Posts Tagged ‘’

เทลส์รันเนอร์ จาก ทีโอที

Friday, March 13th, 2009

 

ทีโอทีดันธุรกิจเกมจ้องให้บริการเพิ่ม 1-2 เกมใหม่ปีนี้ หวังดันส่วนแบ่งตลาดขึ้นเป็น 10 % หลังเทลส์รันเนอร์ 2 ปี ประสบผลสำเร็จคุ้มทุน และทำให้มีส่วนแบ่ง 3 % ในตลาดรวมเกมมูลค่า 3,200 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา เชื่อสามารถขยายจำนวนผู้เล่นเป็น 3 ล้านคน ร้านอินเทอร์เน็ตสมาชิก 3-4 หมื่นร้าน พร้อมเพิ่มลูกเล่นใหม่ ตัวละครและฉาก
       
       นายสุจินต์ กดทรัพย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานการตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัท ทีโอที กล่าวว่า ปีนี้ทีโอทีมีแผนนำเข้าเกมออนไลน์ใหม่ 1-2 เกม เพื่อเสริมกลุ่มธุรกิจเกมออนไลน์ ซึ่งปัจจุบันมีเพียงเกมเดียวคือ เทลส์รันเนอร์ ซึ่งเปิดให้บริการมาตั้งแต่เมษายนปี 2550 ปัจจุบันผ่านมา 2 ปีมีผู้เล่นทั้งสิ้นกว่า 2 ล้านราย และร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ร่วมลงทะเบียนกว่า 20,000 ร้าน ส่งผลให้ทีโอทีมีส่วนแบ่งการตลาดเกมอยู่ที่ 3 % ของมูลค่าตลาดรวมเกมทั้งหมด 3,200 ล้านบาทด้วยเกมเดียว
       
       “ปัจจุบันเทลส์รันเนอร์คุ้มทุนจากการดำเนินงานเรียบร้อยแล้ว ที่ผ่านมาทีโอทีได้ลงทุนกับเกมเทลส์รันเนอร์ไปแล้วทั้งสิ้น 20 ล้านบาทส่วนเกมใหม่นั้นอยู่ระหว่างการเจรจากับผู้ผลิตเกม ในประเทศเกาหลี ไต้หวันคาดว่าต้นทุนน่าจะใกล้เคียงกับเทลส์รันเนอร์และคาดว่าจะได้ข้อสรุปเร็วๆ นี้”
       
       ทั้งนี้ ทีโอทีมีแผนเพิ่มส่วนแบ่งเป็น 10 % ของมูลค่าตลาดรวมเกมในปีนี้ และคาดการณ์ว่าตลาดรวมของเกมออนไลน์จะเติบโตประมาณ 10-15 % ด้วยการนำเข้าเกมใหม่ 1-2 เกม ทั้งยังจะมีการเพิ่มลูกเล่นและตัวละคร ฉาก อาทิ การทำระบบ ฟาร์ม ให้เด็ก ตกแต่ง ซื้อสัตว เพิ่มและช่วยเพื่อนเข้ามาท่องเที่ยวฟาร์มของตัวเอง ในเกมเทลส์รันเนอร์เพิ่มมากขึ้น
       
       นอกจากนี้ ในปีนี้ทีโอทีตั้งเป้าเติบโต 50 % ในแง่ของจำนวนผู้เล่นเพิ่มเป็น 3 ล้านราย ร้านอินเทอร์เน็ต คาเฟ่จะเพิ่มเป็น 30,000-40,000 ร้าน ซึ่งทีโอทีเชื่อว่าเกมออนไลน์จะเป็นบริการหนึ่งที่สามารถช่วยเพิ่มจำนวนผู้ใช้บรอดแบนด์ เนื่องจากเป็นหนึ่งในคอนเทนต์ที่ลูกค้าต้องการ  ปัจจุบันทีโอที มีจำนวนลูกค้าบรอดแบนด์ จำนวน 7 แสนราย และจะเพิ่มเป็น 1 ล้านรายภายในปีนี้
       
       “เกมออนไลน์มีส่วนช่วยให้เยาวชน อยู่ติดบ้านในช่วงภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว แทนการออกไปท่องเที่ยวนอกบ้านหรือเที่ยวต่างประเทศ โดยอัตราการเติบโตของเกมที่ผ่านมามีแนวโน้มเติบโตมากกว่าบรอดแบนด์”
       
