Archive for the ‘E-Marketing’ Category

คอมมาร์ต โคราช สุดยอดโปรโมชั่น

Monday, March 23rd, 2009

ชูโปรโมชั่นเดียวงานคอมมาร์ต โคราช-สงขลาจัดงานไอทีแฟร์

กระตุ้นตลาดไอที โคราชจัด “ไอทีแฟร์ เอ็กซ์ตร้า” คาดยอดขายกว่า 30 ล้าน ขณะที่สงขลาจัดงาน “คอมพิวเตอร์แฟร์” ลดสนั่นใต้ ชูโปรโมชั่นเดียวกับงาน คอมมาร์ตที่กรุงเทพฯ

นายชาคริต ปวรินทร์พงษ์ ประธานชมรมผู้ประกอบการไอที จ.นครราชสีมา กล่าวว่า ยอดขายโดยรวมของสินค้าไอทีตกต่ำกว่า 15% จึงมีแผนกระตุ้นตลาดไอทีใน จ.นครราชสีมาและจังหวัดใกล้เคียง โดยเตรียมจัดงานไอที 2 งานใหญ่ คือ “ไอทีแฟร์” ซึ่งจัดขึ้นทุกปี ในช่วงเดือนมิถุนายน

สำหรับงานที่จัดเพิ่ม คือ “ไอทีแฟร์ เอ็กซ์ตร้า 2009″ วันที่ 19-25 มีนาคมนี้ ที่บริเวณลานโปรโมชั่น เดอะมอลล์โคราช ซึ่งจัดให้ตรงกับงานคอมมาร์ต ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เนื่องจากจะได้โปรโมชั่นและราคาเดียวกันทุกแบรนด์สินค้า ผู้บริโภคไม่ต้องเดินทางไกลไปกรุงเทพฯ

งานไอทีเอ็กซ์ตร้าในปีนี้จะไม่นำผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าสินค้าไอทีมาออกงานโดยตรง แต่จะเป็นร้านค้าไอทีใน จ.นครราชสีมา ที่รวมกลุ่มกันในนามชมรมผู้ประกอบการไอทีโคราชมาแสดงสินค้า ประกอบด้วยกลุ่มไอทีโซน, ใต้ฟ้าคอมพิวเตอร์, ราชสีมา ไอทีคอมพิวเตอร์, ราชสีมาแอ๊ดวานซ์คอมพิวเตอร์, ดีพีคอมพิวเตอร์, ศรีชัยดิจิตอล และเควีเทลาคอม คาดว่าจะมียอดขายไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท

ด้านนายเฉลิมพงษ์ จักรเครือ ประธานชมรมธุรกิจคอมพิวเตอร์จังหวัดสงขลา กล่าวว่า กำหนดจัดงาน “คอมพิวเตอร์แฟร์ 2009″ ในวันที่ 20-22 มีนาคมนี้ ที่โรงเรียนศรีนคร หาดใหญ่ ปีนี้มีผู้ผลิตชั้นนำในวงการคอมพิวเตอร์และไอทีเข้าร่วมงานกว่า 16 บริษัท รวมทั้งดีลเลอร์อีกกว่า 10 ราย

“เป็นโอกาสทองของผู้ซื้อ เนื่องจากใช้โปรโมชั่นและราคาเดียวกันกับงานคอมมาร์ตที่กรุงเทพฯ ลูกค้าทางใต้ไม่ต้องเดินทางไปไกลถึงกรุงเทพฯ เรายกขบวนสินค้าดีราคาถูกมาไว้ในงานนี้แล้ว อาทิ โน้ตบุ๊ก ราคาหมื่นกว่าบาท และเน็ตบุ๊กพร้อมซิม ซึ่งเคาะราคาขายต่ำสุดแค่ 6,990 บาท จะเป็นพระเอกของงาน คาดว่าจะมียอดขายสะพัดไม่น้อยกว่า 2,500 เครื่อง มีเงินหมุนเวียนกว่า 40 ล้านบาท”

