Posts Tagged ‘’

ฟิลิปส์รีเทิร์นตลาด MP3 ขยายฐานผู้บริโภครุ่นใหม่

Sunday, November 9th, 2008

ฟิลิปส์กลับมารุกตลาดเอ็มพี 3 อีกครั้ง หลังจากเคยเข้ามาทดลองตลาดเมืองไทยเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ทว่าความแปลกใหม่ในขณะนั้นยังไม่เป็นที่แพร่หลายเหมือนเช่นในปัจจุบัน ที่พฤติกรรมการฟังเพลงแบบไฟล์ดิจิตัลเป็นที่นิยมมากขึ้น ตามการเติบโตของคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต ส่งผลให้ฟิลิปส์ไม่ได้ส่งสินค้าเข้ามาทำตลาดอย่างต่อเนื่อง ทว่าหลังการพัฒนาเทคโนโลยี Fullsound สำเร็จ ฟิลิปส์ได้นำมาใช้กับเครื่องเล่นเอ็มพี 3 พร้อมหวนคืนสู่ตลาดเอ็มพี 3 ในเมืองไทย เพื่อขยายฐานลูกค้ารุ่นใหม่ พร้อมตั้งเป้าชิงอันดับที่ 2 ในตลาดจากโซนี่ ในขณะที่ ไอพ็อด ผู้นำตลาดหมายเลขหนึ่งติดลมบนด้วยส่วนแบ่งการตลาดที่ทิ้งขาดจากการดีไซน์สินค้าและการสร้างแบรนด์จนเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นกว่าเครื่องเล่นเอ็มพี 3 ยี่ห้ออื่นๆ
       
        ฟิลิปส์หวนคืนสู่ตลาดเอ็มพี 3 อีกครั้ง หลังจากเมื่อ 4 ปีที่แล้วเคยนำเครื่องเล่นเอ็มพี 3 เข้ามาทำตลาดในเมืองไทย ด้วยการลอนช์สินค้าในกลุ่ม Personal Expression เพื่อเจาะตลาดวัยรุ่น หลังจากที่ก่อนหน้านั้นก็เคยทำตลาดเครื่องเล่นเอ็มพี 3 ภายใต้แบรนด์ RUSH เพื่อเจาะตลาดวัยรุ่นหรือ Youth ที่มีอายุระหว่าง 15-20 ปี ทว่าไม่ประสบความสำเร็จจากการสร้างแบรนด์ดังกล่าว ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการที่ผู้บริโภคยังไม่รู้จักแบรนด์ RUSH อีกทั้งวัยรุ่นเป็นกลุ่มที่ต้องการการยอมรับในกลุ่มสูง ดังนั้นการเลือกใช้สินค้าที่มีแบรนด์เป็นที่รู้จักจึงเป็นพฤติกรรมที่ไม่อาจมองข้าม การกลับมาช่วงชิงตลาด Youth ในครั้งนั้นบริษัทจึงใช้แบรนด์ฟิลิปส์เอง ซึ่งอาจจะทำให้บุคลิกของแบรนด์ดูแปลกไป เนื่องจากที่ผ่านมาภาพของฟิลิปส์เป็นสินค้าสำหรับครอบครัวมากกว่าเป็นสินค้าวัยรุ่น แต่อย่างไรเสียก็ยังดีกว่าเอาแบรนด์ที่ผู้บริโภคไม่รู้จัก ไม่ยอมรับมาทำตลาด เหมือนเช่น RUSH ที่ไม่สามารถแจ้งเกิดได้
       
        การกลับมาสู่ตลาดเอ็มพี 3 ในครั้งนี้ ฟิลิปส์มาพร้อมกับเทคโนโลยี Fullsound ที่สามารถคืนความสำบูรณ์ให้กับการฟังเพลงอย่างมีอรรถรสเหมือนการฟังจากเครื่องเสียงชุดใหญ่ ที่สามารถแยกเสียงอุปกรณ์ดนตรีและเสียงร้องออกจากกัน ซึ่งแตกต่างจากเครื่องเล่นเอ็มพี 3 ทั่วไป ที่ให้เสียงดนตรีได้ไม่สมบูรณ์เหมือนต้นฉบับเนื่องจากการบีบอัดไฟล์เพลงดิจิตัลให้มีขนาดเล็กลงทำให้ความสมบูรณ์ขาดหายไปด้วย ส่งผลให้ตลาดมีโอกาสเติบโตมากขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านี้ เครื่องเล่นเอ็มพี 3 และเอ็มพี 4 นอกจากจะต้องแข่งขันกันเองแล้ว ยังโดนโทรศัพท์มือถือที่พัฒนาฟีเจอร์หลากหลายทั้งดูหนัง ฟังเพลง ถ่ายคลิป ได้เข้ามีชิงตลาด แต่การมีฟังก์ชั่นที่ให้อรรถรสในการฟังที่แตกต่างจากเครื่องเล่นเอ็มพี 3 ในอดีตจะช่วยสร้างความแตกต่างและยังเป็นการแบ่งเซกเมนต์ของตลาดตามคุณภาพของเครื่องเล่นเอ็มพี 3
       
