Posts Tagged ‘’

บลูเอิร์ธ มือถือพลังงานแสงอาทิตย์

Monday, March 16th, 2009

      โทรศัพท์มือถือเครื่องแรกของโลกที่ชาร์จไฟโดยใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ ซัมซุงเผยโฉมครั้งแรกในงานโมบาย เวิลด์ สเปน   บริษัทซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ ได้เปิดเผยถึงความสำเร็จด้านการวิจัยและพัฒนาโทรศัพท์มือถือรุ่น “บลูเอิร์ธ” ซึ่งเป็นโทรศัพท์มือถือที่ออกแบบมาเพื่อให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยบลูเอิร์ธ เป็นโทรศัพท์จอสัมผัสเต็มรูปแบบ ใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ มีแผงรับพลังงานแสงอาทิตย์หรือโซลาร์เซลล์ ติดอยู่บริเวณฝาหลัง สามารถชาร์จไฟได้ตลอดเวลา ไม่มีปัญหาเรื่องแบตเตอรี่หมด และชิ้นส่วนที่เป็นพลาสติกก็ใช้วัสดุรีไซเคิลที่เรียกว่า พีซีเอ็ม
         โทรศัพท์มือถือบลูเอิร์ธ เป็นเครื่องแรกของโลกที่แบตเตอรี่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ได้เปิดตัวให้ผู้ใช้งานทั่วไปได้สัมผัสและทดลองใช้งานอย่างเป็นทางการภายในงานโมบาย เวิลด์ ที่เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน เป็นโทรศัพท์มือถือในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีโหมดประหยัดพลังงานผ่านฟังก์ชันที่เรียกว่า อีโค-โหมด จุดเด่นอีกด้านก็คือ อีโค-วอล์ก ซึ่งเป็นฟังก์ชันนับจำนวนก้าวที่เดินของเจ้าของเครื่อง แล้วคำนวณออกมาเป็นจำนวนต้นไม้ที่จะช่วยอนุรักษ์ไว้หากเราลดการใช้พลังงานจาก    รถยนต์ แม้แต่กล่องบรรจุโทรศัพท์รุ่นนี้ก็ออกแบบให้เล็กและเบา ใช้กระดาษรีไซเคิล ประหยัดพลังงานระดับ 5 ดาว ตามมาตรฐานยุโรป นายเจเค ชิน รองประธานบริหารและหัวหน้าฝ่ายโทรศัพท์มือถือซัมซุงอิเล็กทรอนิกส์ระบุว่า   ซัมซุงบลูเอิร์ธ ถือเป็นพันธสัญญาของซัมซุง   ที่มีต่อการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยมีผลิตภัณฑ์ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและผู้บริโภคใช้งาน  ได้จริง

ที่มา www.rssthai.com

ซัมซุง อัลตร้า ทัช ถึงเวลามือถือแบบสัมผัส

Friday, February 27th, 2009

ซัมซุงเปิดศึกมือถือ “ทัชสกรีน” เต็มสูตร เปิด “อัลตร้า ทัช” มือถือสไลด์โฟนเกาะกระแสทัชโฟนที่คาดว่ามาแรงปีนี้ เตรียมขนทัชโฟนรุ่นใหม่เข้าตลาดปีนี้ไม่ต่ำกว่า 10 รุ่น ระบุบูมเกิน 100%
      
       มนาเทศ อันนวัฒน์ หัวหน้ากลุ่มสื่อสารการตลาดและองค์กร บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด กล่าวถึงยอดขายของโทรศัพท์เคลื่อนที่ “ซัมซุง” ว่า ในปีที่ผ่านมา ทางซัมซุงมียอดขายในส่วนธุรกิจโทรศัพท์มือถือเติบโตขึ้น 60% ปัจจัยหลักๆ ที่ทำให้ซัมซุงสามารถเติบโตนั้น ประการแรก เรื่องของผลิตภัณฑ์ ที่ทางซัมซุงมีการเปิดตัวโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ๆ ออกมาตอบสนองตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยทางซัมซุงมีผลิตภัณฑ์ที่สามารถเข้าถึงและลงลึกไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคในแต่ละเซกเมนต์ได้อย่างครบถ้วน ประการที่ 2 เป็นเรื่องของการพัฒนาบุคลากรของซัมซุงที่พัฒนาทักษะการขายและการให้บริการต่อพนักงานเพื่อแนะนำสินค้าอย่างต่อเนื่อง ประการสุดท้ายเป็นเรื่องของช่องทางการจัดจำหน่าย นับตั้งแต่ที่ทางซัมซุงหันมาใช้ระบบขายตรงประมาณปลายปี 2550 ถือว่าเป็นช่องทางที่ทำให้ซัมซุงสามารถที่จะกระจายสินค้าถึงตัวผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว พร้อมกับการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดต่างๆ ก็สามารถทำตรงถึงผู้บริโภคได้ทันที
      
       ล่าสุด ทางซัมซุงกำลังอยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างช่องทางการจำหน่ายอีกครั้ง โดยยังคงใช้โมเดลขายตรงไปยังช่องทางขายเหมือนเดิม แบ่งเป็นฮับมาสเตอร์รายใหญ่ กับดีลเลอร์รายย่อย แต่จะมีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดบางส่วน อาทิ จำนวนผู้ค้า ค่าตอบแทนการขาย ค่าจัดวางสินค้า รวมถึงเกณฑ์ในการวัดผล เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ผู้ค้าที่ขายโทรศัพท์มือถือซัมซุงตามความสามารถในการดำเนินงาน
      
       มนาเทศ กล่าวว่า การที่ซัมซุงปรับปรุงช่องทางการจำหน่ายใหม่ในครั้งนี้ ก็เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและทำให้การกระจายสินค้าไปยังคอนซูเมอร์ทั่วถึงขึ้น รวมถึงการทำตลาดแบบครบวงจรเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายแต่ละไลฟ์สไตล์
      
        “ยอดขายในปีนี้ของซัมซุงมือถือ คาดว่าจะยังสามารถเติบโตในระดับ 2 หลักเช่นเดียวกันกับปีที่แล้ว”
      
       ส่วนเทคโนโลยีที่มาแรงในปีนี้ ทางมนาเทศระบุว่า เชื่อว่าโทรศัพท์มือถือแบบสัมผัสหรือทัชสกรีนจะมาแรง และเป็นแนวโน้มที่มือถือระดับพรีเมียมราคาตั้งแต่ประมาณ 10,000 บาทขึ้นไปจำเป็นต้องมีเทคโนโลยีนี้ โดยตัวเลขตลาดโลกคาดว่ายอดขายมือถือทัชสกรีนปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 90,000,000 เครื่อง ส่วนประเทศไทยปีที่ผ่านมามียอดขายมือถือทัชสกรีนประมาณ 100,000 เครื่อง และคาดว่าปีนี้จะเติบโตมากกว่า 100% หรือมากกว่า 200,000 เครื่อง
      
       “วันนี้ ซัมซุงเรามีมือถือที่เป็นทัชสกรีนมากที่สุดในตลาดเวลานี้ ทำให้ซัมซุงมีมือถือทัชสกรีนสำหรับตลาดทุกเซกเมนต์”
      
