Posts Tagged ‘’

Eolonux 5 บริษัทไทย พร้อมขายคอมฯลีนุกซ์

Friday, February 13th, 2009

การใช้ซอฟต์แวร์ โอเพ่นซอร์ซ เพื่อลดการละเมิดลิขสิทธิ์ ลดค่าใช้จ่ายด้านลิขสิทธิ์ และเพื่อส่งเสริมการวิจัยพัฒนาซอฟต์แวร์

5 บริษัทที่กล่าวถึง คือ SVOA, POWEL Computer, SYNNEX, D COM, IT Bakery ซึ่งยินยอมพร้อมใจที่จะขายคอมพิวเตอร์โดยติดตั้งระบบปฏิบัติการ อูบุนตู ลีนุกซ์ ที่ผ่านการปรับแต่งให้สอดคล้องกับการใช้งานสำหรับคนไทยแล้ว โดยในระยะเวลา 5 ปี ทั้ง 5 บริษัทจะรายงานยอดขายไปยังเนคเทคเพื่อติดตามความคืบหน้าไปตลอด

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้น่าสนใจ เพราะมันแสดงให้เห็นถึงก้าวสำคัญของโอเพ่นซอร์ซในเมืองไทยที่เริ่มแสดงศักยภาพให้เห็นว่ามีขีดความสามารถทดแทนซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ได้ ไม่อย่างนั้นคนทำธุรกิจก็คงไม่พร้อมจะลงมาเล่นด้วย ขณะเดียวกันเมื่อจับมือกันอย่างนี้อุปสรรคบางอย่างที่เคยมีอยู่ในด้านฮาร์ดแวร์ก็จะหมดไป เพราะผู้ผลิตย่อมต้องคัดเลือกฮาร์ดแวร์ที่ใช้ได้ในเบื้องต้นอยู่แล้ว

คนซื้อไปใช้หมดกังวล ยิ่งคนใหม่ที่ไม่เคยแตะมาก่อน เมื่อซื้อไปแล้วใช้ได้เลย ก็ยิ่งหมดปัญหา นอกจากนั้นเมื่อเกิดปัญหาก็สามารถขอความช่วยเหลือจากผู้ขายได้ และดูเหมือนว่าบางบริษัทก็พร้อมจะอบรมการใช้งานให้ผู้ซื้อด้วย

ราคาก็ถูกกว่าเพราะซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์มีค่าใช้จ่ายสูง เว้นแต่พวกที่ซื้อแล้วลงแบบละเมิดลิขสิทธิ์ พวกนั้นแทบไม่มีค่าใช้จ่าย

ตามข่าวบอกว่าโครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งที่จะนำไปสู่ระบบปฏิบัติการแห่งชาติ ภายใต้ชื่อรหัส “อีโคลีนุกซ์” ที่เนคเทคตั้งเป้าไว้ภายใน 2 ปีจะทำออกมาให้สำเร็จ ซึ่งจะว่าไปแล้วเป็นเรื่องเล็กกว่าเพราะนั่นเป็นแนวทางของประเทศเผด็จการหรือประเทศสังคมนิยมที่พยายามจะให้มีระบบปฏิบัติการแห่งชาติของตัวเอง แต่เมื่อจะทำก็ไม่มีอะไรเลวร้ายครับ เป็นเรื่องดีด้วย เพียงแต่จับประเด็นสำคัญให้แม่นไว้เท่านั้น

ทุกวันนี้การใช้ลีนุกซ์ไม่ได้ยากเย็นอะไรมากมาย หลายๆ ดิสโทรโดยเฉพาะอูบุนตูในการใช้งานแทบไม่เห็นความแตกต่างเลยด้วยซ้ำ ในด้านของภาษาก็ไม่มีปัญหา ไม่ว่าการใช้งานภาษาไทยหรือระบบเมนูภาษาไทย

ปัญหาใหญ่กว่าว่าจะมีระบบปฏิบัติการแห่งชาติก็คือ เรื่องของมาตรฐานกลางโดยเฉพาะมาตรฐานเอกสารของหน่วยงานราชการ แทนที่จะหันมายึดโอเพ่น สแตนดาร์ดที่เข้ากันได้กับทุกคน กลับยังติดยึดไมโครซอฟท์อย่างเหนียวแน่น และไม่มีใครพยายามแก้ให้มาอิงโอเพ่นสแตนดาร์ด

ข้อมูลจาก : http://www.matichon.co.th

โอกาสที่ผลงานสร้างสรรค์ของคุณจะถูกรวมใน Ubuntu 9.04

Friday, November 28th, 2008

โครงการ Ubuntu เริ่มการประกวด Ubuntu Free Culture Showcase ครั้งที่สองแล้ว

Ubuntu Free Culture Showcase เป็นโครงการสนับสนุนวัฒนธรรมแบบเสรี (“Free Culture”) โดยส่งเสริมให้มีผลงานสร้างสรรค์ที่ใช้สัญญาอนุญาตแบบ Creative Commons ออกมามากๆ การประกวดครั้งนี้รับไฟล์เสียง, วิดีโอ และภาพถ่าย-กราฟฟิกในหัวข้ออะไรก็ได้ ผลงานผู้ที่ชนะการประกวดจะถูกนำไปใส่ใน Ubuntu 9.04 (ในโฟลเดอร์ Example ซึ่งจะอยู่ใน Home ของผู้ใช้ทุกคน)