        ก่อนหน้านี้ ซัมซุง ได้มีการลอนช์เครื่องเล่นเอ็มพี 3 ที่มาพร้อมกับดีไซน์ รุ่น “เอส2” ที่ใช้ดีไซน์หินชายหาด Pebble โดยมีความจุ 1 กิกะไบต์ มีให้เลือก 5 สี ได้แก่ สีดำ, สีขาว, สีเขียว, สีชมพู และสีม่วง โดยมีระดับราคาอยู่ที่เครื่องละ 1,790 บาท พร้อมกับการทำกิจกรรมการตลาดภายใต้แนวคิด “ประสบการณ์ไร้พรมแดน” โดยเมื่อปีที่ผ่านมาซัมซุงได้พัฒนาลำโพงสเตอริโอแบบบิวท์-อิน ที่เปลี่ยนเครื่องเล่นเอ็มพี 3 ซัมซุง K5 ไปสู่การเป็น mini music box พร้อมรุกตลาดเอ็มพี 3 ระดับพรีเมี่ยม มีหน่วยความจุตั้งแต่ 1-4 กิกะไบต์ โดยวางจำหน่ายในราคา 4,490-7,490 บาท
       
        ในขณะที่โซนี่ เน้นการจัดกิจกรรมเพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เป็นวัยรุ่น โดยกิจกรรมส่วนใหญ่จะเป็นรูปแบบแคมปัสทัวร์ร่วมกับพันธมิตรเช่น ดั๊บเบิ้ลเอ และสนุกดอทคอม โดยชูจุดเด่นในเรื่องของคุณภาพเสียง การใช้งานง่าย และดีไซน์ที่หลากหลาย ที่มาพร้อมกับฟังก์ชันเสริมอย่างบลูทูธ ปัจจุบันโซนี่มีเครื่องเล่น เอ็มพี 3 และ เอ็มพี 4 รวม 4 ซีรีส์ มีราคาตั้งแต่ 1,990 บาท ไปจนถึง 7,990 บาท ความจุตั้งแต่ 1-8 กิกะไบต์ โดยโซนี่เชื่อว่ากิจกรรมการตลาดจะเป็นช่วยทำให้บริษัทสามารถผลักดันยอดขายให้สูงขึ้น
       
        Bring your up MP3 Music to life หรือ “ปฏิวัติ…เสียงดนตรี ในรูปแบบ MP3 ให้มีชีวิต ชีวา น่าฟัง” เป็นคอนเซปต์ที่ฟิลิปส์ใช้ในการทำการตลาดในครั้งนี้ โดยยังคงเน้นการสร้างประสบการณ์ให้ผู้บริโภคได้สัมผัสก่อนตัดสินใจซื้อ ด้วยการเทียบคุณภาพกับสินค้าของคู่แข่ง
       
        การเจาะตลาดผู้บริโภครุ่นใหม่เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ฟิลิปส์ มีการปูพรมสินค้าหลายหมวดหมู่ ไม่เพียงแต่เอ็มพี 3 แต่ยังมีโทรศัพท์มือถือ กล้องดิจิตัลขนาดเล็ก แต่ด้วยการแข่งขันที่รุนแรงในแต่ละตลาดทำให้การทำตลาดในกลุ่ม Personal Expression ห่างหายไป ซึ่งในการกลับมาเจาะตลาดผู้บริโภครุ่นใหม่ในครั้งนี้ ฟิลิปส์เน้นเครื่องเล่นเอ็มพี 3 เอ็มพี 4 เป็นหลัก โดยมีการลอนช์เครื่องเล่นเอ็มพี 3 และเอ็มพี 4 ฟิลิปส์ โกเกียร์ (Philips GoGear) มากถึง 25 รุ่นในปีนี้ โดยมีระดับราคาตั้งแต่ 1,590-5,290 บาท ครอบคลุมทั้งรุ่นธรรมดาที่ฟังแต่เพลง รุ่นที่บันทึกได้ จนไปถึงรุ่นที่สามารถดูหนังได้ ด้วยความจุตั้งแต่ 1-4 GB โดยฟิลิปส์วางระดับราคาที่หลากหลายโดยจะใกล้เคียงกับคู่แข่งระดับแบรนด์เนมในแต่ละระดับ ซึ่งนอกจากเทคโนโลยี Fullsound แล้ว ฟิลิปส์ยังมีเทคโนโลยีบลูทูธ โดย 1 รุ่นจะสามารถใช้เป็นตัวรับสัญญาณบลูทูธ ฟังเพลง และรับโทรศัพท์มือถือได้ ขณะที่อีก 1 รุ่นสามารถส่งสัญญาณไปยังชุดเครื่องเสียงเพื่อฟังเพลงผ่านลำโพงได้
       