       สำหรับแนวทางการทำตลาดเกมออนไลน์ของทีโอทีนั้นจะยังเน้นเกมสะอาดไม่มีพิษภัย เป็นการพัฒนาสมองเยาวชน เสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งปีที่ผ่านมาเทลส์รันเนอร์ได้รับการรับรองจากจิตแพทย์ ว่าเป็น 1 ใน 10 เกม ที่เล่นแล้วไม่มีผลกระทบทางจิต
       
       ส่วนช่องทางการซื้อบัตรเติมเงินเกมนั้น ทีโอทีมีช่องทางกระจายอยู่ทั่วประเทศ ในร้านสะดวกซื้อ เซเว่นอีเลฟเว่น แฟมิลี่มาร์ท ร้านเกม ซื้อผ่านระบบออนไลน์ เอ็มเปย์ และล่าสุดอยู่ระหว่างการเจรจาซื้อบัตรเติมเงินผ่านระบบ ATM

ที่มา www.manager.co.th

การสนับสนุนของทีโทที กับการใช้ ซอฟต์แวร์ไทยในอุตสาหกรรม

Thursday, March 12th, 2009

ทีโอทีจับมือกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ให้คำปรึกษานำไอทีลดต้นทุนเพิ่มรายได้ผู้ประกอบการ SMEs ด้วยการใช้ซอฟต์แวร์ไทยล้วนๆ คาดช่วยลดต้นทุนปีละ 100-300 ล้าน เพิ่มการจ้างงานในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ เริ่มนำร่อง SMEs 100 บริษัท และผู้ผลิตซอฟต์แวร์ 10 ราย
       
       ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวานนี้(10มี.ค.52) บริษัท ทีโอที จำกัด(มหาชน) ได้ลงนามสัญญา กับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อให้คำปรึกษาแนะนำ SMEs ใช้ระบบไอทีในธุรกิจอุตสาหกรรม ในโครงการพัฒนาขีดความสามารถอุตสาหกรรมไทยด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศไทย (Enhancing SMEs Competitiveness)EICT ซึ่งความร่วมมือกันครั้งนี้จะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งของ SMEs ไทยและยังช่วยอุดหนุนซอฟต์แวร์ไทยให้มีการใช้งานและจ้างงานมากขึ้น
       
       นายปราโมทย์ วิทยาสุข อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ที่ผ่านมากระทรวงเล็งเห็นถึงความสำคัญในการนำไอทีเข้ามาช่วยลดต้นทุนและเพิ่มศักยภาพผู้ ประกอบการ SMEs ไทย โดยโครงการ EICT จะนำผู้ประกอบการ SMEs จำนวน 100 รายมานำร่องใช้ไอที ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์เฮาส์ไทยล้วนๆมาใช้ในการประกอบธุรกิจ โดยได้คัดเลือกผู้ผลิตซอฟต์แวร์ไทยจำนวน 10 ราย
       
       อย่างไรก็ดีสำหรับโครงการนี้กรมส่งเสริมการส่งออกได้ให้งบประมาณสนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs ที่เข้าร่วมโครงการนำร่องทั้งสิ้น 26 ล้านบาท และคาดว่าการใช้ซอฟต์แวร์ไทยช่วยในการทำธุรกิจจะช่วยให้ SMEs ไทยประหยัดต้นทุนให้ SMEs รายละ 1-3 ล้านบาทต่อปีรวมในโครงการนำร่องเป็นมูลค่าถึง 100-300 ล้านบาท
       
       ทั้งนี้ การดำเนินการโครงการนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการ SMEs นำร่อง 100 ราย มีรายได้รายละ 30 ล้าน ซึ่งรายได้ส่วนนี้จะกลับมาเป็นภาษีแก่รัฐ 3 ล้านบาทต่อ SMEs 1 ราย ทั้งยังจะเกิดการจ้างงานในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ ประมาณ 50 คน และจะสามารถลดการจ้างงานในอุตสาหกรรม SMEs รายละ 5 คนต่อปี เป็นจำนวน 500 คน/ปี
       
       “กระบวนการในการคัดเลือก SMEs และ ซอฟต์แวร์เฮาส์ เข้าร่วมโครงการนั้น จะมีคณะกรรมการฯ จากหน่วยงานต่างๆเป็นผู้พิจารณา อย่างโปร่งใสและยุติธรรม ซึ่งเป็นตัวแทนจาก กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม , ซิป้า , Software Park , มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ , สมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย และผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาต่างๆที่เกี่ยวข้อง”
       