กฎก็มีง่ายๆ ครับแค่ว่าใช้สัญญาอนุญาต Creative Commons Attribution-ShareAlike แล้วเอาลิงก์ผลงานไปแปะไว้ในหน้า Free Culture Showcase หมดเขตวันที่ 6 กุมภาพันธ์ศกหน้า

คนแถวนี้มีเล่นกล้องกันเยอะ น่าจะลองส่งภาพเข้าประกวดเผื่อชนะได้ลง Ubuntu นี่เท่ชะมัด

ที่มา - Ars Technica, Creative Commons

โดย:ข่าวไอที

NEC N-01A ทัชโฟน สไลด์ แอนด์ สวิง

Friday, November 28th, 2008

 

NEC N-01A โทรศัพท์มือถือ หน้าจอสัมผัส ตัวเครื่องออกแบบมาในรูปทรงฝาสไลด์แล้วสวิง

NEC N-01A ทัชโฟน สไลด์ แอนด์ สวิง คือ เลื่อนขึ้นแล้วหมุนเป็นแนวนอน 90 องศา เพื่อความเหมาะสมในการชมวีดีโอ/โทรทัศน์หรือท่องเว็บไซต์ และ สามารถหมุนได้อีก 90 องศา เพื่อใช้ในการสนทนา จอแสดงผล ความละเอียด 480 x 854 พิกเซล กว้าง 3.2 นิ้ว แสดงผลได้ทั้งในแนวตั้งหรือแนวนอน รองรับเครือข่าย 3G - HSDPA 7.2 Mbps เต็มอิ่มกับการฟังเพลงด้วยระบบเสียงรอบทิศทาง 5.1 ช่อง บันทึกภาพถ่ายผ่านกล้อง 5.2 ล้านพิกเซล

Sanyo เปิดตัวกล้องใหม่ ถล่มงาน Photo Fair

Friday, November 28th, 2008
ในงาน Photo Fair ใครๆ ก็ต้องร้องว๊าว!…
เมื่อได้พบกับกล้องวีดีโอ Xacti HD1000 สุดยอดนวัตกรรมกล้องถ่ายวีดีโอคุณภาพระดับ Full HD (1920 x 1080) ขนาดกะทัดรัดที่ทั้งเล็กและเบา สุดล้ำด้วยเทคโนโลยีการป้องกันภาพสั่นไหวระบบตรวจจับใบหน้าอัตโนมัติสูงสุดถึง 12 หน้า ตัวกล้องมี 2 สีให้เลือก Silver , Black และ Xacti HD1010 สามารถบันทึกวิดีโอคุณภาพสูงระดับ Full HD ,File MPEG-4 AVC/H.264 บันทึกภาพนิ่งสูงสุด 8 ล้านพิกเซล ( CMOS sensor 4 ล้านพิกเซล ) ซูมได้ถึง 100 เท่า ( Optical 10x, Digital10x ) พร้อมโหมด Slow-motion ที่สามารถถ่ายภาพด้วยความเร็ว 300 fps ป้องกันภาพสั่นไหว และเทคโนโลยี Face Detection จับโฟกัสใบหน้า มี 2 สีเรียบหรูให้เลือกสรรค์ Galy,Black
          พิเศษสุดในงาน Photo Fair รุ่น Xacti HD1000 ราคาเพียง 29,990 บาท (ราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) และ Xacti HD1010 39,990 บาท (ราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) แถมฟรี SDHC 8GB+HDMI CABLE พร้อมทางเลือกให้คุณได้สบายกระเป๋า เพียงซื้อด้วย บัตร KTC ผ่อน 0% ได้นานถึง 10 เดือน หากเลือก City bank หรือ First Choice สามารถผ่อน 0% นาน 6 เดือน นอกจากนี้ยังได้รับสิทธิพิเศษสุดคุ้มกับการเข้าร่วมอบรมวิธีการใช้งานกล้อง Sanyo Xacti Digital Camcorder เดือนละ 1 ครั้ง
          พบกับโปรโมชั่นถล่มทลายนี้ได้ที่ ศูนย์แสดงสินค้า ไบเทค บางนา บูธ Big-camera และ Power buy สามารถสอบถามรายละเอียดโปรโมชั่นเพิ่มเติมได้ที่งาน Photo Fair จ้า
          ทุกคนจะได้ร้องว๊าว! พร้อมกันในวันที่ 3-7 ธันวาคมนี้เท่านั้นช้าหมดอดว๊าววว

โดย:ข่าวไอที

แฉบิ๊กไอซีทีงาบงบลับจัดการเว็บหมิ่น

Friday, November 28th, 2008

        