        ทั้งนี้แนวโน้มตลาดความบันเทิงได้เปลี่ยนมาเป็นรูปแบบของไฟล์ดิจิตัล และความสะดวกในการพกพาไปในทุกที่มากขึ้น ทว่าปัจจุบันตลาดกลับไม่มีการเติบโตเท่าที่ควร เนื่องจากไม่มีลูกเล่นหรือฟีเจอร์ใหม่ๆ โดยปัจจุบันตลาดเครื่องเล่นเอ็มพี 3 เอ็มพี 4 มีมูลค่า 1,500 ล้านบาท คิดเป็นปริมาณความต้องการ 500,000 เครื่อง มีการเติบโตเพียงปีละ 3-5% เท่านั้น โดยตลาดแบ่งออกเป็น 2 เซกเมนต์หลักคือ ตลาดแบรนด์เนมซึ่งมีราคาตั้งแต่ 2,000 บาทขึ้นไป และตลาดแบรนด์จีนที่มีราคาต่ำกว่า 2,000 บาทลงมา ซึ่งในเชิงปริมาณ ทั้ง 2 ตลาดมีสัดส่วนที่เท่ากันคือ 50:50 แต่เชิงมูลค่าตลาดแบรนด์เนมมีสัดส่วนที่สูงกว่า โดยปัจจุบันฟิลิปส์อยู่อันดับที่ 3 ในตลาดโดยมีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มจาก 5% เมื่อปีที่แล้วเป็น 9% ในปัจจุบัน ซึ่งบริษัทตั้งเป้าว่าจะสามารถเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดเป็น 12% ในปีหน้า ซึ่งจะทำให้ฟิลิปส์มีโอกาสชิงอันดับที่ 2 ในตลาดซึ่งปัจจุบันเป็นของโซนี่ ขณะที่ผู้นำตลาดอย่างไอพ็อด มีส่วนแบ่งการตลาดทิ้งห่างถึง 30%
       
        ด้วยสัดส่วนการตลาดที่ยังน้อยประกอบกับการมีฟีเจอร์ใหม่อย่าง Fullsound และ บลูทูธ ให้ฟิลิปส์เชื่อมั่นว่าจะสามารถขยายตลาดได้ โดยในอนาคตฟิลิปส์ยังมีแผนที่จะพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ๆเข้ามาสร้างสีสันในตลาดเครื่องเล่นเอ็มพี 3 และเอ็มพี 4 เช่น ฟีเจอร์ที่เกี่ยวกับการตรวจวัดสุขภาพของผู้บริโภค ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าและผลักดันให้ตลาดมีการเติบโตหลังจากที่ก่อนหน้านี้มีแนวโน้มว่าตลาดจะหดตัว
       
        นอกจากฟิลิปส์จะใช้เทคโนโลยีที่เหนือกว่าคู่แข่งในราคาที่เท่ากันแล้ว ฟิลิปส์ยังมีการขยายช่องทางจำหน่ายเครื่องเล่น เอ็มพี 3 และเอ็มพี 4 โกเกียร์ เข้าสู่ร้านค้าไอที พร้อมด้วยกิจกรรมการตลาดอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการเจาะกลุ่มลูกค้าที่นิยมฟังเพลงออนไลน์ด้วยการเป็นสปอนเซอร์ให้กับเว็บไซต์หูเทพ www.huulnw.com เพื่อเป็น Music Community ของกลุ่มคนรักเสียงเพลงซึ่งจะทำให้เกิด Word of Mouth ในการบอกต่อสู่เพื่อนเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของฟิลิปส์ นอกจากนี้ยังมีการทำกิจกรรมโรดโชว์ในมหาวิทยาลัย และห้างสรรพสินค้าเพื่อสร้างประสบการณ์ในการฟังเพลงเอ็มพี 3 Fullsound และเป็นการขยายฐานไปสู่ผู้บริโภครุ่นใหม่
       
        “Music Community ในโลกออนไลน์เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์การตลาดที่ทำให้ฟิลิปส์สามารถสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายโดยตรงคือกลุ่มวัยรุ่นและคนรุ่นใหม่ โดยฟิลิปส์วางแผนที่จะโปรโมตกิจกรรมต่างๆควบคู่ไปกับการจัด roadshow ในมหาวิทยาลัยและห้างสรรพสินค้าชั้นนำ เพื่อให้ผู้บริโภคได้มีโอกาสสัมผัสถึงประสบการณ์และคุณภาพของเสียงดนตรีที่สมบูรณ์แบบจากเครื่องเล่นฟิลิปส์ MP3 “Philips GoGear” ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี FullsoundTM อย่างแท้จริงก่อนการตัดสินใจซื้อ เพื่อสร้าง Consumer Experience Marketing strategy นอกจากนี้ยังประชาสัมพันธ์กิจกรรม “Huulnw Contest with Philips GoGear” ผ่านทางเว็บไซต์ sanook.com, siamphone.com kapook.com และ fatdegree.com” สุวสิต วิทยวิจักษณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด กลุ่มธุรกิจคอนซูเมอร์ไลฟ์สไตล์ ฟิลิปส์อิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) กล่าว

โดย : ข่าวไอที

โซนี่ เมินทำตลาดโน้ตบุ๊กสายพันธุ์ใหม่

Tuesday, October 28th, 2008

โซนี่เมินลุยตลาดเน็ตบุ๊ก หรือโน้ตบุ๊กสายพันธุ์ใหม่ ขอ เวลาศึกษาและจับตาดูผลตอบรับ ของตลาดก่อนว่ามีมากน้อยแค่ไหน ก่อนตัดสินใจ ด้านเลอโนโวเริ่มปูพรม ลุยเต็มสูบประเดิมวางเน็ตบุ๊กในงานคอมเวิลด์ หวังยอดขายเดือนละ 5,000 เครื่อง “อัสซุส” มั่นใจปีหน้าขายได้เดือนละ 8,000 เครื่อง