        มนาเทศ กล่าวอีกว่า เพื่อเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า ซัมซุงมีมือถือตอบสนองทุกกลุ่มเซกเมนต์ ทางซัมซุง ประเทศไทยจึงได้นำเสนอ ซัมซุง อัลตร้า ทัช ในตระกูลอัลตร้าเอดิชั่น ซึ่งเป็นโมเดลที่สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นผู้นำในด้านเทคโนโลยีและดีไซน์ที่ล้ำสมัยในตลาดโทรศัพท์มือถือ โดยทางซัมซุงได้แนะนำโทรศัพท์มือถือ ซัมซุง อัลตร้า เอดิชั่น ซึ่งเป็นแฟลกชิปโมเดลอย่างต่อเนื่องมาทุกปี
      
        “การเปิดตัว ซัมซุง อัลตร้า ทัช สไลด์ทัชโฟน ที่สุดแห่งสไตล์ของปีนี้ของซัมซุงในประเทศไทย ได้เปิดตัวพร้อมกันเป็นครั้งแรกในงานโมบาย เวิลด์ คองเกรส 2009 ณ บาร์เซโลนา ประเทศสเปน เมื่อเร็วๆ นี้”
      
        จุดเด่นของ ซัมซุง อัลตร้า ทัช อยู่ที่ความสมบูรณ์แบบลงตัวระหว่างความสวยงามมีสไตล์และคุณสมบัติที่เป็นหนึ่งในทุกๆ ด้าน ตั้งแต่การออกแบบจากวัสดุที่คงทน ป้องกันรอยขีดข่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ หน้าจอกันรอยขนาดใหญ่ให้ภาพคมชัด สีสดใสสวยงามยิ่งขึ้นพร้อมระบบกันแสงสะท้อนสบายตาขณะใช้งานกลางแจ้ง ตัวเครื่องเมทัลลิกแบบสไลด์บางเฉียบตัดกับกรอบตัวเครื่องเป็นลายเส้นสีสันที่บ่งบอกสไตล์ของผู้ใช้งาน เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชมกับความสมบูรณ์แบบและมองหาโทรศัพท์มือถือที่สื่อถึงความเป็นสุดยอดของผู้ใช้งานทั้งทางด้านรสนิยม ดีไซน์ และการใช้งานอย่างมืออาชีพ”
      
        มนาเทศ กล่าวอีกว่า ซัมซุง อัลตร้า ทัช เป็นแฟล็กชิปรุ่นใหม่ล่าสุดจากซัมซุง อัลตร้า เอดิชั่น โดดเด่นสวยงาม เหนือกาลเวลา ตัวเครื่องเป็นกรอบเมทัลลิกกันรอย สร้างความสวยงามให้คงอยู่ยาวนานยิ่งขึ้นพร้อมการตกแต่งด้วยลายเส้นสะดุดตาให้โทรศัพท์ดูสวยรอบด้านในทุกมุมมอง ระบบทัชสกรีนเต็มรูปแบบ TouchWiz UI เวอร์ชั่น 1.5 เอกสิทธิ์เฉพาะจากซัมซุง เข้าถึงการใช้งานได้อย่างสะดวกง่ายดายและมีสไตล์ พร้อมด้วยการใช้งานมัลติมีเดียครบครัน ตัวเครื่องบางเฉียบเพียง 12.7 มิลลิเมตร ซ่อนแผงปุ่มกดไว้ภายใต้หน้าจอ AMOLED แบบสไลด์ขนาดกว้าง 2.8 นิ้ว กันรอยขีดข่วนและให้แสงสว่างคมชัดสมจริงยิ่งขึ้น พร้อมระบบป้องกันแสงสะท้อน นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับกล้องความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ที่พร้อมอัปโหลดสู่บล็อกส่วนตัวได้ทันที และยังมีระบบระบุพิกัดภาพถ่ายเครื่องเล่น MPEG4 วิทยุเอฟเอ็ม บันทึกเสียง และบันทึกวิดีโอระบบวีจีเอ 30 เฟรมต่อวินาที รองรับการเชื่อมต่อในระบบ 3จี ทั้งคลื่น 900 และ 2,100 เมกะเฮิตรซ์ รวมถึงเทคโนโลยี เอชเอสดีพีเอ 7.2 เมกะไบต์ต่อวินาที ซึ่งเร็วกว่าเอดจ์ประมาณ 10 เท่า
      
       มนาเทศ กล่าวถึงสภาพตลาดโทรศัพท์มือถือในประเทศไทยปีนี้ว่า ตลาดโทรศัพท์มือถือปีนี้ ในแง่จำนวนเครื่องน่าจะทรงตัวหรือบวกลบไม่เกิน 5% จากสภาพตลาดอิ่มตัว และปัจจัยแวดล้อมที่อาจส่งผลกระทบต่อการซื้อสินค้า เช่นเดียวกับมูลค่าตลาดน่าจะอยู่ที่ 35,000 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีที่แล้ว หรืออาจลดลงเล็กน้อย
      
       มนาเทศ กล่าวด้วยว่า เวลานี้ราคาเฉลี่ยโทรศัพท์มือถืออยู่ต่ำกว่า 4,000 บาท โดยมีส่วนแบ่งตลาดมากถึง 77% ขณะที่กลุ่มพรีเมียมที่มีราคามากกว่า 10,000 บาท มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 4% แต่คาดว่าตลาดนี้ยังสามารถเติบโตได้อยู่ เพราะการเข้ามาของมือถือที่เป็นทัชโฟนที่จะเข้าสู่ตลาดมากขึ้น และเป็นกลุ่มที่ยังมีกำลังซื้ออยู่ เฉพาะของซัมซุงเองปีนี้จะมีรุ่นที่เป็นทัชสกรีนเข้าสู่ตลาดไม่น้อยกว่า 10 รุ่น คาดว่ากลุ่มทัชโฟนจะเติบโตมากกว่า 100% จากปีที่แล้วที่มียอดขายประมาณ 100,000 เครื่อง อันเป็นผลมาจากผู้ผลิตทุกรายต่างนำสินค้ากลุ่มนี้เข้ามาทำตลาด บวกกับระดับราคามือถือระบบทัชเริ่มถูกลง โดยจะเห็นเครื่องในระดับต่ำกว่า 10,000 บาทมากขึ้น
      
       “ในภาพรวมจึงน่าจะช่วยดึงให้ราคาเฉลี่ยของมือถือในตลาดโดยรวมสูงขึ้น”
 
ข่าวจาก :  ผู้จัดการ

ผ่ากลยุทธ์ โนเกีย บนเกมการตลาดใหม่

Friday, February 27th, 2009

       “โนเกีย” ในฐานะผู้นำตลาดโทรศัพท์มือถือของโลก เมื่อมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่หรือการเปิดตัวบริการใหม่ ย่อมเป็นสิ่งที่ทุกค่ายผู้ผลิตมือถือต้องเฝ้าติดตาม ที่สำคัญบรรดาผู้บริโภคโทรศัพท์มือถือทั่วโลก ก็เฝ้ามองผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ของโนเกียตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา
       
