Posts Tagged ‘’

ไอทีโซน-ยูทูบชวนแข่งดนตรีคลาสสิก

Thursday, December 11th, 2008

เว็บดูวิดีโอออนไลน์สุดฮิตอย่างยูทูบ (Youtube) เปิดหน้าใหม่เชื้อเชิญนักดนตรีคลาสสิกส่งคลิปวิดีโอเข้าร่วมแข่งขันดนตรีคลาสสิกออนไลน์ คัดสรรผู้ชนะไปร่วมบรรเลงกับ ซานฟรานซิสโก ซิมโฟนี วงออเคสตราระดับโลกที่มีวาทยกรระดับครูอย่าง ไมเคิล ทิลสัน โธมัส และนักเปียโนจากแดนมังกร หลางหลาง บนเวทีที่นักดนตรีทั่วโลกต้องการขึ้นไปอวดโฉม คาร์เนกี้ ฮอลล์ ในนิวยอร์ก

การประกวดครั้งนี้เปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจจากทั่วสารทิศในโลกส่งไฟล์วิดีโอ 2 ไฟล์เข้ามาร่วมประกวด โดยคณะกรรมการตัดสินจะมาจากวงออเคสตราชั้นนำของโลกทั้งจากลอนดอน เบอร์ลิน ฮ่องกง ซิดนีย์ และ นิวยอร์ก รอบก่อนรองชนะเลิศนั้น จะอาศัยผลโหวตจากผู้ชมในยูทูบร่วมด้วย

ผู้สนใจสามารถส่งไฟล์วิดีโอร่วมประกวดได้ภายในวันที่ 28 มกราคม 2552 และจะเปิดให้ผู้ชมสามารถโหวตผู้เข้าประกวดที่ชอบในรอบรองชนะเลิศ ผ่านยูทูบในวันที่ 14-22 กุมภาพันธ์ ประกาศผลการตัดสินผ่านยูทูบ ( www.youtube.com ) ในวันที่ 2 มีนาคม 2552

ไฟล์วิดีโอที่ต้องส่งเข้าประกวดนั้น ไฟล์แรกจะเป็นการแสดงดนตรีโดยตีความจากเพลงต้นฉบับของนักแต่งเพลงคลาสสิกร่วมสมัยชาวจีน ทาน ดัน ผู้ประพันธ์เพลงให้ภาพยนตร์เรื่อง และไฟล์ที่ 2 เป็นการแสดงดนตรีคลาสสิกที่โชว์ทั้งดนตรีและเทคนิคการเล่น

ทิลสัน โธมัส กล่าวว่า โครงการนี้จะเป็นการปูทางใหม่ให้คอดนตรีทุกระดับใช้เทคโนโลยีในการค้นหาความยิ่งใหญ่ของรากฐานทางดนตรี ในขณะที่ดันมองว่ายูทูบเป็นบันไดขั้นที่ใหญ่ที่สุดในโลก และตนต้องการเห็นอัจฉริยะทางดนตรีที่โลกไม่เคยค้นพบมาก่อนจากการประกวด ทั้งนี้ดันเป็นผู้ประพันธ์เพลงประกอบภาพยนตร์ พยัคฆ์ระห่ำ มังกรผยองโลก (Crouching Tiger, Hidden Dragon)

นอกจากนี้ หน่วยงานที่มีส่วนร่วมในด้านดนตรีคลาสสิก คือ โรงเรียนดนตรีอัมสเตอร์ดัม, ลิโว บาร์เซโลนา, มอสโก คอนเซอร์เวทอรี, ปราก ฟิลฮาร์โมนิก ออเคสตรา เป็นต้น

 
 

โดย:ข่าวไอที

ไอทีโซน-จับตาสมรภูมิโปรแกรมบนมือถือ

Thursday, December 11th, 2008

จอภาพแบบสัมผัสช่วยเพิ่มลูกเล่นการใช้มือถือหลายรูปแบบยกตัวอย่างไอโฟน ผู้ใช้สามารถใช้นิ้วขยาย/ย่อรูป กลับรูป เลื่อนหน้าจอขึ้นลง เลื่อนซ้ายขวา จนเป็นต้นแบบให้โทรศัพท์ตระกูลพีดีเอโฟนรุ่นหลังเอาเยี่ยงอย่างพัฒนาระบบสั่งงานผ่านนิ้วกันยกใหญ่

มือถือจอสัมผัสจึงเป็นโอกาสธุรกิจของนักพัฒนาโปรแกรมบนมือถือและตัวอย่างที่เห็นชัดที่สุดคือ โปรแกรมโมยายแอพ (Mobile App) ที่กูเกิลพัฒนาออกมาใช้กับไอโฟน

จุดเด่นของกูเกิลโมบายแอพประการแรกคือ ผู้ใช้สามารถพูดคำที่ต้องการสืบค้นกับโทรศัพท์ โปรแกรมจะค้นหาข้อมูลให้อัตโนมัติ ไม่ต้องมะงุมมะงาหราจิ้มตัวอักษรทีละตัว ระบบนี้เรียกว่า วอยซ์เสิร์ช

สมมติว่าต้องการค้นหาร้านพิซซ่าที่ใกล้ที่สุดหรือรอบฉายหนังเรื่องเจมส์ บอนด์ตอนล่าสุด หรือแม้แต่มิวสิกวิดีโอชุดใหม่ของนักร้องเพลงร็อก บรูซ สปริงทีน เพียงแค่เรียกดโปรแกรม รอสัญญาณ ปี๊บ แล้วค่อยพูดผ่านคำที่ต่องการสืบค้นผ่านไมค์

ระบบสืบค้นด้วยเสียงของกูเกิลโมบายแอพ ยังทำงานร่วมกับระบบแผนที่ระบุตำแหน่งด้วยดาวเทียม หรือจีพีเอส สมมติว่าผู้ใช้งานอยู่ในนิวยอร์ก และต้องการทราบรอบฉายภาพยนตร์ แค่พูดว่า รอบฉาย ระบบสืบค้นจะดึงรอบฉายภาพยนตร์ในเมืองที่ผู้ใช้มือถือเดินทางอยู่มาให้ทันที

แต่การสืบค้นด้วยเสียงยังไม่สมบูรณ์แบบ100% นัก เพราะหากผู้ใช้ต้องการสืบค้นโดยพูดว่า บารัก โอบามา ข้อมูลดอบามาจะล้นทะลักแทบทะลุจอ หรือจะลองชื่ออื่นอย่าง อะมิลี ซาโตเพค นักวิ่งระยะไกลชาวเช็ก ลืมไปได้เลย

ปัจจุบันมีโปรแกรมมากมายออกมาสำหรับโทรศัพท์มือถืออยู่แล้วแต่มันต่างกัน เพราะโทรศัพท์จอสัมผัสเป็นของเล่นสนุกสำหรับผู้ใช้

แม้การแข่งขันพัฒนาโปรแกรมอำนวยความสะดวกบนมือถือยังเพิ่งเริ่มต้นสำหรับไอโฟนแล้วถือว่าไปไกลว่าคู่แข่งรายอื่นหลายช่วงตัว ไม่ว่าจะเป็นแบล็กเบอร์รี่ของบริษัทรีเสิร์ช อิน โมชั่น หรือจีวัน ของทีโมบาย ที่ประเดิมใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ของกูเกิลเป็นรายแรก