       อย่างไรก็ดี หลังจากครบระยะเวลา 1 ปีของกิจกรรมนี้แล้ว ในปีที่ 2 เป็นต้นไป กิจกรรมดังกล่าวก็สามารถเดินต่อไปได้ ตามกลไกของตลาด กล่าวคือ ซอฟต์แวร์เฮาส์ไทยก็เก็บค่าเช่าใช้ซอฟต์แวร์พร้อมบำรุงรักษารายเดือนจาก SMEs ที่ใช้ระบบ, SMEs ก็ใช้ซอฟต์แวร์ในอัตราค่าใช้จ่ายที่ยอมรับได้ ซึ่งสามารถช่วยให้กิจการมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น และทีโอทีมีรายได้จากการให้บริการด้าน Internet Data Center
       
       นายปราโมทย์ กล่าวต่อว่าในภาพรวมแล้วประเทศไทยได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจน้อยกว่าประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะตัวเลขการส่งออกของประเทศไทยมีตัวเลขลดลงเพียง 6-7 %ในประเทศไทยได้รับผลกระทบทางจิตใจ หากสามารถสร้างความเชื่อมั่นการลงทุนจะช่วยให้ประเทศไทยมีการลงทุนและจับจ่ายในประเทศมากขึ้น
       
       นายวรุธ สุวกร กรรมการผู้จัดการใหญ่ ทีโอที เปิดเผยว่า ทีโอทีได้ลงทุนสำหรับโครงการนี้ 30 ล้าน แบ่งเป็นการลงทุนโครงข่าย 25 ล้านบาท การลงทุนฮาร์ดแวร์ ประมาณ 5 ล้านบาท โดยบริษัทจะมีรายได้จากการเช่าอินเทอร์เน็ต 5 ล้านบาทในปีแรก และมีรายได้จากการให้คำปรึกษา 2 ล้านบาทต่อปี ทีโอทีเชื่อว่าการลงทุนนี้จะส่งผลดีระยะยาวเพราะกรมส่งเสริมการส่งออกจะมีการพัฒนาผู้ประกอบการรุ่นต่อๆไป และ บริษัทอาจจะมีบริการใหม่ในรูปแบบเดียวกันนี้กับธุรกิจอื่นๆ
       
       “ทีโอทีมีความพร้อมทั้งในด้านบริการเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และมีศูนย์บริการข้อมูลอินเทอร์เน็ต (Internet Data Center) ที่พร้อมให้บริการซอฟต์แวร์ผ่านระบบ ASP (Application Service Provider) หรือการใช้โปรแกรมผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และที่สำคัญคือ ทีโอทีให้บริการไอซีทีแบบครบวงจร ICT Solution โดยบุคลากรที่มีความสามารถให้คำแนะนำปรึกษาแก่ SMEs”

ที่มา www.manager.co.th

ทีโอทีแจงศูนย์ ISOC ใช้งบ 43 ล้าน ย้ำเรียกเก็บไอซีทีจนครบ

Saturday, February 21st, 2009

นายวรุธ สุวกร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) หรือ ทีโอที กล่าวว่า กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ไอซีที ได้ตั้งงบประมาณประจำปี 2552 จำนวน 80 ล้านบาท ในการจัดทำศูนย์ความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ต (ISOC: Internet Security Operation Center) โดยว่าจ้างให้ทีโอทีเป็นผู้จัดซื้ออุปกรณ์และซอฟต์แวร์เพื่อติดตั้งภายในศูนย์ฯ ทั้งนี้ ทีโอทีได้ใช้งบประมาณจัดทำห้องดังกล่าวแล้วจำนวน 43.65 ล้านบาท