        แม้ว่าช่วงหลังๆ มานี้ ผลิตภัณฑ์ทางด้านมือถือของค่ายคู่แข่งขัน จะออกมาสร้างสีสันให้กับตลาดได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งยังเป็นข่าวครึกโครมไปทั่วโลก อย่างการมาของไอโฟน ได้กลายเป็นเสมือนหนามยอกอกโนเกีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้ภาพของความเป็นผู้นำเรื่องมือถือทัชสกรีนไปครอง จนกลายเป็นกระแสที่ทำให้บรรดาผู้ผลิตมือถือต้องพาเหรดกันออกมือถือทัชสกรีนหลากหลายรุ่น และถือเป็นผลิตภัณฑ์เรือธงหนึ่งในปีนี้ สำหรับมือถือทัชสกรีน
       
        โนเกียได้พยายามพัฒนาโปรดักส์ที่เป็นทัชสกรีน ออกมาดึงความสนใจตลาดจากคู่แข่งขันรายอื่นๆ และก็เป็นไปตามความคาดหมาย โนเกีย 5800 ทัชสกรีนโฟนที่เป็นมิวสิกโฟนรุ่นนี้ได้รับการตอบรับจากตลาดอย่างมากมาย รวมถึงในประเทศไทย
       
        อย่างไรก็ตาม จากการเปิดตัวโทรศัพท์มือถือของโนเกียล่าสุด ภายใต้การจัดงาน Nokia Showcase 2009 จัดขึ้นที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับการจัดงานโมบาย เวิลด์ คองเกรส2009 ที่บาร์เซโลนา ประเทศสเปน โนเกียมีการเปิดตัวมือถือรุ่นใหม่พร้อมกันถึง 8 รุ่น โดยทั้ง 8 รุ่นนี้มีจุดเด่นที่แตกต่างกันไป แต่ที่น่าสังเกต ทั้ง 8 รุ่นไม่มีทัชสกรีนโฟนเลย
       
        และสิ่งไหนที่โนเกียให้ความสำคัญ ในเมื่อตลาดมือถือส่วนใหญ่กำลังให้ความสำคัญกับทัชสกรีนโฟน คำตอบที่ได้จากการเปิดตัวมือถือใหม่ครั้งนี้ก็คือเรื่องของอีเมลและอินเทอร์เน็ต เนื่องจากไฮไลต์ของโนเกียกับผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เปิดตัวออกมาแสดงให้เห็นว่าปีนี้โนเกียให้ความสำคัญเรื่องของอินเทอร์เน็ตและการใช้อีเมลบนโทรศัพท์มือถือ หลังจากที่โนเกียได้นำร่องเรื่องของเกม มิวสิก แผนที่และมีเดียไปก่อนหน้านี้
       
        “ปีนี้เป็นปีที่โมบายอีเมลจะแพร่หลาย”
       
        เป็นคำกล่าวของ ลอเรน ชัสเตอร์ หัวหน้าส่วนการตลาด โนเกีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียแปซิฟิก และว่า “ปีนี้จะเห็นมือถือโนเกียโฟกัสเรื่องของอีเมลและอินเทอร์เน็ตอย่างมาก”
       
        การเปิดตลาดใหม่กับเรื่องของอีเมลและอินเทอร์เน็ตบนดีไวซ์ใหม่จึงถือเป็นจิ๊กซอว์บนเกมการตลาดที่โนเกียกำลังจะสร้างขึ้นมาใหม่ โดยที่ไม่ต้องไปเหมือนกับคู่แข่งขันค่ายอื่นที่เทน้ำหนักไปที่เรื่องของทัชสกรีน
       
        แต่ไม่ใช่โนเกียจะไม่มีโปรดักส์ที่เป็นทัชสกรีนออกมาอีกเลยหลังจากการเปิดตัวโนเกีย 5800 ลอเรน ชัสเตอร์ บอกว่า ในปีนี้จะเห็นโปรดักส์ที่เป็นทัชสกรีนของโนเกียออกมาอีกหลายรุ่น และรุ่นหนึ่งที่ถือเป็นไฮไลต์คือโนเกีย เอ็น97
       
        คำยืนยันจากโนเกียคือปีนี้โนเกียจะมีไลน์โปรดักส์ที่ครอบคลุมทุกกลุ่ม ทุกเซกเมนต์ และครอบคลุมทุกฟีเจอร์ที่ผู้บริโภครอคอย เนื่องจากเป็นการตอบสนองความคาดหวังของคอนซูเมอร์ที่ต้องการใช้มือถือในรูปแบบต่างๆ จากโนเกีย
       
        “เราจะมีดีไวซ์ที่บวกกับบริการด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอีเมล เกม มิวสิก แผนที่และมีเดียตลอดทั้งปีนี้”
       
       อีเมลแบบใหม่
       บนมือถือรุ่นใหม่

       
        โนเกียได้มีการเปิดตัวมือถือในตระกูล อีซีรีส์ใหม่ 2 รุ่น ได้แก่ โนเกีย อี75 ที่มีแป้นกด QWERTY เต็มรูปแบบ และโนเกีย อี55 แป้นกด QWERTY ขนาดกะทัดรัด โดยมือถือทั้งสองรุ่นเป็นมือถือโนเกียรุ่นแรกที่มาพร้อมรูปแบบการใช้งานอีเมลแบบใหม่ เพิ่มความสะดวกในการใช้งานอีเมลองค์กรและอีเมลส่วนบุคคล
       
        โนเกีย อีซีรีส์ ใหม่ ทำให้ผู้ใช้งานไม่ต้องเปิดเครื่องพีซีเพื่อใช้อีเมลบนเดสก์ทอปอีกต่อไป เพราะรูปแบบการใช้งานอีเมลบนโนเกีย อีซีรีส์ใหม่ได้รับการพัฒนามากขึ้น เช่น รองรับโฟลเดอร์และเอชทีเอ็มแอล อีเมล มีการแสดงผลที่ดีขึ้น สามารถเลือกเรียงลำดับข้อมูลแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ลำดับวันที่ ชื่อ หรือขนาด รวมทั้งการใช้งานพื้นฐานต่างๆ ได้เพียงคลิกเดียว นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาคุณสมบัติการใช้งานปฏิทิน รายชื่อติดต่อ และการจัดการตารางงานต่างๆ
       
        “โนเกีย อี75 ถูกพัฒนาอัปเกรดฟีเจอร์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดในรูปแบบที่กะทัดรัดเหมาะกับการใช้งานมากที่สุด ส่วนโนเกีย อี55 ถือเป็นอุปกรณ์สื่อสารเพื่อใช้งานข้อความที่เล็กกะทัดรัดที่สุดในโลก ที่สำคัญสามารถอยู่ในโหมดสแตนด์บายได้นานถึง 28 วัน” คริส คาร์ รองประธานฝ่ายขาย โนเกีย ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียแปซิฟิก กล่าวและว่า
       