นางสาวนพวรรณ โชติภาวัต รอง ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายสื่อสารการตลาด บริษัท โซนี่ไทย จำกัด กล่าวถึงการทำตลาดโน้ตบุ๊กแบบพกพาขนาดเล็กหรือเน็ตบุ๊กที่ใช้ชิปใหม่ของอินเทลที่ชื่อ “อะตอม” ว่าอยู่ระหว่างศึกษารายละเอียดของสินค้าว่าจะออกมาในลักษณะใดเนื่องจากโน้ตบุ๊ก กลุ่มนี้เหมาะสำหรับใช้ในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตและขาดฟังก์ชั่นการใช้งานด้านความบันเทิงอื่นๆ เช่น ดูหนัง เนื่องจากไม่มีเครื่องอ่านข้อมูลหรือไดรฟ์

ส่วนผลกระทบจากสิ้นกลุ่มนี้ว่าคงไม่เกิดขึ้นเนื่องจากโน้ตบุ๊กกลุ่มนี้เจาะกลุ่ม คนที่ต้องการซื้อโน้ตบุ๊กตัวที่ 2 เจาะคนที่ต้องการอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตที่พกพาสะดวก และง่ายต่อการใช้งาน ขณะ ที่โน้ตบุ๊กที่โซนี่ขายนั้นเหมาะสำหรับคน ที่ใช้งานอุปกรณ์ได้แบบครบถ้วนภายในเครื่องเดียว

เน็ตบุ๊กเป็นโน้ตบุ๊กสายพันธุ์ใหม่ที่เหมาะสำหรับพกพาเพื่อใช้เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต ตอนนี้มีผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ 2 รายที่นำสินค้ากลุ่มนี้เข้ามาขายได้แก่ บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ และบริษัท อัสซุสเทค คอมพิวเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด รวมถึงผู้ค้าคอมพิวเตอร์ของไทยอย่าง บริษัท สุพรีม ดิสทริบิวชั่น (ไทยแลนด์) จำกัด และบริษัท เอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน)

ด้านนายภิญโญ สงวนเศรษฐกุล ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท เลอโนโว (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า เลอโนโวนำเน็ตบุ๊กมาขายครั้งแรกในงาน “คอมเวิล์ด 2008” เป็นเน็ตบุ๊ก ขนาดจอกว้าง 10 นิ้ว ขายราคา 16,800บาท ทำให้เลอโนโวเป็นบริษัทที่ 5 ในการทำตลาสินค้ากลุ่มนี้ เลอโนโวตั้งเป้าขายเน็ตบุ๊กเดือนละ 5,000 เครื่อง และคาดว่าจนถึงสิ้นปีนี้จะขายเน็ตบุ๊กได้ 10,000 เครื่อง

ทั้งนี้ เลอโนโวต้องการเปิดตลาดใหม่เป็นการขยายฐานลูกค้าให้มีเพิ่มมากขึ้น การที่เลอโนโวเลือกทำตลาดช่วงนี้เพราะเน็ตบุ๊กพัฒนาสเปกน่าดึงดูดใจมาก กว่าช่วงแรกมาก ทำให้เลอโนโวคาดว่าสินค้ากลุ่มนี้จะทำให้เลอโนโวมีส่วนแบ่งการตลาดโน้ตบุ๊กเพิ่มขึ้นอีก 20%

อัสซุส ขาย 8,000 เครื่องปีหน้า

นายพรเทพ วัชรอำนวย กรรมการผู้จัดการ บริษัท อัสซุสเทค คอมพิวเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยถึงสถานการณ์และแนวโน้มของตลาดเน็ตบุ๊กหรือ Eee PCว่า อัสซุสเป็นผู้นำที่นำเข้าเน็ตบุ๊กซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์พกพาขนาดเล็กมีน้ำหนักไม่เกิน 1,000 กรัม เป็นรายแรกของตลาดไอทีในประเทศ ตั้งแต่เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งในปัจจุบันนี้แนวโน้มของ ตลาดนั้นได้มีการเริ่มนำเข้าเน็ตบุ๊กของผู้จำหน่ายอีกหลายราย ทำให้สถานการณ์ในตอนนี้มีการแข่งขันที่สูงขึ้น