 นายวรพัฒน์ ทิวถนอม รองปลัดกระทรวงไอซีที

 ต้นเหตุ”ไอซีที”เสื่อมสมรรถภาพจัดการเว็บหมิ่นฯ เหตุหนึ่งจากมีไอ้โม่งงาบงบลับกองทัพที่ให้ไอซีทีหาข่าวจัดการเว็บไซต์หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เดือนละ 5 หมื่นบาท 10 เดือนรวม 5 แสนบาท ปลัดไอซีทีตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงแต่คาดเอาผิดไม่ได้ เพราะพลิ้วหาการเมืองอาศัยคนโตตัวเล็กข้างกายรมต.มั่นช่วยเป่าคาถาให้รอด ส่วนบอร์ดกสทฉาวไม่เลิกรองประธานบอร์ด ส่งจดหมายฟ้องคลังพฤติกรรมประธานบอร์ด
       
       แหล่งข่าวจากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวว่าสาเหตุหนึ่งที่ทำให้การจัดการเว็บไซต์หมิ่นสถาบันของกระทรวงไอซีทีเป็นไปอย่างเชื่องช้าไม่ทันสถานการณ์เป็นเพราะมีการนำงบลับที่ได้ไปใช้ส่วนตัว โดยงบดังกล่าวเป็นงบลับของกองทัพ รหัส 6080 ได้ส่งมอบมาให้กระทรวงไอซีทีทุกเดือนเพื่อใช้ในการสืบหาข่าวเว็บไซต์หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แต่ปรากฏว่านายวรพัฒน์ ทิวถนอม รองปลัด กระทรวงไอซีที ได้นำไปใช้ในกิจการส่วนตัว ตั้งแต่พฤศจิกายน 2550 จนถึงเดือนสิงหาคม 2551 รวมเป็นระยะเวลา 10 เดือนๆละ 5 หมื่นบาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 5 แสนบาท
       
       ‘โชคดีที่นายสือ ล้ออุทัย ปลัดกระทรวงไอซีที ได้ตรวจพบโดยบังเอิญจึงแต่งตั้งนายธานีรัตน์ ศิริปะชะนะ ผู้ตรวจราชการกระทรวงไอซีทีเป็นประธานคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง’
       
       แต่กลายเป็นว่าไม่ทันจะได้ข้อเท็จจริง ก็เกิดปรากฏการณ์วิ่งร้อยเมตรขึ้น เพราะนายวรพัฒน์ยังสวมหมวกกรรมการบอร์ดบริษัท ทีโอที อีกใบหนึ่งโดยหมวกนี้สามารถช่วยเหลือ หรือดลบันดาลบางอย่างให้ตามที่ต้องการได้ คนโตตัวเล็กข้างกายนายมั่น พัธโนทัย รมว.ไอซีที จึงจัดการเสกให้เรื่องเงียบ โดยนายวรพัฒน์นำเงินบางส่วนประมาณ 2 แสนบาทมาคืนให้สำนักปลัด กระทรวงไอซีที ในขณะที่ประธานคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ก็เกิดอาการน้ำท่วมปาก การเมืองบีบให้ทำตามต้องยกเลิกการสอบสวนและขอให้สรุปผลการสอบว่าไม่ผิด แต่จะปฏิเสธก็ใช่ที่เพราะตัวเองที่ได้เป็นกรรมการบอร์ดบริษัท กสท โทรคมนาคมก็เพราะการเมืองส่งไปก็จำเป็นต้องทำตาม
       
       ‘กลายเป็นเรื่องผลประโยชน์ต่างตอบแทนระหว่างข้าราชการกับการเมือง ในเมื่อคุณได้เป็นกรรมการบอร์ดหรือประธานบอร์ดก็ต้องทำตามที่การเมืองสั่ง ผิดหรือถูกไม่สำคัญ เท่ากับว่าคุณเป็นพวกใคร เรื่องนี้ถือว่ายอมไม่ได้ป.ป.ช.ควรเข้ามาสอบสวนโดยด่วนเพื่อประโยชน์ประเทศชาติ ขนาดงบมีไว้จัดการเว็บหมิ่นฯยังเล่นกันถึงขนาดนี้’
       
       ไม่เพียงเรื่องฉาวโฉ่ในไอซีที แต่การเมืองยังลามไปสู่บอร์ด กสท ด้วยความที่ทนไม่ได้กับพฤติกรรมประธานบอร์ดกสท นายเสกสรรค์ รอยลาภเจริญพร รองประธานกรรมการกสท ได้ทำหนังสือถึงรมว.กระทรวงการคลังเมื่อวันที่ 25 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยสำนักงานรัฐมนตรีลงเลขรับที่ 10032 วันที่ 26 พ.ย.เวลา 11.22 น.โดยเนื้อหาอ้างถึงเอกสารชี้แจงข้อเท็จจริงของคนรักษ์องค์กรที่ส่งถึงกระทรวงการคลังเกี่ยวกับการกระทำของนายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานบอร์ดกสทว่าเป็นเรื่องจริงและชี้แจงถึงพฤติกรรมเพิ่มเติมดังนี้ 1.ครอบงำและไม่เคยให้เกียรติกรรมการด้วยกัน รวมทั้งผู้บริหารองค์กรด้วย การนัดหมายประชุมจะเปลี่ยนแปลงวันเวลาอยู่เสมอ ไม่ตรงต่อเวลา บางครั้งผิดเวลาต้องให้กรรมการรอคอย 1-2 ชม.และระหว่างการประชุมจะใช้โทรศัพท์อยู่ตลอดเวลา 2.ไม่มีจิตวิญญาณของผู้บริหาร ไม่เสียสละและทุ่มเทให้องค์กร ขาดความรู้ความสามารถในการกำหนดนโยบายและทิศทางภาคธุรกิจโทรคมนาคม
       