        “เราต้องการการใช้งานอีเมลเป็นเรื่องง่ายดายบนมือถือที่ทุกคนสามารถเข้าถึง เพราะโนเกียเชื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่อีเมลบนมือถือจะมีการใช้งานอย่างแพร่หลายทั่วไป เช่นเดียวกับการสื่อสารด้วยเสียงและเอสเอ็มเอส”
       
        นอกจากฟีเจอร์เด่นทางอีเมล โนเกีย อี75 และโนเกีย อี55 ยังมาพร้อมแผนที่โนเกียเต็มรูปแบบและระบบนำทางพร้อมไลเซนส์การใช้งาน 3 เดือน เล่นเกมได้กับ N-Gage และบริการ Ovi File ที่มาพร้อมกับเครื่อง ทำให้สามารถเรียกใช้งานเอกสารข้อมูลต่างๆ ที่เก็บไว้บนพีซีได้ แม้ว่าเครื่องพีซีจะปิดอยู่ก็ตาม
       
       มือถือ จีพีเอสรุ่นใหม่
       
        หลังจากโนเกียแนะนำมือถือที่มาพร้อมระบบนำทางเป็นครั้งแรกเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ได้มีการอัปเกรดและพัฒนาบริการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดโนเกียได้มีการเปิดตัวมือถือในกลุ่มเนวิเกเตอร์รุ่นใหม่ ได้แก่ โนเกีย 6710 เนวิเกเตอร์ พร้อมแนะนำโนเกีย 6720 คลาสสิก
       
        “โนเกีย 6710 เนวิเกเตอร์ นำเสนอโซลูชั่นด้านเนวิเกเตอร์ที่ไม่เป็นสองรองใคร” คริส คาร์ กล่าว
       
        โซลูชั่นเนวิเกเตอร์ใหม่ของโนเกียประกอบด้วยพัฒนาการล่าสุดของซอฟต์แวร์แผนที่โนเกีย ที่มาพร้อมระบบนำทางทั้งขับรถและเดินทางเท้าแบบเรียลไทม์ แผนที่ภูมิภาคที่สมบูรณ์ และองค์ประกอบบนตัวเครื่องเพื่อการใช้งานอย่างสะดวก อาทิ ปุ่มลัดเข้าใช้งานเนวิเกเตอร์ แถบสัมผัสเพื่อการซูมเข้า-ออก และหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่เพื่อการใช้งานแบบเอาต์ดอร์
       
        โนเกียมีการผสมผสานมือถือรุ่นใหม่กับบริการล่าสุด Ovi Maps ทำให้ผู้ใช้งานสามารถวางแผนการเดินทางได้ล่วงหน้าบนพีซี แล้วซิงก์ข้อมูลเข้ากับมือถือ นอกจากนี้แผนที่โนเกียล่าสุดนำเสนอฟีเจอร์ใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพแผนที่ความละเอียดสูง ด้วยมุมมองจากด้านบน ภาพ 3 มิติของสถานที่สำคัญในกว่า 200 เมือง ภาพแผนที่ภูมิประเทศ 3 มิติ บริการข้อมูลสภาพอากาศ ข้อมูลการท่องเที่ยว ข้อมูลการจราจรและความปลอดภัย เข็มทิศในมือถือทั้ง 2 รุ่น ได้รับการพัฒนาเพื่อนำเส้นทางเดินเท้าได้อย่างสมบูรณ์แบบมากขึ้น
       
        “เราได้ติดตั้งไลเซนส์ให้ล่วงหน้าเพื่อให้ผู้ใช้มือถือทั้งสองรุ่นพร้อมใช้งานได้ทันทีที่เปิดฟังก์ชั่นเนวิเกเตอร์”
       
        โนเกียยังมีการเปิดตัวโทรศัพท์มือถืออีก 4 รุ่น คือโนเกีย เอ็น86 8MP เป็นมือถือที่มาพร้อมกับกล้องดิจิตอลความละเอียด 8 ล้านพิกเซล และการเปิดตัวโทรศัพท์ในกลุ่มคลาสสิก ได้แก่ โนเกีย 6700 คลาสสิก โนเกีย 6303 คลาสสิก และโนเกีย 2700 คลาสสิก ซึ่งได้รับการเพิ่มฟีเจอร์ด้านต่างๆ เพื่อตอบสนองการใช้งานของกลุ่มผู้ใช้ในราคาที่ต่ำลงอย่างมาก
       
        “ปัจจุบันต้องถือว่าโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่มีราคาถูกลงมาก ผู้บริโภคจึงได้โปรดักส์ที่ดี ดีไซน์ดีและมีฟีเจอร์ดีด้วย”
       
        ไม่เพียงเท่านั้นโนเกียยังมีการพัฒนา Ovi Store เพื่อรองรับด้านบริการ รูปแบบต่างๆ ในการตอบสนองการใช้งานด้านต่างๆ ของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือโนเกียด้วย
       
        จุดนี้เองถือเป็นความแตกต่างระหว่างโนเกียกับค่ายผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือรายอื่นๆ เนื่องจากโนเกียไม่ได้ขายเพียงดีไวซ์เพียงอย่างเดียวแต่ยังมีบริการด้านต่างๆ ไว้รองรับผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือโนเกียด้วย และถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญการตลาดของโนเกียที่จะสามารถรักษาบัลลังก์ผู้นำตลาดให้กับโนเกียไว้ได้ยาวนานที่สุด

ผู้จัดการ

อัสซุส คว้ารางวัลออกแบบยอดเยี่ยม

Thursday, December 4th, 2008

      

รายงานข่าวแจ้งว่า บริษัทอัสซุสเทค คอมพิวเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ประกาศได้รับรางวัล Good Design Award 2008 หรือ G-Mark 2008 ที่จัดทำขึ้นโดยกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมระหว่างประเทศ ประเทศญี่ปุ่น เป็นการพิจารณาการออกแบบและการให้รางวัลตามหลักเกณฑ์และมาตรฐานอันเข้มงวดของประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น ผลิตภัณฑ์มากกว่า 30,000 รายการ ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ด้านอุตสาหกรรม สถาปัตยกรรม สิ่งแวดล้อม การสื่อสาร ตลอดจนธุรกิจที่เน้นการออกแบบเป็นหลักที่ผ่านเข้าสู่การพิจารณาภายใต้หลักเกณฑ์และมาตรฐานอันเข้มงวด ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่มีการออกแบบที่โดดเด่นและเป็นผลิตภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยมเท่านั้นที่จะได้รับรางวัล

สำหรับอัสซุสจากการประกวดในปี 2008 เน็ตบุ๊ก ASUS Eee PC 901 และ พีดีเอ โฟน ASUS P552w ได้รับคัดเลือกให้ชนะเลิศการประกวดและรับรางวัลอันทรงเกียรติประจำปีนี้

โดย : ข่าวไอที

ปิดสนามบินสะเทือน/ออร์เดอร์ค้าง 2 แสนเครื่อง/สัปดาห์

Thursday, December 4th, 2008

ดิสตริบิวเตอร์มือถือรับผลกระทบพันธมิตรปิดสนามบิน “ทีดับบลิวแซด” ชี้สูญเสียโอกาสทางการตลาด เผยปกติตลาดรวมนำเข้าสินค้าใหม่ 200,000 เครื่องต่อสัปดาห์ คาดหลังเปิดสนามบินเกิดสงครามราคา เหตุสินค้าคงค้างทะลักตลาด ขณะที่ “ทีจีโฟน” ชี้กระทบแบรนด์โนเกียมากสุด เพราะนำเข้าทุกสัปดาห์ ด้าน “เจมาร์ท” ชี้กระทบหนัก หากยืดเยื้อเกิน 1 เดือน