โดยที่ส่วนใหญ่ผู้จำหน่ายจะใช้จุดเด่นในเรื่องราคามาแข่งขันกัน ซึ่งเน็ตบุ๊ก มีราคาที่ถูกมากเมื่อเทียบกับคอมพิว เตอร์โน้ตบุ๊ก และยังสามารกพกพาได้สะดวกกว่า โดยอัสซุสเราจะเน้นในเรื่องของคุณภาพ ดีไซน์ การสร้างนวัตกรรมรูปแบบใหม่ในสินค้าของเราเพื่อที่จะเจาะกลุ่มตลาดของลูกค้า ซึ่งจะอยู่ในวัยของนักเรียน นักศึกษา และคนวัยทำงาน ซึ่งมีแนวโน้มของตลาดที่จะเพิ่มสูงขึ้นอีกเรื่อยๆ โดยในปัจจุบันนี้อัตราการเติบโตของเน็ตบุ๊กอยู่ที่ประมาณ 20% ของโน้ตบุ๊ก แต่คาดว่าจะการเติบโตเพิ่มขึ้นอีก ซึ่ง สาเหตุนั้นอาจเป็นเพราะเรื่องราคา ความ สะดวกในการพกพา

ทั้งนี้ ในขณะนี้อัสซุสได้ร่วมมือกับ เอไอเอส เปิดตัวเน็ตบุ๊กที่สามารถใส่ซิม แอร์การ์ดได้ เพื่อเป็นการต่อยอดทางธุรกิจร่วมกับเอไอเอส โดยเน้นที่จะเจาะกลุ่มลูกค้าในธุรกิจ SMEs ซึ่งเป็นผู้ประกอบการในกลุ่มธุรกิจรายย่อย ซึ่งจะมีการจัดโปรโมชั่นร่วมกับเอไอเอสในการใช้งานอินเตอร์เน็ตบนเน็ตบุ๊ก โดยคาดว่าจะได้รับความสนใจจากกลุ่มลูกค้าในตรงนี้ เนื่องจากสามารที่จะตอบโจทย์ของผู้ประกอบการกลุ่มนี้ได้ ด้วยราคาที่สามารถ รับได้ ซึ่งหากมองในอดีตนั้นเคยมีการเปิดตัวโน๊ตบุ๊กที่สามารถใส่ซิมการ์ดได้ แต่ มีราคาที่แพงมากโดยราคาอยู่ที่ 80,000 ซึ่งเน็ตบุ๊กรุ่นที่สามารถใส่ซิมการ์ดได้มี ราคาที่ถูกกว่ามาก โดยอยู่ที่ประมาณ 17,000 บาท ซึ่งทำให้ลูกค้าในกลุ่มธุรกิจขนาดเล็กนี้สามารถเป็นเจ้าของได้

อย่างไรก็ตาม ทางด้านยอดขายเน็ต บุ๊กนั้น ในปัจจุบันนี้อัสซุสมียอดขายของเครื่อง Eee PC อยู่ที่ประมาณ 3,000- 5,000 เครื่องต่อเดือนซึ่งคิดเป็นมูลค่าประมาณ 50-80 ล้านบาท และคาดว่าใน ปีหน้านี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 8,000 เครื่อง โดยอัสซุสได้เน้นในเรื่องของนวัตกรรมที่จะก้าวข้ามขั้นขึ้นไปกว่าเน็ตบุ๊กตัวที่มีอยู่ในตลาดอยู่แล้ว ซึ่งคาดว่าตัวของนวัตกรรม การออกแบบดีไซน์ และคุณภาพของตัวสินค้านี้จะสามารถเป็นตัวที่เพิ่มยอดขายของอัสซุสให้ถึงยอดที่ตั้งเป้าไว้ได้

โดย : ข่าวไอที

ยักษ์ใหญ่คอลเซ็นเตอร์ญี่ปุ่นรุกตลาดไทย

Tuesday, September 30th, 2008

นายทัตซึฮิโตะ มูระมัทซึ กรรมการบริหาร บริษัท ทรานสคอสมอส (ไทยแลนด์) จำกัด บริษัทในเครือของทรานสคอสมอส ประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทได้เข้ามาดำเนินธุรกิจบริการคอลเซ็นเตอร์ในประเทศไทย โดยเปิดให้บริการ 3 ภาษา ได้แก่ ไทย, ญี่ปุ่น และอังกฤษ ซึ่งบริษัทจะเน้นให้บริการด้วยคุณภาพที่เท่ากัน แต่มีราคาที่ถูกกว่า ปัจจุบันบริษัทมีพนักงานให้บริการคอลเซ็นเตอร์ทั้งหมด 60 ที่นั่ง ภายในปี 2552 จะเพิ่มอีก 200 ที่นั่ง และภายใน 5 ปีจะเพิ่มเป็น 500 ที่นั่ง

ทั้งนี้ ในช่วงแรกบริษัทจะเข้าไป ทำตลาดในกลุ่มบริษัทญี่ปุ่นที่ทำธุรกิจ ในไทยก่อน จากนั้นจึงจะเข้าไปทำตลาดกลุ่มบริษัทคนไทย โดยเน้นไปที่กลุ่มลูกค้าภาคธุรกิจการเงิน (Finance) ซึ่งในประเทศไทยมีบริษัทญี่ปุ่นที่ทำธุรกิจทางด้านการเงินประมาณ 10-20 บริษัท อีกทั้งบริษัทจะมุ่งไปยังบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยีการสื่อสาร (ไอที) โดยบริษัทตั้งเป้าหมายจะสามารถก้าวสู่อันดับ 1 ของผู้ให้บริการคอลเซ็นเตอร์ในประเทศไทย โดยภายในระยะเวลา 5 ปีนี้ บริษัทคาดว่าจะมี รายได้รวม 330 ล้านบาท โดยมากว่า 50% จะมาจากกลุ่มลูกค้าธุรกิจการเงิน คิดเป็นส่วนแบ่งทางการตลาดประมาณ 20% ของตลาดรวม

