรรม 45 nm แล้วไม่เกิดปัญหาในเรื่องการเลื่อนของอิเลคตรอน จนทำให้เกิดปัญหาเรื่องความร้อนที่เคยเป็นมาในอดีตแล้ว ใน“เวสท์เมียร์” ในได้มีการเปลี่ยนไปใช้ Hi-k + metal gate รุ่นที่สอง ซึ่งจะส่งผลให้การเลื่อนของอิเลคตรอนลดลงไปตั้งแต่ 5 เท่าไปถึง 10 เท่า พร้อมทั้งมีการปรับขนาดอ๊อกไซด์ให้เล็ก รวมไปถึงการทำให้ Gate Link เล็กลงกว่าเดิมถึง 22 เปอร์เซ็นต์ ทำให้อินเทลสามารถใส่คอร์ได้สูงถึง 6 คอร์ 12 ในโพรเซสเซอร์เดียว (แต่ซีพียูตัวแรกที่เป็น 6 คอร์คือ Xeon 7400 Series) มีแคชขนาด 4 เมกะไบต์ สำหรับนหน่วยความจำนั้นรองรับทั้ง Triple Channel และ Dual Chanel แต่ขึ้นอยู่กับรุ่นของซีพียู นอกจากนี้มีระบบกราฟิกในตัว รองรับการทำงานของการใช้การ์ดจอแยกและการสลับการทำงานระหว่างกราฟิกในตัวและการ์ดจอ และเพิ่มคำสั่งในการเข้าและถอดรหัสอีก 7 คำสั่งเพื่อรองรับการเข้ารหัสระดับสูงที่จะเกิดขึ้นในอณาคต เช่นการเข้ารหัสฮาร์ดดิสก์ทั้งตัวที่เป็นค่าดีฟอลต์อยู่ในไบออส โดยทั้งหมดนี้ยังคำทำงานร่วมกับชิบเซ็ต X58 อยู่เหมือนเดิม (สำหรับคนที่สนใจว่าจะได้เห็น USB 3.0 และ SARA-III ในปีหนี้หรือไม่นั้น ทางอินเทลยังไม่มีในข้อมูลว่าจะชิบ X58 นี้จะสนับสนุนหรือไม่ คงต้องรอข้อมูลปลายๆ ปีอีกที)

โดยในการผลิตครั้งนี้อินเทลจะใช้เงินลงทุนทั้งหมดประมาณ 7 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี พ.ศ. 2552-2553 เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตขนาด 32 nm ส่งผลให้งบลงทุนทั้งหมดที่อินเทลลงทุนไปกับการพัฒนาเทคโนโลยี 32 nm ในสหรัฐฯ เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาดังกล่าวมีมูลค่ารวมทั้งสิ้นประมาณ 8 พันล้านเหรียญสหรัฐ ถือได้ว่าเป็นการลงทุนที่มีมูลค่าในการลงทุนมากที่สุดที่เคยมีมา

 

ข่าวจาก: http://www.arip.co.th/2006/news.php?id=408642

อินเทลสำนึกรักบ้านเกิด ทุ่ม 7 พันล.สร้างโรงงานในสหรัฐฯ

Wednesday, February 11th, 2009

 ผู้ผลิตชิปคอมพิวเตอร์รายใหญ่อินเทล (Intel) ประกาศว่าพร้อมจะเทเม็ดเงินต่อเนื่อง 2 ปีเป็นมูลค่า 7 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อลงทุนสร้างโรงงานผลิตชิปนาโนเทคโนโลยีสุดไฮเทคในประเทศสหรัฐอเมริกาบ้านเกิด
       
       อินเทลระบุว่าความเคลื่อนไหวครั้งนี้คือการทุ่มเงินลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดของอินเทลในขั้นตอนการผลิต โดยโรงงานใหม่ที่จะเกิดขึ้นนั้นจะเน้นให้ความสำคัญกับการผลิตสินค้าเทคโนโลยี 32 นาโนเมตรของอินเทล ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นสายการผลิตที่ทำให้ประสิทธิภาพของชิปดีขึ้นแต่มีขนาดเล็กลงและประหยัดพลังงาน
       