นายพุทธชาติ รังคสิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ที ดับบลิวแซด คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TWZ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงกรณีการปิดสนามบินของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ว่า ได้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อบริษัท เนื่องจากไม่สามารถนำเข้าสินค้าใหม่ได้ ซึ่งตอนนี้โทรศัพท์เคลื่อนที่ที่บริษัทได้สั่งซื้อไว้ ส่วนหนึ่งก็ยังคงค้างอยู่ที่สนามบินในประเทศฮ่องกง และประเทศจีน ทั้งนี้โดยปกติบริษัท จะมีการสั่งซื้อโทรศัพท์รุ่นใหม่เข้ามาจำหน่ายทุกสัปดาห์ โดยมียอดจำหน่ายสัปดาห์ละ 10,000 เครื่อง

ซึ่งขณะนี้บริษัท ยังคงมีสินค้าเหลือจำหน่ายอยู่บ้าง อย่างไรก็ตามถึงแม้เหตุการณ์การชุมนุมจะเพิ่งเกิดขึ้นได้เพียงแค่สัปดาห์เดียว แต่ก็ส่งผลกระทบต่อบริษัทในการสูญเสียโอกาสในการทำตลาด เพราะการแข่งขันในตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่มีความรุนแรง และสินค้ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อีกทั้งบริษัทยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่า ภายหลังจากการเปิดใช้สนามบินจะต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไรจึงจะนำสินค้าเข้ามาจำหน่ายได้ ซึ่งคาดว่าอย่างน้อยคงอีกไม่ต่ำกว่า 1 เดือน

นอกจากนี้ บริษัทยังไม่สามารถยกเลิกการสั่งซื้อสินค้าได้อีกด้วย เนื่องจากต้องมีการสั่งจองสินค้าล่วงหน้า 1 เดือน ซึ่งหากคิดปริมาณการนำเข้าโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งตลาด มียอดทั้งหมดประมาณ 200,000 เครื่องต่อสัปดาห์ หรือประมาณ 800,000 เครื่องต่อเดือน ซึ่งยิ่งเหตุการณ์การชุมนุมยืดเยื้อมากขึ้นเท่าใด ปริมาณสินค้าที่สั่งซื้อไว้ก็จะถูกกักตุนและไม่สามารถนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศมากขึ้นเท่านั้น

“หลังเปิดสนามบินก็ต้องมาดูกันอีกว่าผู้ประกอบการแต่ละรายจะมีสายป่านยาวแค่ไหน เพราะจะเกิดเหตุการณ์ Over Supply ขึ้น เนื่องจากสินค้าที่สั่งซื้อไว้ถูกกักตุนไว้เป็นจำนวนมาก จากนั้นอาจส่งผลให้เกิดสงครามราคา เพราะสินค้าที่ค้างไว้พอเข้ามาพร้อมกันทีเดียว ผู้ประกอบการก็ต้องรีบล้างสต๊อกให้หมด ด้วยการแข่งขันเรื่องราคา ซึ่งถ้าเหตุการณ์ยืดเยื้อไปแค่สองอาทิตย์ ยอดโทรศัพท์มือถือที่สั่งซื้อและไม่สามารถนำเข้ามาขายได้ ก็ถูกกักตุนไว้กว่า 400,000 เครื่องแล้ว” นายพุทธชาติกล่าว

ขณะนี้นายไพโรจน์ ถาวรสภานันท์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ที.จี.โฟน จำกัด ตัวแทนจำหน่าย โทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งค้าปลีกและค้าส่งโดยมีร้านจำหน่ายสินค้าภายใต้ชื่อ TG PHONE กล่าวว่า ขณะนี้บริษัทยังคงมีสินค้าโทรศัพท์เคลื่อนที่เหลือพอจำหน่ายอยู่บ้าง แต่ในด้านยอดจำหน่ายก็เริ่มชะลอลงบ้างแล้ว และหากในสัปดาห์นี้เหตุการณ์ยังไม่คลี่คลาย บริษัทจะเริ่มได้รับผลกระทบมากยิ่งขึ้น เพราะปกติบริษัทจะมีการสั่งซื้อสินค้าโทรศัพท์เคลื่อนที่แบรนด์โนเกียทุกสัปดาห์ ซึ่งสัปดาห์ที่แล้วของที่สั่งซื้อไปก็ยังไม่สามารถนำเข้ามาจำหน่ายได้ ส่วนแบรนด์อื่นๆ เช่น โซนี่ อีริคสันบริษัทจะมีการสั่งซื้อเดือนละ 2 ครั้ง สำหรับสินค้าแบรนด์โนเกียในแต่ละล็อตใช้เวลาในการจำหน่าย 7-15 วัน ส่วนแบรนด์อื่นๆ ใช้เวลาประมาณ 30 วัน

“สัปดาห์หน้าจะเห็นผลกระทบที่ชัดเจน”

นายกิตติพงศ์ กนกวิไลรัตน์ ผู้อำนวยการบริหารสายงานการตลาด บริษัท เจ มาร์ท จำกัด ( มหาชน) กล่าวว่า ตอนนี้บริษัทก็กำลังประสบปัญหาการสั่งซื้อสินค้าโทรศัพท์เคลื่อนที่ แต่ไม่สามารถนำเข้ามาจำหน่ายได้เช่นเดียวกัน แต่บริษัทยังไม่ได้รับผลกระทบรุนแรงมากนัก เนื่องจากในช่วงปลายปีบริษัท จะมีการกักตุนสินค้าไว้จนถึงช่วงสัปดาห์แรกของเดือนมกราคม 2552 แต่อย่างไรก็ตามหากเหตุการณ์นี้เกิดยืดเยื้อเป็นระยะเวลายาว 1 เดือนขึ้นไป เชื่อว่าจะส่งผลกระทบต่อบริษัท อย่างแน่นอน สำหรับการสั่งสินค้าของบริษัท ปกติจะสั่งนำเข้าแบรนด์โนเกียและซัมซุงทุกสัปดาห์ ส่วนแบรนด์อื่นๆความถี่ในการสั่งซื้อจะไม่เท่ากัน

โดย : ข่าวไอที

ออนไลน์ผ่านมือถือ ฮิตแซงหน้าพีซี

Tuesday, December 2nd, 2008

ใครยังออนไลน์ผ่านพีซีอยู่ วันนี้อาจเข้าขั้นสูงวัยแล้ว เพราะผลสำรวจล่าสุดชี้ให้เห็นแนวโน้มแล้วว่า คนรุ่นใหม่ออนไลน์ผ่านมือถือมากขึ้น สวนทางกับคนรุ่นเก่าที่ยังออนไลน์ผ่านพีซี