กรรมการผู้จัดการใหญ่ทีโอที กล่าวต่อว่า รูปแบบการชำระเงินของกระทรวงไอซีทีในการว่าจ้าง จะชำระค่าเช่าเป็นรายเดือน โดยเบื้องต้นขึ้นอยู่กับระยะเวลาการเช่า เช่น กระทรวงเช่าพื้นที่ทีโอทีระยะเวลา 3 ปี จะคิดค่าเช่าเดือนละ 1-2 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทีโอทีได้อัตราค่าเช่าต่อกระทรวงไอซีที ซึ่งสอดคล้องและครอบคลุมกับงบประมาณที่ลงทุนไป โดยกระทรวงไอซีที จะตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาอัตราค่าเช่าที่เหมาะสมให้กับทีโอที โดยคำนึงถึงราคาอุปกรณ์ ค่าดำเนินการติดตั้ง ค่าใช้จ่ายบำรุงรักษา และค่าเช่าบริการเครือข่าย ทั้งนี้ หากกระทรวงไอซีทีต้องการย้ายศูนย์ ISOCไปอยู่ที่ศูนย์ราชการ ทีโอทีสามารถดำเนินการย้ายให้ได้ทันที

นายวรุต กล่าวอีกว่า การลงุทนขยายระบบและติดตั้งอุปกรณ์ศูนย์ความปลอดภัยทางอินเทอร์เน็ต นั้นประกอบด้วย ค่าเช่าบริการเครือข่ายและค่าเช่าศูนย์ Internet Data Center พร้อมเจ้าหน้าที่เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานรับแจ้งเบาะแสและสืบค้นข้อมูล ระบบการใช้งานเพื่อการสืบค้น จำนวน 1 ระบบ ระบบจัดเก็บข้อมูลและสืบค้นข้อมูลเบาะแส พร้อมอุปกรณ์วิเคราะห์กระแสข้อมูล จำนวน 1 ระบบ อุปกรณ์เครือข่าย จำนวน 1 ระบบ และอุปกรณ์รักษาความปลอดภัยทางเครือข่ายของห้องปฏิบัติการฯ จำนวน 1 เครื่อง

 “ปี 2551 ทีโอทีได้ดำเนินการติดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังภัยคุกคามด้านเทคโนโลยีในระยะแรกเสร็จแล้วที่ศูนย์ราชการโดยใช้งบประมาณ 20 ล้านบาท ต่อมามีการเปลี่ยนรัฐมนตรีกระทรวงไอซีที เห็นว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนต้องเปิดศูนย์ ISOC ที่ชั้นไอซีที 2 ตึกทีโอที 9 (ที่ตั้งปัจจุบันของกระทรวงไอซีที) เพื่อให้ปฎิบัติงานได้ 24 ชม.” กรรมการผู้จัดการใหญ่ทีโอที กล่าว

นายวรุต กล่าวด้วยว่า ศูนย์ ISOC จะเก็บฐานข้อมูลเว็บไซต์ที่ผิดกฎหมาย โดยแบ่งออกเป็น 3 ด้านใหญ่ๆ คือ การเฝ้าระวังทางด้านชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เฝ้าระวังทางด้านขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรม และเฝ้าระวังทางด้านเกมออนไลน์ การพนันทางอินเทอร์เน็ต โดยอุปกรณ์ที่ทีโอทีติดตั้งประกอบด้วยจอแสดงข้อมูลหรือภาพขนาดใหญ่ไม่น้อยกว่า 12 ช่องทาง จอแสดงภาพขนาดกลางไม่น้อยกว่า 6 ช่องทาง ระบบควบคุมการแสดงผลและอุปกรณ์การประชุม
 

ข่าวจาก :  ไทยรัฐ

บอร์ด ทีโอที ฟุ้ง สิ้นปี 51รายได้พุ่งกว่า 5 พันล้านบาท

Tuesday, October 28th, 2008

นายธีรวุฒิ บุณยโสภณ ประธานกรรมการ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงรายได้ว่า บ.ทีโอที ประมาณการณ์รายได้ ปี 2551 อยู่ที่ 5.1 หมื่นล้านบาท กำไรสุทธิอ 5.4 พันล้านบาท มากกว่าปี 2550 ที่ผ่านมา 1 พันล้านบาท อย่างไรก็ตาม แม้รายได้ปี 51 จะมากกว่าปี 50 แต่ทางด้านของกำไรยังคงน้อยกว่าปี 50 ที่ผ่านมา เนื่องจากปัจจัยทางเศรษฐกิจที่ตกต่ำ การขึ้นอัตราเงินเดือนของพนักงานอีก 4% บวกกับค่าครองชีพพนักงานคนละประมาณ 1,500 บาท และการเกษียณก่อนอายุ 465 คน ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.)