เอาล่ะการแข่งขันช่วงแรกยังไม่ดุเดือดเลือดพล่าน แต่ถ้าดูจากยอดดาวน์โหลดโปรแกรมของลูกค้ามือถือไอโฟนช่วงสองเดือนแรกปาเข้าไป 100 ล้านครั้ง

เชื่อเลยว่าในไม่ช้าสมรภูมิโปรแกรมบนมือถือเลือดท่วมจอแน่

 
 

โดย:ข่าวไอที

ช้อปกระจาย - กินไฟน้อย

Thursday, December 11th, 2008

ซีเกทขานรับกระแสรักโลกเปิดตัวฮาร์ดไดรฟ์ตระกูลแซฟวิโอ 15เค.2 (Savvio 15K.2 HDD) ขนาด 2.5 นิ้ว หมุนด้วยความเร็ว 15,000 รอบต่อนาที ถือว่าเร็วสุดและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมากสุด

กินไฟน้อยกว่าฮาร์ดไดรฟ์ขนาด 3.5 นิ้ว ถึงร้อยละ 70 ออกแบบสำหรับใช้งานกับเครื่องแม่ข่าย ในองค์กรด้านจัดเก็บข้อมูล ที่ต้องการลดใช้จ่ายค่าพลังงาน

ความสุขคู่ปัญญา

คอลเลกชั่นส.ค.ส.ชุด ผลิบานด้วยปัญญา ไปรษณีย์จัดทำขึ้นเป็นครั้งแรก มาในรูปแบบไปรษณียบัตรภาพพร้อมส่งทั่วไทย ไม่ต้องผนึกแสตมป์เพิ่ม สื่อด้วยภาพดอกบัวหลากสีสัน พร้อมถ้อยคำประเทืองปัญญาจาก ท่าน ว.วชิรเมธี จำหน่ายแพ็กละ 40 บาท ณ ที่ทำการไปรษณีย์ทั่วทุกภาค พิพิธภัณฑ์ตราไปรษณียากร งานจุฬาวิชาการ วันที่ 26-28 พ.ย.นี้ และงานไทยแลนด์เบสบาย วันที่ 12-21 ธ.ค. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

โน้ตบุ๊กน้ำหอม

โน้ตบุ๊กน้ำหอมเครื่องแรกของโลกขนาดกะทัดรัด หน้าจอ 13.3 นิ้ว มีให้เลือก 4 สี 4 กลิ่น มาพร้อมกับอินเทลซีพียู ระบบปฏิบัติการวิสต้า กล้องเว็บแคม 1.3 ล้านพิกเซล เทคโนโลยีสแกนลายนิ้วมือ เทคโนโลยีเพิ่มความคมชัดของภาพ และเทคโนโลยีประหยัดแบตเตอรี่ ราคา 42,900 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

ใบหน้านี้มีอารมณ์

ทัตทูกิ บาโกะ ของเล่นไฮเทคจากค่ายบันได  ผู้เล่นสามารถสอดนิ้วเข้าด้านข้างกล่อง เพื่อเขี่ย ทิ่ม แยง ใบหน้าตัวการ์ตูนในกล่อง ซึ่งจะแสงอารมณ์ยิ้ม หัวเราะและแยกเขี้ยวโกรธ ตามแรงที่ถูกกระทำ เหมาะเป็นของเล่นระบายความเครียดในกลุ่มพนักงาน

มือถือฝาซี-ทรู โมโตโรล่าเผยโฉมหมิง เอ 1600 (MING A 1600) พีดีเอโฟนรุ่นใหม่ ล้ำหน้าด้วยระบบจีพีเอสแบบสแตนอโลน ที่สามารถทำงานได้อย่างอิสระและฟังก์ชันธุรกิจ-มัลติมีเดียครบเครื่อง ดีไซน์ฝาปิดแบบโปร่งใสเห็นถึงข้างในเครื่อง กล้องความละเอียด 3 ล้านพิกเซล และเทคโนโลยีจดจำลายมือ รองรับได้ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ ราคาเบาๆ 13,990 บาท

 
 

โดย:ข่าวไอที

แค่ปวส.-ปวช.ไม่พอ ต้องเสริมไอที

Thursday, December 11th, 2008

ถึงแม้เด็กยุคหลังจะรู้จักคอมพิวเตอร์ ใช้อินเทอร์เน็ต แชท เขียนบล็อกเป็นกันเยอะ แต่เมื่อองค์กรธุรกิจที่ผันตัวเข้าสู่ระบบ อี-คอมเมิร์ซ หรือพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ พนักงานจำเป็นต้องมีความรู้ไกลกว่านั้นอีก

คนที่เรียนในสาย ปวช. และปวส. มีช่องทางทำงานที่น้อยลง เพราะภาคอุตสาหกรรมจะเลือกจ้างงานคนที่มีความสามารถครอบคลุมทั้งวิชาชีพและคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะคนไหนที่มีพื้นฐานภาษามากกว่าสองจะยิ่งได้เปรียบกว่าด้วย คณบดีคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ ม.รังสิต กล่าว

ปีที่ผ่านมามหาวิทยาลัยรังสิตมีนักศึกษาสมัครเรียนสาขาคอมพิวเตอร์ราว 500 คน เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ทุกปีจะมียอดสมัครเรียนไม่เกิน 300 คนเท่านั้น

เห็นได้ชัดว่าธุรกิจออนไลน์ในโลกปัจจุบันจำเป็นต่อภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมมาก โดยเฉพาะตัวบุคลากรที่มีความสามารถด้านคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ วิศวกรรมวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมซอฟต์แวร์ คอมพิวเตอร์ธุรกิจ หรือแม้แต่เทคโนโลยีสารสนเทศ ล้วนแล้วแต่เป็น มนุษย์ทองคำ ที่ภาคธุรกิจต้องการตัว

ศ.ดร.ศรีศักดิ์ จามรมาน นายกสมาคมคอมพิวเตอร์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และเป็นผู้คลุกคลีกับเทคโนโลยีสารสนเทศมาตั้งแต่ยุคแรกเห็นพ้องว่า ธุรกิจไทยพึ่งพาโลกออนไลน์มากขึ้น เรียกว่าอินเทอร์เน็ตเป็นระบบประสาทกลางการทำงานของทุกหน่วยงาน หากหน่วยงานไหนไม่มีก็ถือว่าหน่วยงานนั้นขาดระบบประสาทกลางและอาจจะล่มสลายไปในที่สุด

ธุรกิจออนไลน์จะเพิ่มโอกาสให้ผู้บริโภคทุกเพศทุกวัยเข้าถึงตัวสินค้าจากทุกที่ทุกเวลาที่มีอินเทอร์เน็ต และเสริมให้บริษัทขนาดเล็กมีขีดแข่งขันเพิ่มขึ้นสามารถเติบโตได้ไม่แพ้บริษัทขนาดใหญ่ที่มีเงินทุนหนากว่า นายกสมาคมคอมพิวเตอร์แห่งประเทศไทยกล่าว

ในยุคเศรษฐกิจชะลอตัว ธุรกิจออนไลน์จะช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นค่าเดินทางหรือค่าเช่าพื้นที่ตั้งร้าน ได้มากกว่า 25% ผู้เชี่ยวชาญมองว่าธุรกิจไทยตอนนี้น่าจะใช้ระบบออนไลน์อยู่มากกว่า 50% แต่ถือว่าน้อยอยู่และยังต้องพัฒนาอีกมาก อาทิ ในแวดวงสายงานธนาคารที่จำเป็นต้องมีเครือข่ายทั่วประเทศ บริษัทห้างหุ้นส่วนต่างๆ เป็นต้น