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : เว็บไซต์บีบีซี นิวส์รายงานว่า นักวิเคราะห์นีลเสน ออนไลน์เผยสถิติคนออนไลน์ผ่านอุปกรณ์พกพาเพิ่มสูงขึ้น สวนทางจำนวนคนออนไลน์ผ่านคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (พีซี) ที่เริ่มเติบโตช้าลง

ผลสำรวจระบุว่า ในช่วงไตรมาส 2-3 ที่ผ่านมามีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตผ่านมือถือ 7.3 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นอัตราเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 25% เทียบกับจำนวนผู้ออนไลน์ผ่านพีซีที่เติบโตเพียง 3% โดยผู้ใช้โมบาย อินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่ยังเป็นเยาวชน และใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อค้นข้อมูลแตกต่างกันไป

นอกจากนี้ยังพบว่า กูเกิลยังคงเป็นสุดยอดเว็บไซต์สำหรับผู้ออนไลน์ผ่านพีซี แต่สำหรับผู้ใช้อินเทอร์เน็ตผ่านมือถือนิยมเข้าเว็บไซต์บีบีซี นิวส์ มากที่สุด โดยคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 15% ของผู้ใช้โมบาย อินเทอร์เน็ต ขณะเดียวกันก็นิยมเข้าเว็บบีบีซี เวเธอร์ และสกาย สปอร์ต

นายเคนท์ เฟอร์กูสัน นักวิเคราะห์อาวุโสจากนีลเสน ออนไลน์ กล่าวว่า ประโยชน์เด่นๆของมือถือเมื่อเริ่มมีอิทธิพลต่อชีวิต ที่โดยปกติคนทั่วไปจะชอบความรวดเร็ว, สามารถรับรู้ข่าวสารเกี่ยวกับสภาพอากาศ และข่าวกีฬา ซึ่งเห็นได้ชัดว่ามือถือสามารถตอบสนองความต้องการดังกล่าวได้

ทั้งยังไม่น่าแปลกใจว่า ผู้ออนไลน์ผ่านมือถือส่วนใหญ่อายุน้อยกว่าผู้ที่ออนไลน์ผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ปกติ โดยผลสำรวจระบุว่า ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตผ่านมือถือ 25% อายุระหว่าง 15-24 ปี ซึ่งในกลุ่มนี้ออนไลน์ผ่านพีซีเพียง 16%

ขณะที่กลุ่มผู้ออนไลน์ผ่านพีซี 23% อายุมากกว่า 55 ปีขึ้นไป และมีเพียง 12% ที่ใช้อินเทอร์เน็ตผ่านมือถือ

อย่างไรก็ตามนายเฟอร์กูสัน เผยว่า ยังมีหลายปัจจัยที่มีผลให้การใช้อินเทอร์เน็ตผ่านมือถือเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

“ต้องยกความดีให้กับโอเปอเรเตอร์ที่เสนอรูปแบบค่าบริการแบบตายตัว หรือพัฒนาอุปกรณ์ให้ง่ายต่อการใช้งานมากขึ้น และยังปรับปรุงเครือข่ายให้รองรับความต้องการของผู้ใช้”

นอกจากนี้จำนวนผู้ให้บริการระบบที่เพิ่มมากขึ้นยิ่งกระตุ้นให้ผู้ใช้กล้าที่จะออนไลน์ผ่านมือถือมากขึ้น รวมทั้งการเพิ่มปุ่มสำหรับเข้าสู่เว็บกูเกิล และเว็บเครือข่ายสังคมบนตัวเครื่อง

โดย : ข่าวไอที

การ์ทเนอร์ชี้ยอดขายมือถือปี’52หด

Tuesday, December 2nd, 2008


การ์ทเนอร์ ฟันธงยอดขายมือถือปีหน้าโตตัวเลขหลักเดียว หลังวิกฤติโลกกระทบตลาดเอเชียเสียการทรงตัว ทำตลาดเปลี่ยนเครื่องช้าลง ฟากผู้ผลิตมือถือรายใหญ่ “โนเกีย” ประกาศถอนตัวทำมือถือขายญี่ปุ่น แจงสถานการณ์ไม่เหมาะลงทุน

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีท เจอร์นัล รายงานว่า บริษัทวิจัยการ์ทเนอร์เผยคาดการณ์ยอดจำหน่ายมือถือปีหน้ามีแนวโน้มลดลง เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจถดถอยส่งผลกระทบต่อความต้องการซื้อของผู้บริโภคทั่วโลก

นางสาวคาโรไลน่า มิลาเนสซี นักวิจัยการ์ทเนอร์ระบุว่า ยอดขายมือถือปี 2552 อาจโตเป็นตัวเลขหลักเดียว ช้าลงจากยอดขายปี 2551 ทั้งคาดว่าสภาพตลาดอาจเผชิญความท้าทายต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อยครึ่งแรกของปีหน้า นอกจากนี้การเติบโตในเอเชีย รวมจีน และอินเดีย ก็คาดว่าจะได้รับผลกระทบรุนแรงช่วงไตรมาส 4 นี้ ซึ่งเป็นผลจากเศรษฐกิจทั่วโลกตกต่ำ กระทบต่อการใช้จ่ายเงินของผู้บริโภค

การ์ทเนอร์ เผยว่า ไตรมาส 3 ที่ผ่านมาทั่วโลกมียอดจำหน่ายมือถือ 309 ล้านเครื่อง โตขึ้น 6% จากปีก่อน แต่คิดเป็นยอดโตลดลงถึง 16% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2550 โดยเฉพาะตลาดเปลี่ยนเครื่องที่ได้รับผลกระทบหนัก ขณะที่กลุ่มผู้ใช้เครื่องแรกยังมีอัตราการเติบโตดี

ทั้งนี้เมื่อจำแนกตามภูมิภาคพบว่า ยอดขายในญี่ปุ่นลดลงเหลือ 28% ยอดขาย 9.4 ล้านเครื่อง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคเริ่มสนใจที่จะเปลี่ยนเครื่องใหม่ลดลง โดยล่าสุดมีรายงานว่า ยักษ์โนเกียประกาศยกเลิกผลิตมือถือป้อนให้เอ็นทีที โดโคโม และซอฟต์แบงค์ โมบาย แต่ยังผลิตแบรนด์หรู “เวอร์ทู” ซึ่งผู้บริหารโนเกียให้เหตุผลว่า สภาพเศรษฐกิจขณะนี้ไม่เหมาะที่จะลงทุนผลิตสินค้าโลคัลโดยเฉพาะเท่านั้น

ขณะที่ ตลาดอเมริกาเหนือ ยอดขายมือถือโตขึ้นเพียง 4.5% หรือ 47 ล้านเครื่อง มีสมาร์ทโฟนเป็นแรงผลักสำคัญ ขณะที่ตลาดยุโรปตะวันออกยอดขายมือถือหดตัวลงเหลือ 7.8% จากยอด 43.5 ล้านเครื่องจากเดิม 47.2 ล้านเครื่อง ซึ่งผลจากวงจรการเปลี่ยนเครื่องใหม่ใช้เวลานานขึ้น และคาดว่าจะส่งผลต่อเนื่องเช่นเดียวกันในไตรมาส 4 ปีนี้