ปธ.กก.บ.ทีโอที กล่าวต่อว่า ขณะนี้มีจำนวนผู้ใช้บรอดแบรนด์ 6 แสนราย ฟิกไลน์ มีหมายเลขรองรับอยู่ที่ 4.5 ล้านเลขหมาย จำนวนผู้ใช้ปัจจุบัน 3.7 ล้านเลขหมาย สำหรับ กำไรสุทธิไตรมาส 3 ปี 2551 อยู่ที่ 4,300 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นรายได้ที่มาจากการร่วมการงาน(สัมปทาน) เอไอเอส 1.4 หมื่นล้าน (ทรู-ทีทีแอนด์ที 1.6 พันล้าน) ทั้งนี้ คิดเป็นรายได้รวมทีโอที 2.1 หมื่นล้านบาท และส่วนแบ่งสัมปทาน 1.6 หมื่นล้าน รายได้รวม 3.9 หมื่นล้าน ฯลฯ อย่างไรก็ตาม คาดว่าสิ้นปี 2551 นี้ จะมีรายได้ประมาณ 5.1 หมื่นล้านบาท คิดเป็นกำไร 5.4 พันล้านบาท ส่วนปี 2550 ที่ผ่านมี 5 หมื่นล้านบาท คิดเป็นกำไร 6.2 พันล้านบาท ขณะที่รายได้หลัก ได้แก่ ADSL ดาต้าเบส และมัลติมีเดีย

นายธีรวุฒิ กล่าวด้วยว่า ความคืบหน้าแผน Turnaround ที่ได้ปรับปรุง คาดว่าจะสามารถพัฒนาและเพิ่มผู้ใช้บริการให้มากขึ้นกว่าปี 2551 รวมทั้งรายได้ที่จะเพิ่มขึ้นด้วย ส่วนแผน Turnaround เป็นแผนที่คาดการณ์ในปี 2554 ทั้งนี้ ทีโอทียังร่วมกับฝ่ายบริหารพัฒนาแผนกลยุทธ์ธุรกิจ อาทิ โครงการพัฒนาโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3จี บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านโครงข่ายไอพี และโครงการขยายบริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง 1 ล้านพอร์ท คาดว่าจะเป็นแนวทางสร้างรายได้ให้ทีโอทีในอนาคต

โดย : ข่าวไอที

ค่ายโทรคมเร่งทดสอบไวแม็กซ์ก่อนให้บริการ

Wednesday, October 1st, 2008

ดีแทค-ทีโอที รุกทดสอบไวแม็กซ์ หลังจากที่ค่ายทรู-เอสไอเอส ได้ทดสอบกันไปแล้วก่อนหน้านี้ “รอล์ฟ มาตินูเซ่น” ระบุได้ผลเป็นที่น่าพอใจ เหตุที่ใช้ ม.มหาสารคามเป็น พื้นที่ทดสอบ เพราะมีความหลากหลายในการใช้งานเทคโนโลยี มั่นใจพร้อมให้บริการทันทีที่ กทช.อนุญาตหลังจากที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ได้ให้ใบอนุญาตเอกชน 14 รายทดสอบการใช้งาน ชั่วคราวเทคโนโลยีไวแม็กซ์ ซึ่งเป็นการสื่อ สารไร้สายความเร็วสูงระยะไกล บรรยาย ผู้ให้บริการธุรกิจโทรคมนาคมรายใหญ่ต่าง ทยอยกันทดสอบ เพื่อส่งผลศึกษาให้กับ กทช.เพื่อพิจารณาออกกติกาใหม่ ซึ่งน่าจะเป็นต้นปีหน้า

ล่าสุด ดีแทค เพิ่งมีการทดสอบเทคโนโลยีเครือข่ายสื่อสารความเร็วสูงไร้สายไวแม็กซ์ (WiMax) ที่มหาวิทยาลัย มหาสารคาม จังหวัดมหาสารคามไป และ ผลทดสอบ ได้ผลดีสอดคล้องตามมาตรฐาน นับว่าดีแทคนั้นเป็นค่ายใหญ่ที่เพิ่งมา ทดสอบไวแม็กซ์ หลังจากที่ค่ายอื่นๆ ทด สอบไปก่อนหน้านี้แล้ว