นายกสมาคมคอมพิวเตอร์แห่งประเทศไทย มั่นใจว่าอนาคตธุรกิจออนไลน์ทั่วโลกจะเติบโตมากขึ้นอย่างแน่นอน เพราะถือเป็นวิทยายุทธ์ทางการค้าอีกอย่างหนึ่ง หากใครไม่นำมาเสริมในธุรกิจของตนเองก็อาจจะค้าขายได้น้อยหรือแทบจะอยู่ไม่ได้ในวงการค้าขายเลย

ปัจจุบันสถานการณ์การค้าเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ไม่ว่าจะเป็นราคาวัตถุดิบ ค่าขนส่งที่ผันผวน การมีอินเทอร์เน็ตเข้ามาจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเปลี่ยนแปลงปรับปรุงราคาซื้อขายได้ทันคู่แข่งตลอดเวลา ศ.ดร.ศรีศักดิ์กล่าว

นอกจากนี้ธุรกิจออนไลน์ยังช่วยลดขั้นตอนการทำงานให้เหลือน้อยลง โดยที่กรรมการผู้จัดการบริษัทไม่ต้องเรียกตัวพนักงานที่ทำบัญชี เจ้าหน้าที่ควบคุมฝ่ายบริหารมานั่งคุยด้วยตัวเอง แต่สามารถออนไลน์ถึงกันผ่านระบบเครือข่ายในองค์กร

เพราะฉะนั้นลูกจ้างก็ต้องรู้จักใช้ไอทีด้วยเช่นกัน

โดย:ข่าวไอที

คาดปีนี้ตลาดเพลงดิจิตอลเหงา

Thursday, December 11th, 2008

ตั้งแต่ร้านขายเพลงไอจูนส์สโตร์ของแอปเปิลเปิดให้บริการตั้งแต่ปี 2003 ตลาดเพลงดิจิตอลนั้นได้ตีปีกกันทุกปีเพราะได้รับประโยชน์จากยอดขาย  ไอพ็อดและอุปกรณ์ฟังเพลงพกพาที่มีทิศทางเติบโตต่อเนื่อง แล้วงานเลี้ยงก็ต้องมีวันเลิกรา โดยปีนี้นักวิเคราะห์เชื่อว่าค่ายเพลงจะไม่สามารถหวังยอดขายก้าวกระโดดในช่วงเทศกาลให้ของขวัญปลายปีอย่างที่เคยทำมา
       
       ข้อมูลจากบริษัทวิจัยมาสเตอร์การ์ดระบุว่า ช่วงก่อนวิกฤตเศรษฐกิจและภาวะน้ำมันแพง นักวิเคราะห์ต่างเชื่อว่าเทศกาลวันหยุดปลายปีจะเป็นช่วงเวลาหลักที่ทำให้ยอดจำหน่ายเพลงออนไลน์เติบโตตามตลาดเครื่องเล่นเพลงพกพาและตลาดการ์ดอวยพรเพลงแบบดาวน์โหลดได้ ตัวเลขในปี 2007 ที่ผ่านมาเป็นตัวพิสูจน์สมมติฐานนี้  ได้ดี เพราะรายได้เพลงออนไลน์ตั้งแต่ต้นปีถึงเดือนพฤศจิกายน ปี 2007 นั้นอยู่ที่ 4 ล้านอัลบั้มและ 68 ล้านบทเพลงต่อเดือน แต่เฉพาะเดือนธันวาคม ยอดจำหน่ายพุ่งเป็น 5.1 ล้านอัลบั้มและ 93.5 ล้านบทเพลง
       
       สำหรับต้นปีถึงเดือนพฤศจิกายน ปี 2008 ข้อมูลจากบริษัทวิจัยนีลเส็นซาวนด์สแกน ระบุว่ายอดจำหน่ายเพลงออนไลน์เพิ่มขึ้นราว 30% ขณะที่เพลงเดี่ยวจำหน่ายได้เพิ่มขึ้น 28.8% ตัวเลขทั้งหมดน้อยกว่าที่เคยทำได้ 56% ของอัลบัมเพลง และ 46.5% ของเพลงเดี่ยวในปีที่แล้ว
       
       หากมองในตลาดเครื่องเล่นเพลงดิจิตอล ที่มักมีผลต่อตัวเลขการเติบโตในช่วงคริสต์มาส นักวิเคราะห์พบว่ายอดจำหน่ายไอพ็อด (iPod) จะลดลง 15% ขณะที่งานวิจัยยังพบด้วยว่า ยอดซื้อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของผู้บริโภคทั่วโลกในช่วง 2 สัปดาห์แรกของเดือนพฤศจิกายนนั้นลดลงราว 22.1%
       โดย:ข่าวไอที

คอมมี่ ขายแบตโน้ตบุ๊กหวังเพิ่มรายได้

Thursday, December 11th, 2008

“คอมมี่”จับตลาดแบตเตอรี่โน้ตบุ๊กโหนแนวโน้มที่กำลังโต หลังยอดขายแบตเตอรี่มือถืออิ่มตัวตามตลาดรวม ชูจุดเด่นราคาถูกว่า แบตฯแท้ คุณภาพดีกว่าสินค้าจีนการันตีไม่ระเบิด 100%  พร้อมแต่งตั้งเอสไอเอสเป็นตัวแทนจำหน่าย ย้ำแม้ปีหน้าเศรษฐกิจชะลอตัวแต่ยังหวังโต 10%
       
       นายชวลิต มโนวิลาส ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คอมมี่  คอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทได้เล็งเห็นแนวโน้มการเติบโตของตลาดโน้ตบุ๊กเฉลี่ยปีละ 20-30 % ส่งผลให้ตลาดอุปกรณ์เสริมโน้ตบุ๊ก โดยเฉพาะแบตเตอร์รี่มีความต้องการมากขึ้น  ส่งผลให้คอมมี่เข้ามาเปิดตัวแบตเตอรี่โน้ตบุ๊ก โดยตั้งเป้าผลิตและจำหน่าย 44 รุ่น ใช้งานกับโน้ตบุ๊กในตลาดมากกว่า 600 โมเดล
       
       “การเติบโตของตลาดโน้ตบุ๊กที่ผ่านมาส่งผลให้ความต้องการอุปกรณ์ เสริมโดยเฉพาะแบตเตอรี่มีความต้องการมากขึ้น เมื่อแบตเตอรี่แท้ที่ติดมาเสื่อม และราคาแบตเตอรี่แท้มีราคาสูง บริษัทจึงเห็นช่องว่างความต้องการในตลาดเกิดขึ้น” นายชวลิต กล่าว
       
       อย่างไรก็ดี คอมมี่มีจุดเด่นตรงที่ราคาแบตเตอรี่โน้ตบุ๊กมีราคาต่ำกว่าแบตเตอรี่แท้ประมาณ 20-30 %  ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 2,000- 3,000 บาท และแม้ว่าราคาจะต่ำกว่าแบตเตอรี่ที่ผลิตจากเมืองจีนเพราะมีคุณภาพการใช้งานที่ดีกว่า มีการันตีแบตฯไม่ระเบิด 100 % ทั้งยังมีอายุการใช้งานยาวนานกว่า
       