       3.เปลี่ยนและถอนวาระการประชุมอยู่เสมอ โดยขาดเหตุผลอย่างมีเงื่อนงำ สนใจแต่เฉพาะวาระที่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง เมื่อมีการทักท้วงจากกรรมการก็จะไม่พอใจ 4.ก้าวก่ายและล้วงลูกจากฝ่ายบริหารเกือบทุกเรื่องเช่นการจัดทำสเปกเพื่อการจัดซื้อจัดจ้าง การโยกย้ายแต่งตั้งพนักงาน การกำหนด KPIs เพื่อพิจารณาความดีความชอบพนักงาน
       
       ในหนังสือยังระบุต่อไปว่า ‘ท่านครับจากสาเหตุความจริงที่กล่าวมานี้ จึงเป็นเหตุให้ท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ดิ้นรนต้องการเปลี่ยนกรรมการบางท่านออก เนื่องจากท้วงติงหรือเห็นว่าเป็นการขัดขวางผลประโยชน์ ทั้งนี้กรรมการบอร์ดชุดนี้ทุกท่าน ทุ่มเททำงาน รักษาผลประโยชน์ขององค์กรทั้งสหภาพฯและพนักงานกสท พอใจการทำงาน แต่ปัญหาอยู่ที่ท่านสถิตย์เพียงคนเดียวทำให้องค์กรเสียหาย ขณะนี้ไม่มีการเรียกประชุมกว่า 2 เดือนครึ่งแล้ว อ้างแต่จะรวมบอร์ด กสท และ ทีโอที
       
       คิดแต่เรื่องผลประโยชน์มหาศาลจากทั้ง 2 องค์กรแต่ไม่คิดถึงความเสียหายใหญ่หลวงที่จะตามมากระทบทั้งรัฐ องค์กรและพนักงาน การเรียกประชุมผู้ถือหุ้นของกสทและทีโอทีทำอย่างมีเงื่อนงำและฉุกละหุกโดยเฉพาะหนังสือจากกระทรวงการคลังส่งโดยแฟกซ์อย่างเร่งด่วน มีการลงเลขที่ออก ด้วยลายมือ ส่วนตัวจริงไม่มีการลงเลขที่ออกและให้เจ้าหน้าที่มาเติมภายหลัง หนังสือลงนามโดยนางเบญจา หลุยเจริญ รองปลัดกระทรวงการคลังซึ่งไม่น่าจะมีอำนาจลงนาม เรื่องนี้เป็นเรื่องทางนิติกรรมท่านสามารถตรวจสอบได้ คนเช่นนี้ไม่สมควรจะมากำกับ หรือเป็นประธานบอร์ดองค์กรของรัฐเช่นกสทและ TMB รังแต่จะทำให้เกิดความหายนะแก่องค์กรและพนักงาน
       
       ท้ายนี้กระผมใคร่ขอกราบเรียนว่าเห็นควรระงับการเปลี่ยนกรรมการบอร์ดขอทั้งกสทและทีโอที เนื่องจากนโยบายและการดำเนินการจะไม่ต่อเนื่องและท่านสถิตย์ต้องการเปลี่ยนและรวมบอร์ดเพราะผลประโยชน์ โดยไม่คำนึงถึงความหายนะขององค์กรและรัฐ คนที่ท่านสถิตย์จะเปลี่ยนออกคือคนที่รักษาผลประโยชน์ขององค์กร ทั้งหมดนี้เป็นข้อเท็จจริงที่ท่านสามารถส่งคนมาตรวจสอบได้’
       
       สำหรับข้อมูลของคนรักษ์องค์กรที่กล่าวถึงพฤติกรรมประธานบอร์ดกสทในเรื่องการจัดซื้อจัดหาโครงการต่างๆ และการบริหารงาน อาทิ การปรับโครงสร้างองค์กรทั้งที่เคยปรับไปแล้วไม่ถึง 6 เดือนหรือการมอบหมายให้นายทศพร ซิมตระการ มาดูแลโครงการ Real-Time Charging โดยซื้อวิธีพิเศษ 300 กว่าล้านบาท ก็มีการเรียกซัปพลายเออร์ทุกรายมาคุยกันล่วงหน้า
       