       “เราลงทุนในอเมริกาเพื่อให้อินเทลและประเทศของเรา (สหรัฐฯ) สามารถยืนอยู่แถวหน้าในโลกแห่งนวัตกรรม” พอล โอเทลินี (Paul Otellini) ประธานบริษัทและซีอีโออินเทลแถลง “โรงงานการผลิตชิปของอินเทลที่จะเกิดขึ้น จะทำหน้าที่ผลิตเทคโนโลยีการประมวลผลที่ล้ำหน้าที่สุดในโลก โดยเฉพาะสายการผลิตชิปเทคโนโลยี 32 นาโนเมตรที่จะมีความสำคัญมาก และเชื่อว่าจะกลายเป็นมาตรฐานชิปโลกยุคดิจิตอลในอนาคต”
       
       โอเทลินี่เชื่อว่าการลงทุนครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นระบบเศรษฐกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมสหรัฐฯ โดยอินเทลจะลงทุนในโรงงานที่มีอยู่ในสหรัฐฯขณะนี้ เช่นโรงงานในรัฐโอเรกอน แอริโซนา และนิวเม็กซิโก เชื่อว่าการลงทุนต่อเนื่องนาน 2 ปีจะทำให้เกิดการจ้างงานในพื้นที่เหล่านี้กว่า 7,000 ตำแหน่ง ซึ่งจะรวมถึงตำแหน่งงานที่ใช้ทักษะขั้นสูงด้วย
       
       อินเทลระบุนี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่อินเทลหันมาลงทุนในประเทศบ้านเกิด เพราะแม้ยอดขายมากกว่า 75 เปอร์เซ็นต์ของอินเทลจะมาจากประเทศอื่นนอกสหรัฐฯ แต่การผลิตชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์กว่า 75 เปอร์เซ็นต์ของอินเทลกลับเกิดขึ้นในสหรัฐฯ โดยยืนยันว่ากว่า 75 เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณการลงทุน ทั้งด้านการวิจัยและพัฒนาของอินเทลที่ผ่านมา ก็เกิดขึ้นในสหรัฐฯ เช่นกัน
       
       อินเทลระบุว่า “Westmere” คือชื่อโค้ดเนมชิปรุ่นแรกที่จะถูกผลิตขึ้นบนสายพานการผลิตเทคโนโลยี 32 นาโนเมตรของอินเทล ซึ่งเชื่อว่าจะถูกใช้งานอย่างแพร่หลายในคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อปและระบบอุปกรณ์เคลื่อนที่ทั่วโลก
       
       ก่อนหน้านี้เพียง 5 วัน อินเทลได้ออกมาประกาศว่าจะปิดโรงงานทดลองในเซี่ยงไฮ้ลง โดยจะย้ายโรงงานไปยังเมืองห่างไกลในประเทศจีนเพื่อรัดเข็มขัดลดค่าใช้จ่ายลงในภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก
       
ข้อมูลจาก : http://www.manager.co.th

“อินเทล”เดินเกมรุกขยายฐานลูกค้า ผนึกกูเกิล-ททท.ปูพรมบุกโรงแรม-รีสอร์ตทั่วประเทศ

Thursday, September 11th, 2008

“อินเทล” ปรับกลยุทธ์เดินเกมรุก ทำโปรแกรมการตลาดหนุนผู้ประกอบการพีซีโลคอลแบรนด์แบบเต็มกำลัง ออกโรงเจรจาพันธมิตร “ททท.-กูเกิล” ขยายเซ็กเมนต์ใหม่เจาะธุรกิจท่องเที่ยว ประเดิมวางแผนนำเสนอเทคโนโลยีและโซลูชั่น “อินเตอร์เน็ตคาเฟ่” บุกโรงแรม-รีสอร์ตกว่าหมื่นแห่งทั่วประเทศ ยอมรับปัจจัยการเมืองกระทบอุตสาหกรรมไอที จับตาไตรมาส 4 ตลาดเติบโตลดลง 10-15% เล็งทบทวนเป้าที่ตั้งไว้

ที่มาจาก ;  www.matichon.co.th