       ทั้งนี้ ในปีหน้าบริษัทจะเน้นการทำตลาดแบตเตอรี่โน้ตบุ๊กเป็นหลัก เนื่องจากแนวโน้มยังเติบโตต่อเนื่อง ประกอบกับยอดขายแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือ เริ่มอิ่มตัว เพราะจำนวนผู้ใช้งานในตลาดมีมากเกือบครอบคลุมประชากรในประเทศ
       
       นายชวลิตกล่าวว่า ปัจจุบันตลาดรวมแบตเตอรี่โน้ตบุ๊กมีอยู่ประมาณ 150 ล้านบาท คอมมี่ตั้งเป้ามีมาร์เกตแชร์ในตลาดประมาณ 20% คิดเป็นจำนวนเงิน 30 ล้านบาท  โดยบริษัทได้ตั้ง บริษัท เอสไอเอส ดีสทริบิวชั่น (ประเทศไทย)   เป็นตัวแทนจำหน่ายแบตเตอรี่โน้ตบุ๊ก โดยสาเหตุที่เลือก เอสไอเอส เป็นตัวแทนจำหน่าย เนื่องจากมีช่องทางจัดจำหน่ายมากกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าไอทีครบวงจร และมีความพร้อมด้านบุคลากรและโครงสร้างบริษัท ที่เข้มแข็ง
       
       สำหรับการทำการตลาดแบตเตอรี่มือถือ ในปีหน้าจะเน้นการทำการตลาดลงลึกในต่างจังหวัด ให้เข้าถึงพื้นที่อำเภอต่างๆ มากขึ้น โดยมองในแง่บวกเศรษฐกิจชะลอตัวจะส่งผลให้ผู้บริโภคหันมาซื้อแบตเตอรี่ต่ออายุการใช้งานโทรศัพท์ แทนการซื้อเครื่องใหม่
       
       อย่างไรก็ดี ในปีหน้าคอมมี่ยังตั้งเป้ารายได้โต 10 % แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจจะชะลอตัว โดยจะเน้นกิจกรรมทำการตลาดกระตุ้นยอดขายมากขึ้น ซึ่งสินค้าสำคัญได้แก่แบตเตอรี่โน้ตบุ๊ก แต่ยอมรับว่าบริษัทจะต้องมีการพิจารณาแผนการตลาดและการลงทุนถี่ขึ้นทุก 3 เดือนเพื่อความรอบคอบ ส่วนยอดการผลิตจะดำเนินการตามยอดขาย
       
       สำหรับผลการดำเนินงานปีนี้คาดว่าปลายปีจะทำได้ที่ 300 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มีรายได้ประมาณ 275 ล้านบาท ทั้งนี้รายได้ส่วน 65 % ของบริษัทยังมาจากยอดขายแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือ แบตเตอรี่กล้องดิจิตอล 15% และอุปกรณ์เสริมอื่นๆ 20 %
       
       “เศรษฐกิจที่ตกต่ำทั่วโลก ประกอบกับภาวการณ์การเมืองที่ยังไม่นิ่งในประเทศ ส่งผลให้บริษัทต้องทำการตลาดด้วยความระมัดระวังมากขึ้น ด้วยการปรับตัวพัฒนาศักยภาพทรัพยากรทุกด้าน ทั้งในด้านบุคลากร และสินค้าที่มีอยู่ กระทั่งการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นรวมถึงการบริหารสินค้าให้เหมาะสมมากที่สุด” นายชวลิต กล่าว
       โดย:ข่าวไอที

เชื่อซอฟต์แวร์ผีไม่มีทางลดลงถึง 50%

Thursday, December 11th, 2008

ตำรวจมือปราบซอฟต์แวร์เถื่อน พ.ต.อ.ศรายุทธ พูลธัญญะ รองผู้บังคับการ ปศท. ฟันธงอัตราการละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ของประเทศไทยจะไม่มีทางลดลงถึง 50% ระบุว่าอัตราการละเมิด 78% ในขณะนี้เป็นตัวเลขที่ถือว่าประสบความสำเร็จแล้วเพราะอัตราการละเมิดไม่เพิ่มขึ้นทั้งที่จำนวนคอมพิวเตอร์พีซีในตลาดขยายตัว
       
       พ.ต.อ.ศรายุทธ พูลธัญญะ รองผู้บังคับการปราบปรามอาชญากรรมเศรษฐกิจและเทคโนโลยี (ปศท.) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าหลังการประกาศโครงการร่วมกับกลุ่มพันธมิตรธุรกิจซอฟต์แวร์หรือ BSA เพื่อขีดเส้นพร้อมจับกุมอย่างจริงจังตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2008 เป็นต้นไปว่า คณะตำรวจได้ดำเนินการจับกุมอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม โดยมองว่าปัญหาละเมิดลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ของไทยจะเป็นปัญหาเรื้อรังที่ไม่อาจลดลงถึงอัตราส่วน 50% จากเดิมที่ละเมิดอยู่ถึง 78%
       
       “ที่ BSA ประกาศ วันที่ 16 เราก็ไปจับเลยที่เพชรบุรี 6 บริษัท เป็นบริษัทในเครือเดียวกัน ผมคิดว่าไม่มีทางลดลงถึง 50% ด้วยซ้ำ จะแก้ปัญหาจริงๆ ต้องพัฒนาคนให้โปรแกรมใช้ได้ทั่วไป ให้ราคาถูกลง และการปราบปราม  ก็สำคัญ ต้องทำควบคู่กันไป ที่ผ่านมา BSA ทำหนังสือส่งให้หน้าร้าน ค่ายเพลงก็เริ่มมาขอเพื่อส่งให้ร้านเทปเหมือนกัน ให้คนเห็นว่ามีโทษ สำหรับ อัตราการละเมิดลิขสิทธิ์ 80% เท่ากับผิด 100 จับได้ 20 ก็เก่งแล้ว”
       
       ศิริภัทร ภัทรางกูร โฆษก BSA ให้สัมภาษณ์ว่า ความเปลี่ยนแปลงหลังการขีดเส้นจับกุมจริงจังหลังวันที่ 15 ตุลาคมที่ผ่านมาซึ่งเห็นชัดเจนที่สุดคือข่าวสารที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง แสดงถึงความตื่นตัวของสังคมเป็นอย่างดี
       
       “ที่เห็นชัดเจนคือเรื่องข่าว ช่วงหลังนี้มีข่าวออกมามากทำให้ประชาชนตื่นตัว การสอบถามวิธีการใช้งานซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์มีมากขึ้น แต่พอผ่านมา 1 เดือนให้หลังยอมรับว่าซบเซาลง”
       
       ศิริภัทรบอกว่า แนวทางการทำงานของ BSA ในปี 2552 จะยังคงลักษณะเดิมคือการให้ความรู้ควบคู่กับการปราบปราม
       
       ”ก็ยังเหมือนเดิม ยังให้ความรู้ จัดสัมมนาควบคู่กับการปราบปรามเหมือนเดิม ปีหน้า BSA จะยังคงให้ความรู้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย เพื่อให้เกิดการซื้อและขายอย่างถูกต้อง ที่ผ่านมาผู้ขายช่วยเราและทำให้การละเมิดลิขสิทธิ์เกิดน้อยลง เราเชื่อว่าผู้ซื้อและผู้ขายต้องไปด้วยกัน แน่นอนว่าเราบังคับไม่ได้แต่จะใช้วิธีผสมกับการปราบปราม ซึ่งถ้าผู้ขายยังไม่รู้ข้อมูลวิธีการขายซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ให้ติดต่อได้ที่ BSA
       