รอล์ฟ มาตินูเซ่น รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายเทคโนโลยี บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า บริษัทได้ร่วมมือกับบริษัท หัวเหว่ย เทคโนโลยี จำกัด ทำการ ทดสอบการใช้งานเทคโนโลยีไวแม็กซ์ภาย ในพื้นที่ของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม จังหวัดมหาสารคามเป็นเวลาทั้งสิ้น 180 วัน ซึ่งผลทดสอบออกมาเป็นที่น่าพอใจสอดคล้องกับตามมาตรฐานเทคโนโลยีไวแม็กซ์ โดยอัตราความเร็วในการดาวน์โหลดข้อมูลสูงสุด (Downlink) อยู่ที่ 10 เมกะบิตต่อวินาที และความเร็วการอัพโหลดข้อมูลสูงสุด (Uplink) อยู่ที่ 4 เมกะบิตต่อวินาที

ทั้งนี้การที่ดีแทคเลือกมหาวิทยาลัย มหาสารคามเป็นพื้นที่ทดสอบระบบไวแมกซ์ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่สามารถหา กลุ่มทดลองได้ง่าย อีกทั้งเป็นพื้นที่ที่มีความ หลากหลายในการใช้งานเทคโนโลยี กล่าว คือ เป็นพื้นที่ที่มีผู้ใช้งานหนาแน่นภายในมหาวิทยาลัย และพื้นที่ด้านเปิดโล่งเพื่อการทดสอบพื้นที่การให้บริการ นอกเหนือ จากการทดสอบเพื่อดูประสิทธิภาพของเครื่องลูกข่าย ทั้งแบบ ติดตั้งกับ Notebook และแบบตั้งโต๊ะ ในการทำงานเมื่อมีการเคลื่อนที่ เพื่อศึกษาอัตราความเร็วของการ รับ-ส่งข้อมูลแล้ว ยังรวมถึงการทดสอบความสามารถของเครื่องแม่ข่ายเมื่อเกิดการใช้งานบนเครือข่ายพร้อมกันอีกด้วย

“การทดสอบครั้ง นี้ เราเลือกทดสอบการปฏิบัติการของไวแม็กซ์ที่ความถี่ 2.5 กิกะเฮิรตซ์ (GHz) เนื่องจากเป็นความถี่ที่เป็นมาตรฐานสากล รวมทั้งเป็นความถี่เป้าหมายของบริษัทอินเทล คอร์ป ผู้ผลิต ชิปรายใหญ่ของโลกในการผลิต chipset รุ่นใหม่ในคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กเพื่อรองรับการใช้งานไวแม็กซ์ที่ย่านความถี่นี้โดยเฉพาะ ซึ่ง เป็นการรับประกันถึงฐานลูกค้า ขนาดใหญ่ ของไวแม็กซ์ที่พร้อมจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ และดีแทคก็พร้อมให้บริการในทันทีที่ กทช. จัดสรรคลื่นความถี่ในการ ให้บริการไวแม็กซ์แล้วเสร็จ และพร้อมออกใบอนุญาตแก่บริษัทเอกชน”

ส่วนกลุ่มลูกค้าที่สนใจเทคโนโลยี ไวแม็กซ์ จะเป็นลูกค้าที่ต้องการใช้งานเครือข่ายไร้สายความเร็วสูง เช่น กลุ่มธุรกิจ ท่องเที่ยว โรงแรม และ รีสอร์ตหรู โดยเฉพาะพื้นที่ที่เป็นเกาะท่องเที่ยว และพื้นที่ ตั้งมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ รวมทั้งพื้นที่ที่ยังไม่มีอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงผ่านสาย (fixed broadband) ให้บริการ

โดย : ข่าวไอที

กทช - ทีโอที ทุ่ม 80 ล้าน ทำศูนย์ทางไกลพัฒนาการศึกษาชนบท

Tuesday, September 30th, 2008

นายเศรษฐพร คูศรีพิทักษ์ กรรมการในคณะกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. กล่าวว่า สำนักงาน กทช. ร่วมกับ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) หรือ ทีโอที, มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม (มรม.) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) จัดทำโครงการต้นแบบศูนย์ทางไกลเพื่อพัฒนาการศึกษาและพัฒนาชนบทขึ้น เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงเจริญพระชนมพรรษา  80 พรรษา และให้เป็นต้นแบบในการสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของประเทศไทยด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและโทรคมนาคมในการยกระดับการศึกษาของนักเรียน และบุคลากรทางการศึกษา ร่วมถึงการพัฒนาชนบทในส่วนภูมิภาค

กรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ กล่าวต่อว่า โครงการนำร่องดังกล่าว จัดขึ้นที่โรงเรียนมัธยมศึกษาในพื้นที่จังหวัดมหาสารคามจำนวน 20 แห่ง โดยใช้งบประมาณรวม 80 ล้านบาท มาจาก 2 หน่วยงาน คือ กทช. จำนวน 40 ล้านบาท ในการบริหารจัดการโครงการ เช่น การฝึกอบรม การพัฒนาศักยภาพแก่เด็กนักเรียน ครู ประชาชน และอีก 40 ล้านบาท จากทีโอที ในการลงทุนติดตั้งฮาร์ดแวร์ การดูแลระบบด้านเทคนิค และการดำเนินการติดตั้ง โดยโครงการดังกล่าวมีระยะเวลาในการหวังผล 3 ปี คาดว่าจะแล้วเสร็จในวันที่ 5 ธันวาคม 2551

“จะมีการประเมินผลทุกๆ 3 เดือน โดย กทช. เป็นผู้ควบคุมดูแลติดตามประเมินผลโครงการ ส่วน ทีโอที รับผิดชอบจัดวางโครงข่ายสื่อสารอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงมากกว่า 1-2 Mbit/sec ผ่านข่ายสื่อสาร WiMax, ADSL หรือดาวเทียมไอพีสตาร์ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของพื้นที่บริการ ส่วน มรม.เป็นหน่วยงานหลักประสานงานและดำเนินโครงการในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” นายเศรษฐพร กล่าว

ด้านนายธีรวุฒิ บุญยะโสภณ ประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทีโอที มีแผนที่จะขยายโครงการต้นแบบศูนย์ทางไกลเพื่อพัฒนาการศึกษาและพัฒนาชนบทเข้าสู่พื้นที่ชนบท และพื้นที่ห่างไกลอย่างต่อเนื่อง โดยจะให้มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม เสนอโครงการเข้าสู่กระทรวงศึกษาธิการเพื่อจัดทำให้เป็นโครงการต่อเนื่อง เนื่องจากโครงกานำร่องมีระยะเวลาในการทำเพียง 3 ปี และมีแผนที่จะเสนอของบประมาณกลางอีก 50 ล้านบาท ในการขยายโครงการดังกล่าวเข้าสู่โรงเรียนเพิ่มอีกประมาณ 30-40 แห่ง  

“โครงการนี้เป็นโครงการที่ดีทำให้โรงเรียนที่อยู่ห่างไกลและนักศึกษาในจังหวัดมหาสารคามที่อยู่มากกว่า 5 หมื่นคน จากประชากรในจังหวัดมหาสารคามที่มีประมาณ 9 แสนกว่าคนสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ ถ้าโครงการนี้สามารถของบกลางจากรัฐบาลเพื่อมาต่อยอดโครงการให้มีระยะเวลานานกว่า 3 ปีก็จะมีประโยชน์มาก” ประธานคณะกรรมการ ทีโอที กล่าว

ส่วนนายสุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร เลขาคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) กล่าวว่า สำนักงานได้ข้อมูลผลการทดลองจากผู้ประกอบการทั้ง 14 รายที่ได้รับใบอนุญาตทดลองให้บริการไวแมกซ์ (อินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง) ในเชิงพาณิชย์ครบแล้ว และขณะนี้อยู่ระหว่างการทำแผนคลื่นความถี่และมีแนวโน้มที่จะใช้คลื่นความถี่ในย่าน 2.5 กิกะเฮิร์ต โดยคาดว่าปลายปี 2551 ร่างหลักเกณฑ์ใบอนุญาตไวแมกซ์น่าจะออกมาได้

โดย : ข่าวไอที

ลาก่อน..ไทยโมบาย

Sunday, September 28th, 2008

ทีโอทีอนุมัติปิดไทยโมบาย เตรียมรับโอนงาน 30 กันยายนนี้

กรุงเทพธุรกิจ ออนไลน์ : บอร์ดทีโอทีอนุมัติเลิกกิจการ ไทยโมบาย 30 ก.ย. เตรียมรับโอนภาระงานทั้งหมด พร้อมอนุมัติจ่ายหนี้ เอซีที โมบาย 90 ล้านบาทส่งภาษีสรรพากร จากยอด 800 ล้านบาท ป้องกันถูกปรับ 1.2 ล้านบาทต่อเดือน ทั้งสรุปแนวกรณีขัดแย้ง กสท เสนอรัฐมนตรี