       โครงการ NGN หรือ Next Generation Network ก็มีแก้ไขสเปกให้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งทั่วโลกกำลังจะเลิกใช้งาน โครงการ ERP งบประมาณ 350 ล้านบาทก็ถูกดึงเรื่องไม่ให้เข้าวาระประชุมเพราะตกลงกันไม่เรียบร้อยรวมทั้งเรื่องการซื้ออุปกรณ์ DWDM เพื่อให้บริการลูกค้าในกรุงเทพฯงบประมาณ 100 ล้านบาท ก็มีการจัดหาบริษัทมายื่นเสนอราคาวิธีพิเศษ ผิดเงื่อนไข มีการลดจำนวนอุปกรณ์เพราะบริษัทมีค่าใช้ จ่ายไม่มีใบเสร็จ 40 ล้านบาทซึ่งกรณีนี้ความผิดสำเร็จแล้วสหภาพฯกสทกำลังรวบรวมหลักฐานเพื่อยื่นป.ป.ช. รวมทั้งความไม่ชอบมาพากลโครงการรีแบรนดิ้งภาพลักษณ์องค์กร การรับมอบโครงการโทรศัพท์มือถือซีดีเอ็มเอ เรื่องค่าปรับหัวเหว่ยหมื่นล้านบาท
       
       นอกจากนี้ยังโจมตีว่าใช้วิธีบริหารแบบแบ่งแยกแล้วปกครอง ก้าวก่ายการทำงานของกรรมการผู้จัดการใหญ่ และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ในแต่ละสายงาน โดยมีการดึงเรื่องประเมินผลกรรมการผู้จัดการใหญ่ 2 ครั้งคือในเดือนก.ค.และธ.ค.ไว้เพื่อต่อรอง ก้าวก่ายการประเมินค่า KPIs และพิจารณาความดีความชอบระดับผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ กับ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ประเภทใครสนองก็ได้ดิบได้ดี รวมทั้งมีความพยายามในการเปลี่ยนแปลงกรรมการบอร์ดกสท

โดย:ข่าวไอที

โนเกีย E63 บิสสิเนสโฟนราคาแจ๋ว

Friday, November 28th, 2008

อาจเพราะสภาวะเศรษฐกิจที่กำลังซบเซา ทำให้โนเกียพยายามเปิดตลาดบิสเนสโฟนกลุ่มใหม่อย่าง ‘Nokia E63′ ที่ตัดใจหั่นราคาเหลือ 199 เหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 8,900 บาท) เพื่อเอาใจคนที่อยากใช้แต่งบประมาณไม่ถึง ซึ่งแม้จะตัดราคาแต่ยังคงความสามารถด้านบิสสิเนสโฟนอย่างครบครัน
       
       จุดเด่นของเครื่องจะอยู่ที่ระบบนำทาง Gps และ คีย์บอร์ดแบบ QWERTY สำหรับใช้ในการรับส่งอีเมลซึ่งเป็นจุดขายของบิสสิเนสโฟน รวมไปถึงรูปแบบการเชื่อมต่ออย่าง WiFi 802.11b/g, Bluetooth และ USB ความสามารถทางด้านอินเทอร์เน็ต เช่น HTTP, WAP 2.0 Browser รองรับภาษา HTML, XHTML, MP, WML, CSS ซึ่งเฉพาะเบราเซอร์ของโนเกียจะรองรับ JavaScript เวอร์ชั่น 1.3 และ 1.5 ด้วย
       
       ความน่าสนใจด้านราคา และ คีย์บอร์ด QWERTY ทำให้ E63 ดูเป็นบิสสิเนสโฟนสมบูรณ์แบบ โดยความสามารถที่ให้มาแทบไม่ต่างจาก Nokia E71 ที่ออกมาก่อนหน้านี้ในราคาเกือบ 2 หมื่นบาท ซึ่งความแตกต่างระหว่างเครื่อง 2 รุ่นนี้คือวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตตัวเครื่อง และ ลดความละเอียดของกล้องจาก 3 ล้านพิกเซลลงมาเหลือ 2 ล้านพิกเซล เท่านั้นเอง
       
       โดย E63 จะใช้ระบบปฎิบัติการ Symbian OS เวอร์ชั่น 9.1 - S60 3rd edition จอแสดงผลแบบ TFT-LCD 16.1 ล้านสี ความละเอียด 240 x 320 พิกเซล หน่วยความจำภายในตัวเครื่อง 110MB รองรับการ์ดหน่วยความจำ MicroSD card สูงสุด 8 GB รองรับการเชื่อต่อ ไวเลส, บลูทูธ 2.0 และ Micro-USB ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร
       
       จะเห็นได้ว่าตอนนี้ทางโนเกียคงเตรียมรับมือกับสภาวะเศรษฐกิจโดย การลดราคาสินค้าลงเพื่อให้สามารถขายได้เรื่อยๆไปก่อน ดังนั้นในอนาคตอาจจะเห็นเครื่องที่มีคุณสมบัติครบครันอย่าง N96 ออกมาในราคาไม่ถึงหมื่นก็เป็นได้
                 