       ศิริภัทรเชื่อว่าอัตราการละเมิดลิขสิทธิ์ของไทยตอนนี้ซึ่งอยู่ที่ 78% ลดลงจาก 80% ถือว่าการดำเนินงานของ BSA ได้ผล และสามารถประเมินได้ว่าปี 52 จะลดลงเหลือเท่าใดแต่เชื่อว่าผู้ใช้งานซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์จะมีมากขึ้น
       
       “เพราะตัวเลข 78% ไม่เพิ่มขึ้นทั้งที่ตลาดขยายใหญ่ขึ้น ถือเป็นสัญญาณที่ดี การจับกุมในปี 52 ควรจะต้องไม่มากขึ้นด้วย”
       
       สำหรับเหตุที่ตำรวจเห็นซีดีเถื่อนข้างถนนแล้วไม่ดำเนินการจับกุม พ.ต.อ.ศรายุทธไขข้อข้องใจว่าเป็นเพราะป้องกันการเกิดการฟ้องร้องตามมาในภายหลัง หากคดีไม่มีเจ้าทุกข์ ขณะเดียวกันก็ยืนยันว่า การละเมิดลิขสิทธิ์ในส่วนราชการนั้นมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก ซึ่งประชาชนทั่วไปมักเข้าใจผิดในจุดนี้
       
       ”ถ้าเป็นการวางจำหน่ายซีดีเถื่อน จับได้เพราะเป็นความผิดซึ่งหน้า แต่ถ้าไม่มีเจ้าทุกข์ ตร.ก็ต้องปล่อยตัวไป จำเลยก็อาจจะฟ้องร้องค่าเสียหายจากตำรวจได้” พ.ต.อ.ศรายุทธกล่าว “สำหรับหน่วยงานราชการ การจัดซื้อคอมพิวเตอร์จะรวมค่าซอฟต์แวร์แล้ว ถ้าจะมีโปรแกรมผิดลิขสิทธิ์ก็น่าจะเกิดที่ขั้นตอนการตรวจรับผิดพลาด จุดนี้แสดงให้เห็นว่าเราต้องให้ความรู้กับทุกคน สรุปคือโอกาสละเมิดในส่วนราชการแทบจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นเลย ถ้าจะเกิดก็คือคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กส่วนตัว”
       โดย:ข่าวไอที

สัญญาณ บรอดแบนด์ ชะลอตัว โจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องมอง

Thursday, December 11th, 2008

การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเป็นกุญแจสำคัญดอกหนึ่งในการพัฒนาความสามารถและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ ส่งผลให้อินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ (ความเร็วสูง) กลายเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเพื่อให้ถึงเป้าหมายดังกล่าว

ปัจจุบันอัตราผู้ใช้บรอดแบนด์ผ่านรูปแบบต่างๆ ในไทยปี 2550 มีเพียงร้อยละ 7 ของครัวเรือนไทย หรือ ประมาณ 1.2 ล้านพอร์ต และคาดว่าสิ้นปีตัวเลขน่าจะจบที่ 11% หรือ 1.9 ล้านพอร์ต แต่นับเป็นตัวเลขที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สิงคโปร์ที่มีอัตราผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในครัวเรือนสูงถึง 93%

ล่าสุด ประเทศไทยจะมีแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร พ.ศ.2552-2556 ที่กระทรวงเป็นผู้ไอซีทีเป็นผู้จัดทำขึ้น โดยมีเป้าหมายข้อหนึ่งว่าประชาชนกว่า 50% สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้

ขณะเดียวกันสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ออกมาป่าวประกาศว่าครึ่งปีแรกของปี 2552 สามารถที่จะออกใบอนุญาต 3จี ได้ ตามมาด้วยครึ่งปีหลังที่จะมีใบอนุญาตไวแมกซ์ตามมา

ในเวทีสัมมนา “ไทยแลนด์ บรอดแบนด์ ฟอรั่ม 2008″ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ รองประธานมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยฉายภาพว่า อินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ทำให้ปริมาณการไหลเวียนของข้อมูลมีมากขึ้นในระยะเวลาที่สั้นลง และปริมาณที่มากขึ้น จะนำไปสู่คุณภาพที่ดีขึ้นตามไปด้วย เพราะทุกวันนี้การติดต่อสื่อสารเป็นลักษณะมัลติมีเดียมากขึ้น การหาข้อมูล การค้าขายบนอินเทอร์เน็ต ต้องคำนึงถึงคุณภาพเป็นสิ่งสำคัญ

จุดที่น่าสนใจคือ ผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ จากผู้สอบถามกว่า 3 หมื่นราย พบว่าในปี 2548 ประเทศไทยมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 7.1 ล้านครัวเรือน ปี 2549 เพิ่มเป็น 8.4 ล้านครัวเรือน คิดเป็นอัตราการเติบโต 19.5% ขณะที่ปี 2550 มีผู้ใช้เพิ่มเป็น 9.3 ล้านครัวเรือนคิดเป็นอัตราการเติบโต 10%

แต่จากจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในปี 2549 พบว่ามีสัดส่วนของการใช้อินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ 52.8% ขณะที่ปี 2550 มีสัดส่วนเพียง 46.2%

“อัตราการเติบโตของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่ลดลง เป็นสัญญาณไม่ดี เพราะการใช้ อินเทอร์เน็ตของไทยอยู่ในช่วง take off แสดงว่าอินเทอร์เน็ตไทยโตช้าลง ทั้งๆ ที่อัตราส่วนของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตต่อจำนวนประชากรยังไม่เยอะ รวมถึงตัวเลขสัดส่วนผู้ใช้บรอดแบนด์ก็ลดลง เป็นสัญญาณว่าอนาคตของบรอดแบนด์อาจจะไม่สดใส”

ดร.สมเกียรติกล่าวต่อว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญในการผลักดันบรอดแบนด์ คือ เศรษฐกิจ เพราะการใช้บรอดแบนด์หรือไม่ขึ้นกับรายได้ด้วย หากเศรษฐกิจไม่ดี รายได้ประชากรไม่ดีก็จะส่งผลต่อการขยายตัวของตลาดบรอดแบนด์ด้วย และอนาคตจะหวังให้บรอดแบนด์ขยายตัวคงยาก ถ้าไม่มีเทคโนโลยีใหม่ๆ เป็นตัวผลักดัน และ แนวโน้มตลาดปีหน้าคงมีการเติบโตไม่มาก ผู้ประกอบการที่มีฐานลูกค้าเพิ่มขึ้นจะมาจากการย้ายค่ายของลูกค้ามากกว่า

หัวใจสำคัญของการผลักดันการใช้งาน คือ การแก้ปัญหาเรื่องราคา เพราะผู้ใช้งานมองว่าค่าบริการในปัจจุบันยังแพง ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การใช้งานไม่แพร่หลายเท่าที่ควร เพราะเมื่อเปรียบเทียบค่าบริการบรอดแบนด์กับรายได้เฉลี่ยของคนไทยอยู่ที่ 11% ของรายได้ ขณะที่ประเทศที่พัฒนาแล้วเฉลี่ยอยู่ที่ 2%