นายทัตซึฮิโตะ กล่าวว่า ตลาดไฟแนนซ์มีอัตราการใช้คอลเซ็นเตอร์สูงมาก แต่บริษัทที่ใช้เอาต์ซอร์ส ในไทยเมื่อเทียบกับญี่ปุ่นยังมีน้อย มาก ดังนั้น ตลาดในไทยจึงมีโอกาส การเติบโตอีกเป็นจำนวนมาก โดยในไทยมีการใช้บริการเอาต์ซอร์สคอลเซ็นเตอร์ 10-11% แต่ในญี่ปุ่นใช้เอาต์ซอร์สถึง 30% ซึ่งการใช้บริการเอาต์ซอร์สนั้น หากมีการระบบระเบียบที่ดี ก็สามารถลดต้นทุนได้มากกว่า 30%

โดย : ข่าวไอที

SAMART ส่ง SENSE รุกตลาดพีดีเอโฟน

Tuesday, September 30th, 2008

นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการ บริษัท สามารถโมบาย เซอร์วิสเซส จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อเจาะกลุ่มตลาดลูกค้าระดับพรีเมี่ยม ภายใต้ชื่อ SENSE โดยเปิดตัวพีดีเอโฟนรุ่นแรกคือ SENSE 80 ซึ่งมีคุณสมบัติที่เหนือกว่าพีดีเอโฟนที่ใช้หน้าจอระบบสัมผัสในตลาดทั่วไป เนื่อง จาก SENSE 80 มีฟังก์ชั่นการใช้งานด้วย ระบบปฏิบัติการ วินโดว์โมบาย 6.1 และ แอพพลิเคชั่นมากถึง 23 ประเภท ซึ่งพัฒนา ขึ้นโดย เบรน ซอร์ส (Brain Source) ผู้นำ ด้านการพัฒนาคอนเทนต์และแอพพลิเคชั่นที่สมบูรณ์แบบเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่ครบครันเพื่อตอบสนองความต้องการ ในกลุ่มผู้ใช้ ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มของคนวัยทำงานและกลุ่มวัยรุ่นหรือนักศึกษา

สำหรับคุณสมบัติเด่นนั้น SENES 80 ควบคุมการใช้งานด้วยระบบสัมผัสและสามารถจัดแอพพลิเคชั่นที่ใช้บ่อยในเมนู หน้าจอได้ ซึ่งมีแอพพลิเคชั่น 23 ประเภท เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้ที่แตกต่างกันไป เช่น Goft GPS ซึ่งมีข้อมูลของ สนามกอล์ฟ 10 สนามชื่อดังตลอดจนถึงจำนวนหลุมและไลน์ในการเล่น ,Traffic GPS รายงานผลข้อมูลการจราจรด้วยการ แสดงผลแบบครอบคลุมทั้งถนนและแยกสำคัญกว่า 300 แยกทั่วกรุงเทพฯ

โดยสามารถใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ GPS ได้โดยตรง, EDT Guide บริการข้อมูลกินดื่ม เที่ยวซึ่งครอบคลุมร้านอาหารสถานที่ท่องเที่ยวและสิ่งที่ต้องการในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ ยังมีฟังก์ชั่นมัลติมีเดียครบครัน เช่น กล้องดิจิตอล 2 ล้านพิกเซล วิทยุ FM เครื่องเล่น MP3 บันทึกและเล่นวิดีโอ และ คุณสมบัติรองรับ WAP 2.0 /GPRS/EDGE/ GPS/Wi-Fi WLAN 802.11 b/g และบลูทูธ 2.0 พร้อมการ์ดหน่วยความจำขนาด 2GB โดยมีราคาอยู่ที่ 12,900 บาท

นายวัฒน์ชัย ยังกล่าวอีกว่า ทางบริษัทได้ร่วมมือกับทรูมูฟ เพื่อจัดแพ็กเกจ พิเศษ TrueMove hi-speednet 4-in-1เพื่อสามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยบริษัทได้ใช้งบประมาณกว่า 25 ล้านบาท สำหรับใช้ในกิจกรรมทางการ ตลาด เพื่อการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ พร้อมวางแผนสร้างแบรนด์ SENES ให้มีคาแร็กเตอร์ที่ชัดเจน และแตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ ในตลาด ซึ่งทางบริษัทคาดว่าจะสามารถทำยอดขาย SENES 80 ได้เดือนละประมาณ 2,000 เครื่อง และมียอดขายรวมกว่า 10,000 เครื่อง ภาย ในสิ้นปีนี้ เนื่องมาจากการที่ตลาดพีดีเอโฟนภายในประเทศมีอัตราที่เติบโตอย่างรวดเร็วจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