โดย:ข่าวไอที

โนเกียยกธง เลิกสู้ศึกตลาดปลาดิบ

Friday, November 28th, 2008

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
Vertu แบรนด์โทรศัพท์มือถือหรูหราแบรนด์เดียวที่โนเกียเหลือไว้ทำตลาดแดนปลาดิบ หลังจากประกาศถอนตัวจากศึกโทรศัพท์มือถือประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ

ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถืออันดับหนึ่งของโลกอย่างโนเกีย (Nokia) ประกาศอย่างเป็นทางการแล้วว่าจะหยุดจำหน่ายและทำการตลาดผลิตภัณฑ์แบรนด์โนเกียในประเทศญี่ปุ่นทุกรูปแบบ ให้เหตุผลว่าเป็นเพราะส่วนแบ่งการตลาดน้อยนิดที่ออกแรงดันเท่าใดก็ไม่ขึ้นเสียที
       
       Timo Ihamuotila รองประธานโนเกียแถลงโดยยกประเด็นพิษเศรษฐกิจปัจจุบันมากล่าวถึง ระบุชัดเจนว่าโนเกียตัดสินใจยุติการลงทุนเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่ทำตลาดเฉพาะในประเทศญี่ปุ่นทั้งหมด โดยจะยังคงการทำตลาดแบรนด์ Vertu แบรนด์สไตล์หรูในเครือโนเกียไว้ เพราะเชื่อว่าจะยังสามารถเติบโตได้ดี ขณะที่การศึกษาวิจัยระดับโลกของโนเกียจะยังคงดำเนินการในประเทศญี่ปุ่นเช่นเดิม
       
       ”ในประเทศญี่ปุ่นเรายอมรับว่าโนเกียมีส่วนแบ่งตลาดที่น้อยมาก และต่ำกว่าเป้าหมายที่เราวางไว้ ที่ผ่านมา โนเกียลงทุนเพื่อผลักดันตลาดนี้มานาน แต่ก็ยังหนีไม่พ้นสถานการณ์ที่เป็นอยู่” Thomas Joensson รองประธานฝ่ายการสื่อสารโนเกียให้สัมภาษณ์ โดยบอกว่าโนเกียมีความมั่นใจเฉพาะในแบรนด์ Vertu เท่านั้น ว่าจะสามารถประสบความสำเร็จในตลาดเฉพาะกลุ่มเมืองปลาดิบ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจผันผวนเช่นนี้
       
       Vertu นั้นเป็นแบรนด์โทรศัพท์มือถือหรูหราซึ่งมักใช้วัสดุล้ำค่ามาเป็นส่วนประกอบ เช่นทองคำขาว ทองคำ เพชร และคริสตัลระยิบระยับ โดยมีราคาจำหน่ายแสนแพง
       
       โนเกียผิดหวังกับส่วนแบ่งตลาดในญี่ปุ่นทั้งที่ในตลาดโลกสามารถครองส่วนแบ่งอันดับหนึ่ง โดยโนเกียสามารถครองส่วนตลาดโลกได้ถึง 38 เปอร์เซ็นต์ในเดือนกรกฎาคมถึงกันยายนที่ผ่านมา ตลาดสำคัญของโนเกียคือตลาดเกิดใหม่อย่างจีนและอินเดีย
       
       ความล้มเหลวในการดึงดูดลูกค้าญี่ปุ่นของโนเกียนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะที่ผ่านมาลูกค้าชาวไซเบอร์แดนอาทิตย์อุทัยนั้นชาตินิยมเต็มตัว โดยจะชมชอบโทรศัพท์มือถือที่ผลิตโดยบริษัทในประเทศเท่านั้น แม้โอเปอเรเตอร์เบอร์หนึ่งของญี่ปุ่นอย่าง NTT DoCoMo และโอเปอเรเตอร์เบอร์สามอย่าง Softbank Mobile จะวางจำหน่ายโทรศัพท์มือถือโนเกียคู่กับแบรนด์ญี่ปุ่น แต่ส่วนแบ่งตลาดโนเกียก็ยังคงมีจำนวนน้อย
       
       โทรศัพท์ในญี่ปุ่นนั้นถูกพัฒนาให้ต่างจากโทรศัพท์มือถือในประเทศอื่น ผู้มีส่วนสำคัญในการพัฒนาคือโอเปอเรเตอร์ไม่ใช่ผู้ผลิต โดยผู้ใช้ชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่นิยมใช้โทรศัพท์มือถือเป็นกระเป๋าเงินส่วนตัว เพื่อชำระค่าบัตรโดยสารรถไฟหรือค่าน้ำดื่มในตู้จำหน่ายอัตโนมัติ รวมถึงการชมรายการทีวีและเล่นอินเทอร์เน็ตอย่างแพร่หลาย
       
       อย่างไรก็ตาม หนังสือพิมพ์ของญี่ปุ่นรายงานว่าโนเกียมีแผนเปิดบริการโทรศัพท์มือถือของตัวเองเพื่อทำตลาด Vertu ร่วมกับ NTT Docomo ในเดือนกุมภาพันธ์นี้ ซึ่งยังต้องรอดูความชัดเจนต่อไป