ทั้งนี้ การกำหนดราคาให้เหมาะสมขึ้นกับสภาพการแข่งขันของตลาดเป็นสำคัญ ซึ่ง”กทช.” คือผู้ที่จะผลักดันให้บรอดแบนด์ เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม พร้อมกับนำเสนอเทคโนโลยีที่หลากหลายเพื่อเพิ่มอัตราการใช้บรอดแบนด์ให้มีมากขึ้น เช่น ตลาดไวแมกซ์และ 3จี ต้องให้มีผู้ประกอบการรายใหม่เข้าสู่ตลาด เพื่อสร้างการแข่งขันมากขึ้น เพราะถ้ามีแต่ผู้ประกอบการ รายเดิมจะไม่มีแรงจูงใจการแข่งขันด้านราคา

รวมถึงประเด็นเรื่องการเก็บค่าไอซี ต้องสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เพราะถ้าค่าไอซียังสูงเกินจริงจะทำให้เกิดการกีดกันการแข่งขัน และผู้เล่นรายใหม่อาจไม่อยากเข้าสู่ตลาด

ขณะที่ “เอกรัศมิ์ อวยสินประเสริฐ” กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ เสนอความเห็นว่า ที่ผ่านมายังไม่เห็นการขับเคลื่อนที่เป็นรูปธรรมมากนักในการผลักดันให้เกิดการใช้บรอดแบนด์ในไทย มีเพียงแต่นโยบายแผนแม่บทเท่านั้น

ประเด็นสำคัญอยู่ที่การชี้ให้ประชาชนทั่วไปและกลุ่มเอสเอ็มอีเห็นว่า การใช้ บรอดแบนด์มีประโยชน์อย่างไร และหากขาดบรอดแบนด์แล้วต้องเสียประโยชน์อะไร เพราะปัจจุบันคนที่เข้าใจคือคนไอทีที่รู้ว่าการ ใช้บรอดแบนด์จะช่วยเพิ่ม productivity ลดค่าใช้จ่าย เช่น ลดค่าน้ำมัน ช่วยให้เข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และทำให้เกิดการเรียนรู้ แต่ในต่างจังหวัดยังไม่มีข้อมูล

“สิ่งที่ต้องฝากรัฐคือต้องมองไอซีทีเป็น agenda ของชาติ เป็นส่วนประกอบของการสร้างเมือง และอยากให้ กทช.มี นโยบายที่เป็นรูปธรรมเพื่อผลักดันการใช้ บรอดแบนด์ในต่างจังหวัดอย่างแข็งขัน และมีเป้าหมายในการพัฒนาเป็นขั้นตอนอย่างชัดเจน เช่น เมืองใหญ่ เมืองรอง เพื่อประโยชน์ในการลดช่องว่างให้น้อยลง เพราะหากพัฒนาแต่ใน กทม. ละเลยเมืองเล็กๆ จะยิ่งทำให้ช่องว่างการเข้าถึงเทคโนโลยีมีมากขึ้น เพราะไอซีทียังไม่ถูกมองในฐานะเป็นสาธารณูปโภครูปแบบหนึ่ง”

ด้าน “นนท์ อิงคุทานนท์” ผู้จัดการทั่วไป บริการบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต/ทรู ออนไลน์ จากค่ายทรู เสนอความเห็นว่า ปัจจัยการขยายบรอดแบนด์ลำดับแรกคือ ต้องรู้ว่าจะให้ความสำคัญกับพื้นที่ใน ต่างจังหวัด หรือ กทม. เพราะหากเป็น ต่างจังหวัด ควรเน้นที่ไวแมกซ์ เพราะสามารถเข้าไปทดแทนพื้นที่การลากสายเข้าไม่ถึงได้ และสำหรับพื้นที่ในเมืองก็ใช้ 3จี ช่วยรองรับส่วนหนึ่ง ดังนั้นหากต้องการให้ภาคท้องถิ่นมีการพัฒนาของเศรษฐกิจเท่าในเมือง การออกใบอนุญาตไวแมกซ์ควรจะถูกพิจารณาพร้อมๆ กับใบอนุญาต 3จี

ส่วนตัวแทนจากภาครัฐ “พิทยาพล จันทนะสาโร” รองเลขาธิการ กทช. กล่าวว่า สิ่งที่ กทช.ทำ คือ การเก็บค่าธรรมเนียมที่ไม่มาก และเสนอเทคโนโลยีที่หลากหลายเพื่อให้ผู้ประกอบการพิจารณา แต่ขณะเดียวกัน ปัจจุบันผู้ประกอบการหลายรายยังมีสถานการณ์การเงินที่ย่ำแย่มานาน หากต้องการพัฒนาต้องทำให้บริษัทมีกำไร มีฐานะการเงินที่เข้มแข็ง เพื่อให้มีการลงทุนมากขึ้น

การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเป็นกุญแจสำคัญดอกหนึ่งในการพัฒนาความสามารถและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ ส่งผลให้อินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ (ความเร็วสูง) กลายเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเพื่อให้ถึงเป้าหมายดังกล่าว

ปัจจุบันอัตราผู้ใช้บรอดแบนด์ผ่านรูปแบบต่างๆ ในไทยปี 2550 มีเพียงร้อยละ 7 ของครัวเรือนไทย หรือ ประมาณ 1.2 ล้านพอร์ต และคาดว่าสิ้นปีตัวเลขน่าจะจบที่ 11% หรือ 1.9 ล้านพอร์ต แต่นับเป็นตัวเลขที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สิงคโปร์ที่มีอัตราผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในครัวเรือนสูงถึง 93%

ล่าสุด ประเทศไทยจะมีแผนแม่บทเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร พ.ศ.2552-2556 ที่กระทรวงเป็นผู้ไอซีทีเป็นผู้จัดทำขึ้น โดยมีเป้าหมายข้อหนึ่งว่าประชาชนกว่า 50% สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้

ขณะเดียวกันสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ออกมาป่าวประกาศว่าครึ่งปีแรกของปี 2552 สามารถที่จะออกใบอนุญาต 3จี ได้ ตามมาด้วยครึ่งปีหลังที่จะมีใบอนุญาตไวแมกซ์ตามมา

ในเวทีสัมมนา “ไทยแลนด์ บรอดแบนด์ ฟอรั่ม 2008″ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ รองประธานมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยฉายภาพว่า อินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ทำให้ปริมาณการไหลเวียนของข้อมูลมีมากขึ้นในระยะเวลาที่สั้นลง และปริมาณที่มากขึ้น จะนำไปสู่คุณภาพที่ดีขึ้นตามไปด้วย เพราะทุกวันนี้การติดต่อสื่อสารเป็นลักษณะมัลติมีเดียมากขึ้น การหาข้อมูล การค้าขายบนอินเทอร์เน็ต ต้องคำนึงถึงคุณภาพเป็นสิ่งสำคัญ

จุดที่น่าสนใจคือ ผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ จากผู้สอบถามกว่า 3 หมื่นราย พบว่าในปี 2548 ประเทศไทยมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 7.1 ล้านครัวเรือน ปี 2549 เพิ่มเป็น 8.4 ล้านครัวเรือน คิดเป็นอัตราการเติบโต 19.5% ขณะที่ปี 2550 มีผู้ใช้เพิ่มเป็น 9.3 ล้านครัวเรือนคิดเป็นอัตราการเติบโต 10%

แต่จากจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในปี 2549 พบว่ามีสัดส่วนของการใช้อินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ 52.8% ขณะที่ปี 2550 มีสัดส่วนเพียง 46.2%

“อัตราการเติบโตของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่ลดลง เป็นสัญญาณไม่ดี เพราะการใช้ อินเทอร์เน็ตของไทยอยู่ในช่วง take off แสดงว่าอินเทอร์เน็ตไทยโตช้าลง ทั้งๆ ที่อัตราส่วนของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตต่อจำนวนประชากรยังไม่เยอะ รวมถึงตัวเลขสัดส่วนผู้ใช้บรอดแบนด์ก็ลดลง เป็นสัญญาณว่าอนาคตของบรอดแบนด์อาจจะไม่สดใส”

ดร.สมเกียรติกล่าวต่อว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญในการผลักดันบรอดแบนด์ คือ เศรษฐกิจ เพราะการใช้บรอดแบนด์หรือไม่ขึ้นกับรายได้ด้วย หากเศรษฐกิจไม่ดี รายได้ประชากรไม่ดีก็จะส่งผลต่อการขยายตัวของตลาดบรอดแบนด์ด้วย และอนาคตจะหวังให้บรอดแบนด์ขยายตัวคงยาก ถ้าไม่มีเทคโนโลยีใหม่ๆ เป็นตัวผลักดัน และ แนวโน้มตลาดปีหน้าคงมีการเติบโตไม่มาก ผู้ประกอบการที่มีฐานลูกค้าเพิ่มขึ้นจะมาจากการย้ายค่ายของลูกค้ามากกว่า

หัวใจสำคัญของการผลักดันการใช้งาน คือ การแก้ปัญหาเรื่องราคา เพราะผู้ใช้งานมองว่าค่าบริการในปัจจุบันยังแพง ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การใช้งานไม่แพร่หลายเท่าที่ควร เพราะเมื่อเปรียบเทียบค่าบริการบรอดแบนด์กับรายได้เฉลี่ยของคนไทยอยู่ที่ 11% ของรายได้ ขณะที่ประเทศที่พัฒนาแล้วเฉลี่ยอยู่ที่ 2%

ทั้งนี้ การกำหนดราคาให้เหมาะสมขึ้นกับสภาพการแข่งขันของตลาดเป็นสำคัญ ซึ่ง”กทช.” คือผู้ที่จะผลักดันให้บรอดแบนด์ เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม พร้อมกับนำเสนอเทคโนโลยีที่หลากหลายเพื่อเพิ่มอัตราการใช้บรอดแบนด์ให้มีมากขึ้น เช่น ตลาดไวแมกซ์และ 3จี ต้องให้มีผู้ประกอบการรายใหม่เข้าสู่ตลาด เพื่อสร้างการแข่งขันมากขึ้น เพราะถ้ามีแต่ผู้ประกอบการ รายเดิมจะไม่มีแรงจูงใจการแข่งขันด้านราคา

รวมถึงประเด็นเรื่องการเก็บค่าไอซี ต้องสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เพราะถ้าค่าไอซียังสูงเกินจริงจะทำให้เกิดการกีดกันการแข่งขัน และผู้เล่นรายใหม่อาจไม่อยากเข้าสู่ตลาด

ขณะที่ “เอกรัศมิ์ อวยสินประเสริฐ” กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ เสนอความเห็นว่า ที่ผ่านมายังไม่เห็นการขับเคลื่อนที่เป็นรูปธรรมมากนักในการผลักดันให้เกิดการใช้บรอดแบนด์ในไทย มีเพียงแต่นโยบายแผนแม่บทเท่านั้น

ประเด็นสำคัญอยู่ที่การชี้ให้ประชาชนทั่วไปและกลุ่มเอสเอ็มอีเห็นว่า การใช้ บรอดแบนด์มีประโยชน์อย่างไร และหากขาดบรอดแบนด์แล้วต้องเสียประโยชน์อะไร เพราะปัจจุบันคนที่เข้าใจคือคนไอทีที่รู้ว่าการ ใช้บรอดแบนด์จะช่วยเพิ่ม productivity ลดค่าใช้จ่าย เช่น ลดค่าน้ำมัน ช่วยให้เข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และทำให้เกิดการเรียนรู้ แต่ในต่างจังหวัดยังไม่มีข้อมูล

“สิ่งที่ต้องฝากรัฐคือต้องมองไอซีทีเป็น agenda ของชาติ เป็นส่วนประกอบของการสร้างเมือง และอยากให้ กทช.มี นโยบายที่เป็นรูปธรรมเพื่อผลักดันการใช้ บรอดแบนด์ในต่างจังหวัดอย่างแข็งขัน และมีเป้าหมายในการพัฒนาเป็นขั้นตอนอย่างชัดเจน เช่น เมืองใหญ่ เมืองรอง เพื่อประโยชน์ในการลดช่องว่างให้น้อยลง เพราะหากพัฒนาแต่ใน กทม. ละเลยเมืองเล็กๆ จะยิ่งทำให้ช่องว่างการเข้าถึงเทคโนโลยีมีมากขึ้น เพราะไอซีทียังไม่ถูกมองในฐานะเป็นสาธารณูปโภครูปแบบหนึ่ง”

ด้าน “นนท์ อิงคุทานนท์” ผู้จัดการทั่วไป บริการบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต/ทรู ออนไลน์ จากค่ายทรู เสนอความเห็นว่า ปัจจัยการขยายบรอดแบนด์ลำดับแรกคือ ต้องรู้ว่าจะให้ความสำคัญกับพื้นที่ใน ต่างจังหวัด หรือ กทม. เพราะหากเป็น ต่างจังหวัด ควรเน้นที่ไวแมกซ์ เพราะสามารถเข้าไปทดแทนพื้นที่การลากสายเข้าไม่ถึงได้ และสำหรับพื้นที่ในเมืองก็ใช้ 3จี ช่วยรองรับส่วนหนึ่ง ดังนั้นหากต้องการให้ภาคท้องถิ่นมีการพัฒนาของเศรษฐกิจเท่าในเมือง การออกใบอนุญาตไวแมกซ์ควรจะถูกพิจารณาพร้อมๆ กับใบอนุญาต 3จี

ส่วนตัวแทนจากภาครัฐ “พิทยาพล จันทนะสาโร” รองเลขาธิการ กทช. กล่าวว่า สิ่งที่ กทช.ทำ คือ การเก็บค่าธรรมเนียมที่ไม่มาก และเสนอเทคโนโลยีที่หลากหลายเพื่อให้ผู้ประกอบการพิจารณา แต่ขณะเดียวกัน ปัจจุบันผู้ประกอบการหลายรายยังมีสถานการณ์การเงินที่ย่ำแย่มานาน หากต้องการพัฒนาต้องทำให้บริษัทมีกำไร มีฐานะการเงินที่เข้มแข็ง เพื่อให้มีการลงทุนมากขึ้น

โดย:ข่าวไอที

SIS วั่นไอทีปีฉลูไม่โต เปิดเกมรุกอุปกรณ์เสริม

Thursday, December 11th, 2008

เอสไอเอส เผยแนวโน้มตลาดไอทีปีหน้าไม่มีการเติบโต กระทบดีลเลอร์รายย่อยอาจต้องปิดตัวกว่า 10% ของตลาดสังเวยพิษเศรษฐกิจ เร่งปรับแผนการทำธุรกิจ ทุ่มทรัพยากรทั้งเงินและคนจับตลาดแอ็กเซสซอรี่ เหตุคนชะลอการซื้อสินค้าใหม่ดันตลาดอุปกรณ์เสริมบูม ล่าสุดจับมือ “คอมมี่” ขายแบตเตอรี่โน้ตบุ๊กถูกกว่า แบรนด์เนม 20-30%