นายเฉลิมพงษ์กล่าวถึงทิศทางตลาดคอมพิวเตอร์ใน จ.สงขลาว่า จากภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา ธุรกิจคอมพิวเตอร์จะยังคงทรงตัว โดยกลุ่มสินค้าคอนซูเมอร์ โปรดักต์จะหดตัวราว 5-10% ในด้านการแข่งขันนั้นถือว่าผู้ผลิตส่งมาขายในราคาต่ำอยู่แล้ว ร้านค้าจะไม่ขายตัดราคากัน เพราะกำไรต่อหน่วยไม่มากนัก แต่ต้องมีค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการสูง ซึ่งปีนี้ต้นทุนจะ สูงขึ้น แต่มูลค่าการขายจะเท่าเดิม ปัจจุบันสงขลามีผู้ประกอบการทั้งรายเล็กรายใหญ่ 200 ราย

สำหรับเช็คช่วยชาติ 2,000 บาทนั้น เสียดายที่เช็คมาไม่ทันช่วงจัดงาน แต่หลังจากนี้ไป หากผู้ค้าแต่ละรายจะใช้โอกาสนี้ สร้างกระแสการจับจ่าย โดยเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้ผู้ถือเช็คมาจับจ่ายสินค้าไอที ก็เป็นเรื่องที่ดี ช่วยกันกระตุ้นตลาดอีกทางหนึ่ง

ที่มาwww.matichon.co.th

TCCTจับมือ3พันธมิตรข้ามชาติ

Monday, March 23rd, 2009

ทีซีซีที”จับมือ3พันธมิตรข้ามชาติ เปิดเกมรุกขยายตลาด”ดาต้าเซ็นเตอร์”คุมเอเชีย

“ทีซีซีที” ผนึก 3 พันธมิตรข้ามชาติ “เวียดนาม-สิงคโปร์-มาเลย์” เดินหน้าชูนโยบายดาต้าเซ็นเตอร์ “วันสต็อปเซอร์วิส” พร้อมแผนเชื่อมต่อระบบดาต้าเซ็นเตอร์ถึงกันหมด รองรับการขยายตลาดลูกค้าต่างชาติในภูมิภาคเอเชีย

นายโฆษิต สุขสิงห์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ที.ซี.ซี. เทคโนโลยี จำกัด (ทีซีซีที) ในเครือ ที.ซี.ซี. ของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี กล่าวว่า ศักยภาพการเติบโตของตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ในเอเชียที่สูงมากในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา บวกกับปริมาณความต้องการใช้แบนด์วิดท์สูงกว่า 100% ทุกปี และสถานการณ์ปัจจุบันที่มีความไม่แน่นอนสูง ทำให้องค์กรต่างๆ ต้องการติดตั้งระบบสำรองข้อมูลไปยังประเทศอื่นๆ รวมถึงลูกค้าส่วนใหญ่ที่ลงทุนในภูมิภาคนี้ คือกลุ่มลูกค้าต่างชาติที่ต้องการสำรองข้อมูลในหลายๆ ประเทศมากกว่าประเทศเดียวจึงทำให้มีโอกาสทางธุรกิจ

บริษัทจึงได้ตกลงความร่วมมือระหว่างผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลอิสระในภูมิภาค 4 ราย คือ ทีซีซีที จากประเทศไทย, 1-Net สิงคโปร์, AIMS Asia Group จากมาเลเซีย และ CMC Telecom จากประเทศเวียดนาม จัดตั้งเป็นกลุ่ม Asia Data Center Alliance (ADCA) ประโยชน์ที่สมาชิกภายในกลุ่ม ได้รับคือการแชร์ฐานลูกค้าระหว่างกลุ่มสมาชิก ทำให้แต่ละบริษัทมีฐานลูกค้าเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถรวมกันจัดซื้อสินค้า เช่น อุปกรณ์เน็ตเวิร์กในราคาที่ดีขึ้นด้วย ขณะเดียวกันแต่ละบริษัทจะเป็น ตัวแทนในการทำตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ของพันธมิตรแต่ละราย และจะได้รับส่วนแบ่งรายได้ระหว่างกัน

แม้ว่าปัจจุบันไอดีซีประเมินว่าอัตราการเติบโตของตลาดไอซีทีในไทยมีประมาณ 6% แต่จากภาวะทางเศรษฐกิจที่ถดถอยในสหรัฐและยุโรป คาดว่าแต่ละองค์กรจะหันมาโฟกัสที่เอเชียมากขึ้น เพราะได้รับผลกระทบน้อยกว่าภูมิภาคอื่นๆ ทำให้เงินลงทุนไหล เข้ามาในภูมิภาคเอเชียมากขึ้น จึงเป็นโอกาสของธุรกิจ เพราะปัจจุบันลูกค้าจะมองหาโซลูชั่นที่มีความคุ้มค่ามากที่สุดเพื่อระมัดระวังในการลงทุน