โดย : ข่าวไอที

ปูพรม เดลล์ช็อป 20แห่ง ค่ายยักษ์ดาหน้าส่ง เน็ตบุ๊ก เขย่าตลาด

Monday, September 29th, 2008

“เดลล์” เดินเกมรุกตลาดคอนซูเมอร์ เปิดแบรนด์ช็อปกว่า 20 แห่งภายในปีนี้ ชูจุดแข็งสามารถสั่งประกอบเครื่องตามสเป็กที่ต้องการได้ ล่าสุดส่ง “เน็ตบุ๊ก” Mimi 9″ 8.9 นิ้ว ราคา 1.2 หมื่นบาทเขย่าตลาด ฟาก “ฟูจิตสึ” ปรับแผนปูพรมสินค้ารุ่นเมนสตรีม 3-4 หมื่นบาท รับมือสภาพเศรษฐกิจ
นายอโณทัย เวทยากร ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท เดลล์ คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า จากนโยบายที่ต้องการรุกตลาดคอนซูเมอร์ของเดลล์ และจำหน่ายสินค้าผ่านตัวแทนจำหน่าย 100% ล่าสุดเดลล์ได้แต่งตั้งดิสทริบิวเตอร์หลัก คือ บริษัท อินแกรม ไมโคร จำกัด จากเดิมที่มีเวลเทค และร้านคอมเซเว่น เป็นผู้แทนจำหน่าย ส่งผลให้เดลล์มีตัวแทนจำหน่ายกว่า 300 แห่งทั่วประเทศ

นอกจากนี้ เดลล์ได้ร่วมมือกับคู่ค้าเปิด “เดลล์ คอนเซ็ปต์ สโตร์” 5 แห่ง คือ เซียร์รังสิต, ไอทีมอลล์ และพันธุ์ทิพย์ พลาซ่า ทั้ง 3 แห่ง คาดว่าจะเปิดภายในเดือนตุลาคมนี้ จากนั้นเฟสต่อไปจะขยายไปตามศูนย์การค้าต่างๆ และหัวเมืองหลักๆ โดยคาดว่าสิ้นปีจะเปิดได้ 20 แห่ง

ภายในเดลล์ คอนเซ็ปต์ สโตร์ นอกจากจะขายคอมพิวเตอร์สำหรับคอนซูเมอร์แล้ว ยังให้ลูกค้าสามารถสั่งพีซีและโน้ตบุ๊กประกอบตามสั่งได้ สินค้าผลิตจากโรงงานในปีนัง พร้อมรับสินค้าภายใน 7 วันทำการ นับเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่มีโมเดลการสั่งประกอบเครื่องภายในร้านเดลล์ช็อป ต่อจากอินเดีย

“โมเดลธุรกิจเดลล์เปลี่ยนจากขายตรงมาผ่านตัวแทนจำหน่าย แต่จุดยืนของเดลล์ คือการประกอบตามสั่ง แม้สินค้ากลุ่มคอนซูเมอร์จะมีโมเดลที่วางขายอยู่แล้ว การเปิดเดลล์ช็อปจะช่วยให้ลูกค้าเดินเข้าไปสั่งสินค้าได้เอง รวมทั้งยังทำให้คอนซูเมอร์รู้จัก แบรนด์เดลล์มากขึ้น”

โดยไตรมาส 2 เดลล์มีส่วนแบ่งในตลาดคอนซูเมอร์โน้ตบุ๊กประมาณ 3-4% และส่วนแบ่งโน้ตบุ๊กกลุ่มคอร์ปอเรต 25% โดยเดลล์ตั้งเป้ามียอดขายโน้ตบุ๊กเป็นอันดับ 1 ในตลาดคอนซูเมอร์

ล่าสุดเดลล์เปิดตัว Inspiron Mini 9″ สีขาว หน้าจอขนาด 8.9 นิ้ว โปรเซสเซอร์อะตอม 1.6 GHz ระบบปฏิบัติการ windows XP ฮาร์ดไดรฟ์ (SSD) ขนาด 8 GB RAM ขนาด 1 GB ราคา 12,190 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) พร้อมบริการออน ไซต์เซอร์วิส 1 ปี และอนาคตจะนำรุ่นสีดำ ที่มีช่องรองเสียบซิมการ์ด วางจำหน่ายในเดือนตุลาคม ราคาประมาณ 19,000 บาท

พร้อมกันนี้ได้เปิดตัว แล็ปทอป Studio 15 ขนาด 15.4 นิ้ว เจาะตลาดระดับกลาง อินเทล คอร์ ทู ดูโอ ระบบปฏิบัติการ วินโดวส์ วิสต้า เน้นดีไซน์สีสัน ราคาเริ่มต้น 34,990 บาท

ด้านนางสาววรสชา สาระสุรีย์ภรณ์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย ฝ่ายผลิตภัณฑ์ พีซี ฟูจิตสึ ซิสเต็มส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า แม้ว่าตลาดรวมจะชะลอตัว แต่ครึ่งปีแรกยอดขายฟูจิตสึมีอัตราการเติบโต 60% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา เพราะได้เปิดตัวสินค้าใหม่กว่า 10 รุ่น มากกว่าปีที่ผ่านมาเกือบเท่าตัว พร้อมกับเพิ่มสินค้าในระดับเมนสตรีมราคา 3-4 หมื่นบาท ที่มีฟีเจอร์การใช้งานที่คุ้มค่าเข้ามาเสริมตลาดมากขึ้น จากเดิมที่เน้นในตลาดพรีเมี่ยม โดยในไตรมาส 4 จะเปิดตัวโน้ตบุ๊กขนาด 14 นิ้ว รวมถึงเน็ตบุ๊กระดับราคาประมาณ 2-2.5 หมื่นบาท ซึ่งถือเป็นราคาสินค้าที่ต่ำที่สุดของฟูจิตสึเท่าที่เคยทำตลาดมา