นายระเฑียร ศรีมงคล โฆษกกรรมการ (บอร์ด) บมจ.ทีโอที กล่าวว่า ที่ประชุมบอร์ดเมื่อ 26 ก.ย.มีมติอนุมัติการเลิกกิจการ กิจการร่วมค้าไทยโมบาย วันที่ 30 ก.ย. และจะสรุปภาระงานทั้งหมดของไทยโมบาย เช่น ภาระหนี้สิน, ลูกค้าประมาณ 20,000 ราย, การบริหารจัดการงาน และพนักงานทั้งหมด เพื่อโอนให้ทีโอทีรับผิดชอบต่อไป

ส่วนทิศทางอนาคต กำลังจัดทำข้อมูลเพื่อเสนอบอร์ด คาดว่าจะเหลือทีโอทีทำงานด้านบริหารจัดการ และให้บริการลูกค้า และเอซีที โมบาย ให้บริการด้านระบบและโครงข่าย ซึ่งอาจเปลี่ยนชื่อเป็นทีโอที โมบาย ทั้งหมดนี้ทีโอทีต้องเร่งดำเนินการเพื่อเตรียมรับการโอนคลื่นความถี่ หุ้น และภาระหนี้สินจาก บมจ.กสท โทรคมนาคม

ทั้งคาดว่า ภาระหนี้สินรวมจะไม่เกิน 6 พันล้านบาท แต่กำลังพิจารณาตัวเลขที่ชัดเจน มีเฉพาะหนี้สินค่าเช่าโครงข่าย 800 ล้านบาท ที่ต้องจ่ายให้เอซีที โมบาย ซึ่งจะจ่าย 90 ล้านบาทก่อน เพื่อให้นำไปจ่ายภาษีแก่กรมสรรพากรโดยเร็วที่สุด ไม่เช่นนั้นจะมีค่าปรับ 1.2 ล้านบาทต่อเดือน แต่หนี้สินที่เหลือประมาณ 710 ล้านบาท ยังไม่จำเป็นต้องชำระ เพราะทีโอทีถือหุ้น 100% ในเอซีที โมบายอยู่แล้ว

อีกทั้งบอร์ดได้อนุมัติข้อสรุปเตรียมเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เกี่ยวกับข้อขัดแย้งกับ กสท 2 ประเด็น คือ ค่าเชื่อมโยงโครงข่าย (ไอซี) และค่าแอ็คเซ็สชาร์จ (เอซี) ซึ่งทีโอที เห็นชอบตรงกับ กสท เรื่องเอซี ให้รอศาลเป็นผู้ตัดสิน ส่วนไอซี จะคิดเฉพาะเลขหมายใหม่ที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) อนุมัติ ได้ทำหนังสือแจ้ง กทช. และรอคำสั่งกลับมา

ขณะที่ ประเด็นการลดส่วนแบ่งรายได้บริการโทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศ (ไอดีดี) ทีโอทีต้องการคิดใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2547 แต่มติบอร์ด กสท เห็นชอบจ่ายตั้งแต่ 1 มิ.ย. 2547 ซึ่งมติบอร์ดถือว่ายอมรับได้ โดยมูลค่าจะต่างกันประมาณ 1 พันล้านบาท หาก กสท ไม่จ่าย ทีโอทีจะยื่นเรื่องเข้าสู่กระบวนการระงับข้อพิพาทต่อไป

พร้อมทั้งแต่งตั้งนายสุจินต์ กดทรัพย์ เป็นรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ แทนนายวรุธ สุวกร ที่ลาออกเพื่อทำหน้าที่กรรมการผู้จัดการใหญ่

นอกจากนี้ บอร์ดยังอนุมัติจ่ายเงินค่าบริการตรวจคุณภาพการใช้โครงข่ายไอพีให้บริษัท เพชราวุธ ตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย. 2551 - ก.พ. 2552 เป็นค่าบริการเดือนละประมาณ 4.2 ล้านบาท และอนุมัติเปลี่ยนแปลงเนื้องานโครงการติดตั้งอุปกรณ์ชุมสายและเครือข่ายบรอดแบนด์ให้บริษัทฟอร์ท เหลือ 788 ล้านบาท จากเดิม 849 ล้านบาท

โดย : ข่าวไอที