นายสมชัย สิทธิชัยศรีชาติ กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท เอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากปัจจัยลบต่างๆ ที่เกิดขึ้น คาดว่าตลาดไอทีปีหน้าอยู่ในลักษณะทรงตัวไม่เติบโต ส่งผลให้ทุกคนต้องปรับตัว โดยปีหน้าเอสไอเอสจะโฟกัสสินค้ากลุ่มอุปกรณ์เสริมมากขึ้น ซึ่งมีมูลค่าตลาดประมาณ 3,000 ล้านบาท เพราะ คาดว่าตลาดกลุ่มนี้จะมีขนาดใหญ่ขึ้นตามการเติบโตของตลาดโน้ตบุ๊กที่มียอดขายประมาณแสนเครื่องต่อเดือน

แม้ว่าปัจจุบันยอดขายโน้ตบุ๊กจะเติบโตน้อยลง เพราะช่วงเศรษฐกิจไม่ดี ผู้บริโภคจะไม่ลงทุนซื้อเครื่องใหม่ แต่จะซื้ออุปกรณ์เสริมต่างๆ เพื่อให้สามารถใช้งานได้นานขึ้น จึงคาดว่าจะทำให้ตลาดกลุ่มนี้มีการเติบโตที่ดีขึ้น

โดยบริษัทได้โยกย้ายการลงทุนทั้งคนและทรัพยากรต่างๆ มาดูแลกลุ่มธุรกิจที่มีการเติบโตสูง เช่น ปีหน้ารับพนักงานขายเพิ่มเพื่อมาดูแลกลุ่มสินค้าแอ็กเซสซอรี่ เป็นต้น

ล่าสุดบริษัทได้จับมือกับคอมมี่ เพื่อเป็น ผู้แทนจำหน่ายแบตเตอรี่โน้ตบุ๊ก โดยจะวางจำหน่ายตามร้านขายโน้ตบุ๊ก ร้านขายอุปกรณ์เสริม ร้านซ่อมคอมพิวเตอร์

“จากปัจจัยเศรษฐกิจชะลอตัวลงทำให้คนชะลอการซื้อสินค้า บวกกับธนาคารเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ กระทบต่อสภาพคล่องของตลาด คาดว่าปีหน้าจะมีร้านค้า ไอทีรายย่อยประมาณ 10% ต้องปิดตัว ทั้งร้านค้าปลีกและผู้ติดตั้งระบบไอที”

และคาดว่าทุกบริษัทในแวดวงอุตสาหกรรมไอทีต่างได้รับผลกระทบโดยทั่วหน้า โดยปีหน้าเอสไอเอสตั้งเป้ายอดขายเท่าเดิมถือว่าพอใจแล‰ว

ในส่วนของบริษัทเชื่อว่ายังได้รับผลกระทบไม่มากนัก เพราะมีร้านดีลเลอร์รายใหญ่ที่แข็งแกร่งอยู่ ขณะเดียวกันได้ช่วยเหลือคู่ค้าเบื้องต้น คือ เปลี่ยนวิธีการขาย จากเดิมให้เซลส์ขายสินค้าแก่ดีลเลอร์เป็นลอตใหญ่ๆ ทีละมากๆ เป็นจำนวนครั้งละไม่มากแต่ถี่ขึ้น

ด้านนายชวลิต มโนวิลาส ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คอมมี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดแบตเตอรี่มือถือเริ่มอิ่มตัวทำให้บริษัทได้เพิ่มไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ คือ แบตเตอรี่โน้ตบุ๊ก จุดเด่นคือ ใช้เซลล์จากญี่ปุ่น ระบบเซฟตี้วาล์ว ครอบคลุมโน้ตบุ๊กในตลาด 44 รุ่น 600 โมเดล ราคา 2,900-3,000 บาท ถูกกว่าแบตเตอรี่แบรนด์โน้ตบุ๊ก 20-30%

โดยบริษัทแต่งตั้งให้เอสไอเอสเป็นผู้แทนจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียว

ทั้งนี้แบตเตอรี่โน้ตบุ๊กมีมูลค่าตลาดประมาณ 150 ล้านบาท เติบโตตามโน้ตบุ๊กที่โต 20-30% ต่อปี ซึ่งเมื่อใช้งาน 1-2 ปี ผู้บริโภคก็ต้องเริ่มซื้อแบตเตอรี่ก้อนที่ 2

นายชวลิตกล่าวถึงการทำตลาดแบตเตอรี่มือถือว่า ในปีนี้ได้ปรับปรุงช่องทางจำหน่ายโดยแต่งตั้งดิสทริบิวเตอร์ในแต่ละภาค เพื่อให้กระจายสินค้าลงลึกถึงแต่ละอำเภอมากขึ้น จากเดิมจะเข้าถึงดีลเลอร์เฉพาะหัวเมืองใหญ่

ทั้งนี้ส่งผลให้สินค้าของคอมมี่ครอบคลุมต่างจังหวัดมากขึ้น และปีหน้ายังโฟกัสต่างจังหวัดต่อเนื่องโดยเน้นทำตลาดแบบบีโลว์เดอะไลน์ โปรโมชั่นตามหน้าจุดขายมากขึ้น

ขณะที่ตลาดใน กทม. คอมมี่ยังเป็นผู้ทำตลาดผ่านทางเชนสโตร์มือถือ รวมถึงโมเดิร์นเทรดต่างๆ แม้ว่าปัจจัยจากสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง บริษัทพบว่ายอดขายและยอดการสั่งผลิตสินค้าที่โรงงานของบริษัทยังไม่ลดลง บริษัทยังไม่มีการปรับลดกำลังการผลิต ทั้งนี้ต้องรอดูสถานการณ์ในไตรมาสที่ 1/2552 อีกครั้ง

สำหรับปีนี้คาดว่ามีรายได้ประมาณ 300 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมา 275 ล้านบาท โดยเป็นรายได้จากแบตเตอรี่มือถือ 65% แบตเตอรี่กล้อง 15% และอุปกรณ์เสริมอื่นๆ 20% และตั้งเป้ายอดขายแบตเตอรี่โน้ตบุ๊ก 30 ล้านบาท

หน้า 28

โดย:ข่าวไอที

 
 
 

NEC N-01A ทัชโฟน สไลด์ แอนด์ สวิง

Friday, November 28th, 2008

 

NEC N-01A โทรศัพท์มือถือ หน้าจอสัมผัส ตัวเครื่องออกแบบมาในรูปทรงฝาสไลด์แล้วสวิง

NEC N-01A ทัชโฟน สไลด์ แอนด์ สวิง คือ เลื่อนขึ้นแล้วหมุนเป็นแนวนอน 90 องศา เพื่อความเหมาะสมในการชมวีดีโอ/โทรทัศน์หรือท่องเว็บไซต์ และ สามารถหมุนได้อีก 90 องศา เพื่อใช้ในการสนทนา จอแสดงผล ความละเอียด 480 x 854 พิกเซล กว้าง 3.2 นิ้ว แสดงผลได้ทั้งในแนวตั้งหรือแนวนอน รองรับเครือข่าย 3G - HSDPA 7.2 Mbps เต็มอิ่มกับการฟังเพลงด้วยระบบเสียงรอบทิศทาง 5.1 ช่อง บันทึกภาพถ่ายผ่านกล้อง 5.2 ล้านพิกเซล