นายโฆษิตกล่าวอีกว่า ขณะนี้บริษัท ทีซีซีทีได้รับใบอนุญาตบริการอินเทอร์เน็ตเกตเวย์ระหว่างประเทศและการเชื่อมโยงโครงข่ายภายในประเทศ ประเภทที่ 2 จาก กทช. ดังนั้นปีนี้บริษัทจะเน้นขยายโครงข่ายอินเทอร์เน็ตในประเทศเป็นหลัก เพื่อรองรับลูกค้าองค์กรและกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในเครือ ที.ซี.ซี. โดยมีแผนที่จะลงทุน ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท เพื่อขยายพื้นที่ดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีอยู่ 2 แห่ง คือ บริเวณบางนาและตึกเอ็มไพร์ทาวเวอร์ แทนการเพิ่มจำนวนศูนย์ใหม่ พร้อมกับลงทุนเพิ่มจุดเชื่อมต่อไปต่างประเทศ

ทั้งนี้ปีที่ผ่านมาบริษัทมีรายได้ประมาณ 200 ล้านบาท โดยสัดส่วนลูกค้า 60% เป็นลูกค้าในเครือบริษัท ที.ซี.ซี. และนอกเครือ 40% เช่น กลุ่มบริษัทต่างชาติที่มาลงทุนในไทย และบริษัทที่มีสาขาในประเทศต่างๆ

โดยนายเยา เตา เคียน กรรมการผู้จัดการ บริษัท 1-Net สิงคโปร์ ในฐานะประธานกลุ่ม Asia Data Center Alliance (ADCA) กล่าวว่า หลังจากผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลอิสระ 4 รายได้ลงนามความร่วมมือกันเมื่อ 9 เดือนที่ผ่านมา ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการเริ่มปฏิบัติงานเพื่อสร้างบริการศูนย์ข้อมูลเป็นแบบวันสต็อปช็อป โดยลูกค้าที่ใช้บริการของสมาชิกรายใดก็ตาม สามารถถ่ายโอนข้อมูลหรือสำรองข้อมูลระหว่างศูนย์ข้อมูลภายในกลุ่มสมาชิกได้

แผนระยะสั้นต่อจากนี้ คือ การกำหนดมาตรฐาน ราคา ความปลอดภัย และการบริการให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน และการพัฒนาทางระบบการส่งข้อมูลทางเทคนิคระหว่างกลุ่มสมาชิกให้มีความรวดเร็วขึ้น และแผนอีก 2-3 ปีข้างหน้าจะเชื่อมต่อระบบศูนย์ข้อมูลระหว่างประเทศทั้งหมดเข้าหากัน เพื่อให้ข้อมูลสามารถส่งถึงกันรวดเร็วขึ้นและมีความปลอดภัย

“ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดความร่วมมือ คือ ความต้องการของลูกค้าในภูมิภาคที่ต้องการใช้บริการดาต้าเซ็นเตอร์มีมากขึ้น และลูกค้าต้องการโซลูชั่นที่ง่าย ขณะที่แต่ละประเทศมีจุดแข็งทำให้เมื่อรวมกันกลายเป็นจุดแข็งของกลุ่ม ADCA ที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าในระดับภูมิภาคได้”

ทั้งนี้การลงทุนเบื้องต้นเน้นการขยายดาต้าเซ็นเตอร์ของแต่ละรายเป็นหลัก โดยปัจจุบันมีพื้นที่ดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งหมดรวมกันประมาณ 5 หมื่น ตร.ม. เจาะกลุ่มลูกค้า ผู้ให้บริการโทรคมนาคม บริษัทข้ามชาติ เป็นต้น คาดว่าปี 2553 จะมีรายได้จากการให้บริการ์รวมกัน 2.7 พันล้านบาท

ขณะเดียวกันในอนาคตทางกลุ่ม ADCA อาจมีพันธมิตรรายใหม่เพิ่มเข้ามา เช่น อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์

“ประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับคือสามารถใช้บริการศูนย์ข้อมูลหรือสำรองข้อมูลในประเทศกลุ่มพันธมิตรได้ในลักษณะแบบวันสต็อป ทำให้สะดวกและได้รับบริการที่รวดเร็วขึ้น”

ที่มาwww.matichon.co.th

เพาเวอร์บายตั้งธงกว่าหมื่นล.