โดย:ข่าวไอที


       

ญี่ปุ่นทำได้ กล้องดิจิตอลพ่วงพรินเตอร์

Friday, November 28th, 2008

ความสำเร็จในการผลิตกล้องดิจิตอลฝังเครื่องพิมพ์ภาพรุ่นแรกของโลกนี้ไม่ได้มาจากค่ายแบรนด์กล้องดิจิตอลชื่อดัง แต่มาจากบริษัทผลิตของเล่นสัญชาติปลาดิบหัวใสนาม Tomy ซึ่งโชว์ตัวสินค้าที่สำนักงานใหญ่ในญี่ปุ่นเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
       
       กล้องดิจิตอลฝังเครื่องพิมพ์ในตัวได้ชื่อว่า TOMY Xiao TIP-521 เป็นกล้องดิจิตอลที่มีเซ็นเซอร์ภาพ CMOS ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล ดิจิตอลซูม 4X เครื่องพิมพ์ที่ติดอยู่กับกล้องสามารถพิมพ์ภาพสีขนาดนามบัตร 2×3 นิ้ว ใช้เทคโนโลยีเครื่องพิมพ์จาก ZINK Printer ความละเอียด 313×313 dpi สี 256 เฉด ความเร็วในการพิมพ์ ภาพละ 45 วินาที พิมพ์รูปภาพต่อเนื่องสูงสุด 10 แผ่น
       
       ผู้ใช้สามารถพิมพ์ภาพเพียงใช้กระดาษรูปภาพ Xiao ZINK Photo Paper โดยไม่ต้องใช้หมึกพิมพ์ ภาพที่ได้ถูกการันตีว่ามีการเคลือบสารกันเปื้อนและกันน้ำ มีสารป้องกันภาพจางเพื่อรักษาให้ภาพคงสีสดใสไว้ได้นาน
       
       ตัวกล้องมาพร้อมจอแสดงผล LCD กว้าง 2.48 นิ้ว หน่วยความจำในตัว 16MB รองรับการ์ดหน่วยความจำ SD/SDHC สูงสุด 4GB มีแฟลชพร้อมฟังก์ชั่นลดจุดตาแดง ตั้งเวลาถ่ายภาพอัตโนมัติ ขนาดตัวเครื่อง 149.5×74.5×25 มม. น้ำหนักประมาณ 294 กรัม (รวมแบตเตอรี่แล้ว)
       
       หากผู้ใช้ไม่ต้องการถ่ายรูปแล้วพิมพ์ออกมาในทันที ก็สามารถสั่งพิมพ์ผ่านการเชื่อมต่ออินฟราเรด กำหนดการวางจำหน่ายคือวันที่ 28 พฤศจิกายน 2008 ในราคา 320 เหรียญสหรัฐ (ราว 11,200 บาท) กระดาษ Xiao ZINK Photo Paper จำนวน 20 แผ่นราคา 8 เหรียญ (ราว 280 บาท)
       
           

โดย:ข่าวไอที

เอเอ็มดีปรับโฉมแบรนด์แคมเปญ

Friday, November 28th, 2008

เอเอ็มดี เตรียมเปิดตัวแบรนด์แคมเปญใหม่ เน้นตามการใช้งาน หวังเจาะลูกค้าวงกว้างรับเป้าขยายฐานผู้ใช้ล่าสุดจับมือ 25 พันธมิตรลุยตลาดชิพแม่ข่ายควอดคอร์ใหม่ “เซี่ยงไฮ้” ชิงส่วนแบ่งจากคู่แข่ง

นางสาวลิซ่า โกะ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด เอเชียใต้ บริษัท แอดวานซ์ ไมโคร ดีไวซ์ หรือเอเอ็มดี  กล่าวว่า ปีหน้า บริษัทจะมุ่งทำตลาดและการขายเชิงรุกผ่านการเปลี่ยนแบรนด์แคมเปญใหม่ โดยปรับเปลี่ยนคำขวัญที่ใช้บรรยายใต้แบรนด์เป็น The Future is Fusion จากเดิม Smarter Choice ที่ช่วยให้ผู้ใช้วงกว้างจดจำแบรนด์ได้ดีขึ้น

 ทั้งนี้ สโลแกนใหม่ จะช่วยทำให้ลูกค้าเข้าใจการใช้เทคโนโลยีทั้งซีพียูและกราฟฟิคของเอเอ็มดี ตามลักษณะการใช้งาน (ยูสเสจ โมเดล) ครอบคลุมตั้งแต่ การใช้ทำงาน  (@work) ที่จะเรียกว่าเป็น “เอเอ็มดี บิสิเนส คลาส” 

 ตลอดจนการใช้งานที่บ้าน (@home) ผ่านแพลทฟอร์ม “เอเอ็มดี ไลฟ์”  ด้วยจุดเด่นภาพคมชัดความละเอียดสูง (ไฮเดฟฟิเนชั่น)และมัลติมีเดีย และการใช้งานเพื่อความบันเทิง (@play) เป็น “เอเอ็มดี เกม” แพลทฟอร์ม ที่สร้างประสบการณ์เล่นเกมใหม่ 