ส่วนตลาดยุโรปตะวันออกได้รับผลกระทบไตรมาส 3 เช่นเดียวกัน แม้ว่าตลาดเกิดใหม่แถบแอฟริกายังคงมียอดขายแข็งแกร่งดี

ทั้งนี้สำหรับส่วนแบ่งตลาดไตรมาสล่าสุด โนเกียยังครองอันดับ 1 ยอดขาย 118 ล้านเครื่อง ส่วนแบ่งตลาด 38.2% ส่วนซัมซุงยังคงครองอันดับ 2 ยอดขาย 52.9 ล้านเครื่อง ส่วนแบ่งตลาด 17.1% และโซนี่ อีริคสัน มียอดขายตามหลัง 24.8 ล้านเครื่อง ส่วนแบ่งตลาด 8.1%

ส่วนโมโตโรล่าหล่นลงมาอันดับ 4 ด้วยยอดขาย 24.6 ล้านเครื่อง ซึ่งการ์ทเนอร์ประเมินว่า ส่วนแบ่งตลาดของโมโตโรล่ารูดลงอย่างหนักเหลือเพียง 8% จาก 13% ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยมีแอลจีรั้งท้าย ด้วยส่วนแบ่งตลาด 7.8%

โดย : ข่าวไอที

เอาแล้วไง …โมโตโรล่าไทยทยอยลดพนักงานกลุ่มมือถือ

Tuesday, November 11th, 2008

รายงานข่าวล่าสุดส่งตรงจาก “โมโตโรล่า ประเทศไทย” ทยอยหั่นคนฟากมือถือตามนโยบายบริษัทแม่ ที่ประกาศลดพนักงาน 3,000 คนหลังพบยอดขายทั่วโลกไม่เป็นไปตามเป้า

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท โมโตโรล่า (ประเทศไทย) จำกัด ได้เริ่มทยอยปลดพนักงานส่วนโทรศัพท์เคลื่อนที่แล้ว ตามนโยบายบริษัทแม่ที่ต้องการลดพนักงานส่วนนี้ทั่วโลก แล้วหันไปมุ่งธุรกิจเฉพาะตลาดที่แข็งแกร่งอย่างอเมริกาเหนือ หลังจากผลประกอบการทั่วโลกไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

 ทั้งนี้ การปรับลดคนมีทั้งที่มีผลทันที และทยอยออกไปกระทั่งถึงกลางปีหน้า ซึ่งจะได้รับค่าชดเชยตามกฎหมายกำหนด และบางคนที่มีตำแหน่งในส่วนงานอื่นๆ ที่เหมาะสมก็จะโอนย้ายได้

 ขณะที่แหล่งข่าวในวงการโทรศัพท์เคลื่อนที่กล่าวว่า การปลดพนักงานส่วนเครื่องโทรศัพท์เคลื่อนที่ของโมโตโรล่าในประเทศไทย อาจเป็นนโยบายจากสำนักงานใหญ่ เพราะยอดขายเครื่องในประเทศไทย ถือว่ายังอยู่ระดับที่รับได้ แต่ยอดขายทั่วโลกอาจมีผลกระทบก็เป็นไปได้

 ล่าสุด โมโตโรล่า ประเทศไทย ได้ออกคำชี้แจงถึงการปลดพนักงานครั้งนี้ว่า หลังจากการเปิดเผยผลประกอบการในไตรมาส 3 เมื่อวันที่ 30 ต.ค. ที่ผ่านมา โมโตโรล่าได้ประกาศแผนการปรับเปลี่ยนองค์กรในกลุ่มอุปกรณ์โทรศัพท์เคลื่อนที่ทั่วโลก เพื่อลดค่าใช้จ่ายและส่งเสริมศักยภาพการแข่งขันของบริษัท

 สืบเนื่องจากแผนดังกล่าว และหลังจากการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน กลุ่มอุปกรณ์โทรศัพท์เคลื่อนที่ โมโตโรล่า ประเทศไทยจึงได้ตัดสินใจที่จะลดจำนวนพนักงานในกลุ่มอุปกรณ์โทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศไทย

 ทั้งนี้ กลยุทธ์ใหม่ของกลุ่มอุปกรณ์โทรศัพท์เคลื่อนที่ โมโตโรล่า จะไม่มีผลใดๆ ต่อการดำเนินธุรกิจของโมโตโรล่าในประเทศไทย ประเทศไทยยังคงเป็นตลาดที่สำคัญสำหรับโมโตโรล่า และบริษัทได้วางแผนในการนำเสนอประสบการณ์แห่งการสื่อสารใหม่ๆ สู่ผู้บริโภคอันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงแพลตฟอร์มของซอฟต์แวร์  โมโตโรล่าจะยังคงมุ่งมั่นต่อการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยต่อไป

 ขณะที่สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายแซนเจย์ จาห์ หัวหน้าคณะผู้บริหารร่วม (โค-ซีอีโอ) บริษัท โมโตโรล่า คาดการณ์ว่า ยอดขายโทรศัพท์เคลื่อนที่จะลดลงในไตรมาส 4 และมีแนวโน้มว่าจะลดลงต่อเนื่อง จากข้อจำกัดของผลิตภัณฑ์ทั้งรุ่นราคาถูกและรุ่นที่มีฟังก์ชั่นชั้นสูง ซึ่งเป็นกลุ่มที่เติบโตสูงสุด โดยเขาเชื่อว่า แนวโน้มดังกล่าวจะส่งผลต่อเนื่องไปจนถึงครึ่งแรกของปี 2552

 ดังนั้น บริษัทจึงมีแผนลดต้นทุนให้ได้ 800 ล้านดอลลาร์ในปี 2552 โดยปรับลดพนักงานลง 3,000 คน รวมทั้งปรับทิศทางการไปรุกหนักตลาดที่แข็งแกร่งที่สุด เช่น อเมริกาเหนือ ทั้งอาจต้องพักแผนแยกธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่เคยกำหนดไว้ช่วงไตรมาส 3 ปี 2552 ออกไปเป็นหลังปี 2552 เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจโดยรวม วิกฤติการเงิน และการเปลี่ยนแปลงภายในของบริษัทเอง

โดย : ข่าวไอที

อีก 4 ปีมือถือดูหนังชัดระดับ Full HD

Tuesday, November 11th, 2008

เทคโนโลยีสื่อสารไร้สายระดับ 4 จี ของ HSPA และ LTE มือถืออนาคตจึงมาพร้อมกล้อง 12 ล้านพิกเซล และดูหนังคมชัดสูง

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : โจนาส ลุนด์สเตดต์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ และพอร์ตโฟลิโอของอีริคสัน ทำนายโทรศัพท์มือถือในอีก 4 ปีข้างหน้ามาพร้อมกับกล้องดิจิทัล 12 ล้านพิกเซล ดูหนังคมชัดระดับ Full HD