ล่าสุด ฟูจิตสึ เปิดตัวไลฟ์บุ๊ค U210 ผสมผสานระหว่างแท็บเลต โน้ตบุ๊กและพีซีมือถือ ขนาด 5.6 นิ้ว แพลตฟอร์มอินเทล เซ็นทริโน อะตอม 1.6 GHz พร้อมระบบ จีพีเอส ราคา 45,900-49,900 บาท เจาะกลุ่มเด็กนักเรียนที่มีกำลังซื้อสูง และนักธุรกิจ

โดยปีนี้ฟูจิตสึตั้งเป้ายอดขาย 600-700 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 100% และมีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 2% จากตลาดรวมประมาณ 1 ล้านเครื่อง

โดย : ข่าวไอที

SAMART ส่ง SENSE รุกตลาดพีดีเอโฟน

Sunday, September 28th, 2008

นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการ บริษัท สามารถโมบาย เซอร์วิสเซส จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อเจาะกลุ่มตลาดลูกค้าระดับพรีเมี่ยม ภายใต้ชื่อ SENSE โดยเปิดตัวพีดีเอโฟนรุ่นแรกคือ SENSE 80 ซึ่งมีคุณสมบัติที่เหนือกว่าพีดีเอโฟนที่ใช้หน้าจอระบบสัมผัสในตลาดทั่วไป เนื่อง จาก SENSE 80 มีฟังก์ชั่นการใช้งานด้วย ระบบปฏิบัติการ วินโดว์โมบาย 6.1 และ แอพพลิเคชั่นมากถึง 23 ประเภท ซึ่งพัฒนา ขึ้นโดย เบรน ซอร์ส (Brain Source) ผู้นำ ด้านการพัฒนาคอนเทนต์และแอพพลิเคชั่นที่สมบูรณ์แบบเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่ครบครันเพื่อตอบสนองความต้องการ ในกลุ่มผู้ใช้ ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มของคนวัยทำงานและกลุ่มวัยรุ่นหรือนักศึกษา

สำหรับคุณสมบัติเด่นนั้น SENES 80 ควบคุมการใช้งานด้วยระบบสัมผัสและสามารถจัดแอพพลิเคชั่นที่ใช้บ่อยในเมนู หน้าจอได้ ซึ่งมีแอพพลิเคชั่น 23 ประเภท เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้ที่แตกต่างกันไป เช่น Goft GPS ซึ่งมีข้อมูลของ สนามกอล์ฟ 10 สนามชื่อดังตลอดจนถึงจำนวนหลุมและไลน์ในการเล่น ,Traffic GPS รายงานผลข้อมูลการจราจรด้วยการ แสดงผลแบบครอบคลุมทั้งถนนและแยกสำคัญกว่า 300 แยกทั่วกรุงเทพฯ

โดยสามารถใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ GPS ได้โดยตรง, EDT Guide บริการข้อมูลกินดื่ม เที่ยวซึ่งครอบคลุมร้านอาหารสถานที่ท่องเที่ยวและสิ่งที่ต้องการในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ ยังมีฟังก์ชั่นมัลติมีเดียครบครัน เช่น กล้องดิจิตอล 2 ล้านพิกเซล วิทยุ FM เครื่องเล่น MP3 บันทึกและเล่นวิดีโอ และ คุณสมบัติรองรับ WAP 2.0 /GPRS/EDGE/ GPS/Wi-Fi WLAN 802.11 b/g และบลูทูธ 2.0 พร้อมการ์ดหน่วยความจำขนาด 2GB โดยมีราคาอยู่ที่ 12,900 บาท

นายวัฒน์ชัย ยังกล่าวอีกว่า ทางบริษัทได้ร่วมมือกับทรูมูฟ เพื่อจัดแพ็กเกจ พิเศษ TrueMove hi-speednet 4-in-1เพื่อสามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยบริษัทได้ใช้งบประมาณกว่า 25 ล้านบาท สำหรับใช้ในกิจกรรมทางการ ตลาด เพื่อการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ พร้อมวางแผนสร้างแบรนด์ SENES ให้มีคาแร็กเตอร์ที่ชัดเจน และแตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ ในตลาด ซึ่งทางบริษัทคาดว่าจะสามารถทำยอดขาย SENES 80 ได้เดือนละประมาณ 2,000 เครื่อง และมียอดขายรวมกว่า 10,000 เครื่อง ภาย ในสิ้นปีนี้ เนื่องมาจากการที่ตลาดพีดีเอโฟนภายในประเทศมีอัตราที่เติบโตอย่างรวดเร็วจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

โดย : ข่าวไอที