 ล่าสุด บริษัทเปิดตัวประมวลผลหรือซีพียู ออพเตอรอน ที่ใช้รหัสการพัฒนา “เซี่ยงไฮ้”  ซึ่งเป็นควอดคอร์ที่ใช้เทคโนโลยีการผลิต 45 นาโนเมตร  โดยมีจุดเด่นการออกแบบที่รองรับงานด้านการบริหารทรัพยากรระบบคอมพิวเตอร์เสมือน (เวอร์ช่วลไลเซชั่น) การประหยัดพลังงาน และเพิ่มประสิทธิภาพจากรุ่นก่อนหน้า 35%  ทั้งช่วยรองรับงานการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ที่ให้บริการผ่านอินเทอร์เน็ต (คลาวด์ คอมพิวติ้ง)

 อีกทั้งเป็นครั้งแรกที่ชิพมีคุณสมบัติเอื้อให้ลูกค้าโอนย้ายการใช้ซีพียูของคู่แข่ง มาใช้เอเอ็มดีผ่านเรดแฮท เวอร์ช่วลไลเซชั่น โดยลูกค้าไม่ต้องปิดการทำงานของเครื่อง ซึ่งจะเปิดช่องให้บริษัทเข้าไปกินส่วนแบ่งตลาดเพิ่มโดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าขนาดใหญ่ที่ไม่สามารถหยุดการทำงานได้ 

 ปัจจุบัน มีบริษัทผู้ผลิตเครื่องแม่ข่ายกว่า 25 ราย ที่มีสินค้าพร้อมวางจำหน่าย ทั้งเอชพี ไอบีเอ็ม ซัน ไมโครซิสเต็มส์ และเดลล์ คอร์ปอเรชั่น โดยข้อมูลจากบริษัท เมอร์คิวรี่ คาดการณ์มูลค่าตลาดซีพียูและชิพเซ็ทสำหรับตลาดแม่ข่าย ไตรมาส 4 ปี 2551 อยู่ที่ 8.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

 ทั้งนี้ แม้เศรษฐกิจโลกจะชะลอแต่เชื่อว่าด้วยเทคโนโลยีใหม่จะสอดคล้องกับความต้องการขององค์กรที่ต้องเผชิญกับความท้าทายที่จะต้องลงทุนปรับเปลี่ยนระบบเพื่อรองรับปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นด้วยค่าใช้จ่ายที่ต่ำลง 

 ด้านนายโตโม คามิยะ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาการขาย เอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น ของเอเอ็มดี กล่าวเสริมว่า การสร้างแบรนด์แคมเปญใหม่ เป็นหนึ่งในกลยุทธ์เชิงรุกที่บริษัทจะใช้เพิ่มส่วนแบ่งตลาด โดยเฉพาะเอเชียแปซิฟิก ซึ่งเป็นจุดที่อ่อนที่สุดของบริษัทเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น ซึ่งอาจจะมีส่วนแบ่งแม่ข่ายน้อยกว่า 5% 

 ข้อมูลจากเมอร์คิวรี่ รีเสิร์ช ระบุว่า เอเอ็มดี มีส่วนแบ่งตลาดพีซีและแม่ข่ายทั่วโลก  17.7% ในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา ลดลงจาก 23% เมื่อปีก่อนหน้า

โดย:ข่าวไอที

ซีพียู Quad-core ใน Notebook

Wednesday, July 23rd, 2008

Sujan Kamran ผู้จัดการการตลาดประจำภูมิภาค ของอินเทลสิงคโปร์ กล่าวว่า จะนำ quad-core ลงเครื่องพกพา แต่ยังไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดของซีพียู Quad-core ที่จะมาอยู่ใน Notebook ดังกล่าว สำหรับซีพียู Quad-core ใน Notebook นี้จะใช้ชื่อรุ่นว่า Core 2 Extreme สำหรับซีพียู Quad-core รุ่นที่จะนำมาขายในตลาด Notebook ยังมีข้อสงสัยว่า สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้ดีกว่าซีพียู Dual-core ที่มีอยู่ได้มากน้อยแค่ไหน และมากพอที่จะแลกมาด้วยราคาที่แพงขึ้น กับการกินไฟที่มากขึ้นหรือไม่ ล่าสุด มีผู้ผลิต Notebook ใน Australian ในชื่อยี่ห้อ Pioneer ได้สั่งชีพียู Quad-core ในรุ่น 2.53GHz Core 2 Extreme chip (QX9300) เพื่อนำไปประกอบใน Notebook ที่กำลังจะวางจำหน่ายแล้ว โดยการเปลี่ยนรุ่นซีพียูในครั้งนี้ส่งผลทำให้ราคา Notebook ของ Pioneer เพิ่มขึ้นอีก 100 เหรียญออสเตรเลีย (ประมาณ 3,300 บาท) จาำก Notebook ที่ใช้ชิพ Dual-core ที่มีความเร็วใกล้กัน

ที่มา - ที่มา - Techxcite