ขอบคุณเทคโนโลยีใหม่ที่เรียกว่า HSPA Evolution  และ LTE หรือตระกูลเทคโนโลยีบรอดแบนด์ไร้สายนั่นเอง แต่เป็นเทคโนโลยีล้ำหน้ายิ่งกว่า 3 จี บ้างเรียกว่า 4 จี หมายความว่า โทรศัพท์มือถือยุคอนาคตสามารถรับส่งข้อมูลด้วยความเร็ว 100 เมกะบิต/วินาที นั่นแปลว่า ผู้ใช้สามารถรับชมภาพยนตร์คุณภาพระดับ HD ได้เลย แน่นอนว่า อีริคสันต้องพัฒนาโมดูล ระบบสถานีฐาน และผลิตภัณฑ์อื่นๆ เพื่อรองรับมือถือรุ่นอนาคตไล่ล่า

เทคโนโลยี HSPA ในปัจจุบันรับส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูงสุด 7.2 เมกะบิต/วินาที และมีอุปกรณ์ที่ใช้งานกับ HSPA แล้ว 805 ชนิด จากผู้ผลิต 129 ราย ส่วนเทคโนโลยี LTE จะช่วยให้ใช้งานบรอดแบรนด์อินเทอร์เน็ตผ่านมือถือเร็วขึ้นอีก ถูกใจคนที่ชอบเล่นโปรแกรมทำนองอินเตอรืแอคทีฟ-ทีวี, เกมเทคนิคจัด หรือบริการพิเศษ

คาดว่าในปี 2555 ผู้ใช้ 1.8 พันล้านคนจะได้ใช้งานอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ โดย 2 ใน 3 เป็นผู้ใช้บรอดแบนด์ผ่านมือถือ

เทคโนโลยีไร้สายจะเป็นหนทางสำคัญสำหรับใช้งานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ตไม่ว่าจะในบ้าน ที่ทำงาน โรงเรียน และธุรกิจ ในเบื้องต้น ประเทศกำลังพัฒนาคงพึ่งเฉพาะเทคโนโลยี HSPA ส่วนเทคโนโลยี LTE คาดว่าจะได้รับการตอบรับในเวลารวดเร็วเนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวพันกับเทคโนโลยี ตระกูล GSM/WCDMA/HSPA  ประโยชน์ที่เห็นได้ชัดอีกอย่างของ LTE คือ สมรรถนะและประสิทธิภาพของตัวมันเอง จากการสาธิตของอีริกคสันแสดงให้เห็นแล้วว่าเทคโนโลยี LTE รับส่งข้อมูลได้สูงถึง 160 เมกะบิต/วินาที และอนาคตจะพุ่งไปถึง 300 เมกะบิต/วินาที และสูงยิ่งขึ้นไปอีกต่อไป

โดย : ข่าวไอที

ญี่ปุ่นโชว์มือถือเสียง 5.1 นาฬิกาปลุกตลับแป้ง และเครื่องช่วยเดิน

Tuesday, November 11th, 2008

5.1 ชาแนลเพื่อการชมวีดีโอและเล่นเกมที่ถึงใจมากขึ้น สองคือนาฬิกาปลุกรูปคิตตี้ที่ดูเผินๆเหมือนตลับแป้งแต่งหน้าของเด็กสาว สามคือเครื่องช่วยเดินจาก Honda ที่สามารถพยุงและรับน้ำหนักของผู้ใช้ได้ด้วย
       
       มือถือเสียง 5.1
       
       NEC ผู้ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์แดนอาทิตย์อุทัยโชว์ตัวโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ล่าสุด ออกแบบเก๋เท่บางเฉียบแต่สมรรถนะเต็มขั้น หนึ่งในนั้นคือคุณสมบัติระบบเสียง 5.1 ชาแนลเพื่อการชมวิดีโอและเล่นเกมที่ถึงใจมากขึ้น
       
       งานนี้ NEC นำเอานักแสดงหนุ่มและสาวชื่อดังอย่างฮิโรชิ ทามากิ และเรกะ ฮาชิโมโตะ มานำเสนอโทรศัพท์รุ่นใหม่ “N-01A” (ซ้าย) และ “N-02A” (ขวา) ทั้งสองรุ่นนี้มาพร้อมหน้าจอ VGA ขนาด 3.2 นิ้วใหญ่เต็มตา กล้องดิจิตอล 5.2 ล้านพิกเซล ที่สำคัญคือระบบเสียง 5.1 ชาแนลรอบทิศทาง ซึ่ง NEC เชื่อว่าจะทำให้การชมวิดีโอและภาพเคลื่อนไหวบนโทรศัพท์มือถือมีอรรถรสยิ่งขึ้น
       
       NEC ประกาศว่าจะวางจำหน่ายโทรศัพท์มือถือระบบเสียงรอบทิศทางนี้ในประเทศญี่ปุ่นภายในเดือนนี้ ผ่านโอเปอเรเตอร์รายใหญ่อย่าง NTT Docomo ยังไม่เปิดเผยราคาจำหน่ายในขณะนี้
       
       นาฬิกาตลับแป้ง

       
       Seiko เปิดตัวนาฬิกาปลุกรูปทรง Hello Kitty รุ่นใหม่ได้โดนใจวัยแหวว วางเป้าหมายไว้ที่กลุ่มนักเดินทางท่องเที่ยว นอกจากเป็นนาฬิกาแล้วยังสามารถบอกอุณหภูมิ ใช้พลังงานจากถ่าน AAA จำนวน 2 ก้อน น้ำหนักเพียง 125 กรัม
       
       เมื่อรูปทรงภายนอกเหมือนตลับแป้ง ไซโก้จึงจัดการนำเอากระจกเงามาติดไว้ในนาฬิกาปลุกสุดแหววนี้ ยังไม่วางขายในประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ โดยเปิดให้สั่งสินค้าผ่านเว็บไซต์ในราคา 39 ยูโร หรือประมาณ 1,743 บาท
       
       เครื่องช่วยเดินไม่มีเมื่อย

       
       ฮอนด้า (Honda) เปิดตัว “Walking Assist Device” อุปกรณ์ช่วนเดินที่ไม่เพียงช่วยคนป่วยและผู้สูงอายุให้สามารถเดินได้อย่างคล่องตัว แต่ยังสามารถช่วยรับน้ำหนักช่วงขาได้เป็นอย่างดี เท่ากับผู้ใช้เครื่องช่วยเดินนี้มีโอกาสน้อยมากที่จะรู้จักคำว่าเมื่อยขา
       
       อุปกรณ์นี้ประกอบด้วยรองเท้าสำหรับสวมและแท่นรองบั้นท้ายที่สามารถนั่งและรับน้ำหนักผู้ใช้ได้พอดี เมื่อผู้ใช้สวมรองเท้าและออกเดิน เครื่องช่วยเดินจะช่วยลดปริมาณน้ำหนักที่กล้ามเนื้อขาและข้อต่อต้องรองรับ เป็นประโยชน์อย่างมากต่อการเดินขึ้นลงบันได และการยกของหนักแล้วเดินเคลื่อนที่
       
       ภายในเครื่องช่วยเดินนี้ประกอบด้วยเครื่องยนต์สองระบบและเซ็นเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหวในรองเท้าและส่วนประกอบอื่น ไม่มีรายงานแผนการวางจำหน่ายในขณะนี้

โดย : ข่าวไอที