Thursday, December 4th, 2008

“เพาเวอร์บาย” เผยกลยุทธ์ปี 2552 มุ่งโฟกัสการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ในราคาประหยัด พร้อมลดการโหมโปรโมชัน ล่าสุดจัดงาน “Powerbuy Grand Sale” ตั้งเป้ายอดขายที่ 65 ล้านบาท มั่นใจปลายปียอดขายตามเป้าที่ 12,000 ล้านบาท ด้าน “เพาเวอร์มอลล์” เน้นการสื่อสารเข้าถึงผู้บริโภคอย่างตรงจุด เชื่องาน “Bangkok Electronica 2007″ ช่วยยอดขายปีนี้เข้าเป้าที่ 7,000 ล้านบาท

นางสอางทิพย์ อมรฉัตร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายการตลาด บริษัท เพาเวอร์บาย จำกัด เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจปี 2552 ว่า บริษัทจะมุ่งให้ความสำคัญในเรื่องของการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพเหมาะสมกับราคา ประกอบกับการขายพ่วงผลิตภัณฑ์ เพื่อเป็นการกระตุ้นกำลังซื้อผู้บริโภค แต่จะไม่เน้นในเรื่องของการโหมโปรโมชันเช่นเดียวกันกับปีนี้

นอกจากนี้จะโฟกัสในส่วนของการประหยัดต้นทุน และการจัดระบบภายในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นระบบการขนส่ง และการควบคุมค่าใช้จ่ายสิ้นเปลืองภายในองค์กร เพื่อเป็นการรับมือหากภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐฯ และยุโรปกลับเข้าสู่ภาวะถดถอยอีกครั้ง

ล่าสุด บริษัทได้จัดแคมเปญ “Powerbuy Grand Sale” บนชั้น3 ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว ระหว่างวันที่ 28 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 7 ธันวาคมนี้ โดยมีวัตถุประสงค์ในการนำเสนอสินค้านวัตกรรมใหม่ในราคาสุดคุ้ม ด้วยส่วนลดพิเศษสูงสุดถึง 80% พร้อมเป็นการกระตุ้นอารมณ์การจับจ่ายช่วงปลายปี โดยบริษัทตั้งเป้ายอดขายในงานไว้ที่ 65 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย 10% จากงานปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม บริษัทมั่นใจว่าแผนการตลาด รวมถึงโปรโมชันต่างๆ จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการช่วยให้บริษัทบรรลุเป้ายอดขายรวมที่ตั้งไว้ 12,000 ล้านบาท โดยสัดส่วนรายได้แบ่งเป็น ผลิตภัณฑ์หมวดเครื่องใช้ไฟฟ้ากลุ่มภาพ และเสียง (เอวี) 30%, เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน (เอชเอ) 30% และผลิตภัณฑ์กลุ่มโทรศัพท์มือถือ, กล้องถ่ายภาพ และอุปกรณ์ไอที (3ซี) 40% ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่จะได้รับความนิยมจากผู้บริโภคมากที่สุดช่วงปลายปีนี้ได้แก่ แอลซีดี ทีวี, กล้องถ่ายภาพดิจิตอล และตู้เย็น สาเหตุจากราคาที่ปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง

ด้านนายอภิชาติ อัศวโภคี ผู้อำนวยการใหญ่อาวุโส สายบริหารสินค้า เพาเวอร์มอลล์ บริษัท เดอะ มอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า เนื่องด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ประกอบกับสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมือง ส่งผลกระทบต่ออารมณ์การจับจ่าย แต่ในขณะเดียวกัน บริษัทมองว่ากำลังซื้อของผู้บริโภคกลุ่มบนยังมี อีกทั้งปริมาณความต้องการของสินค้ากลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้ามีอยู่อย่างต่อเนื่อง

ดังนั้นเพื่อเป็นการกระตุ้นอารมณ์การจับจ่าย บริษัทจำเป็นที่จะต้องจัดกิจกรรมการตลาดให้ตรงจุดมากที่สุด โดยกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจปี 2552 จะให้ความสำคัญในเรื่องของการนำเสนอโปรโมชัน และกิจกรรมส่งเสริมการขายที่เข้าถึงผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ซึ่งบริษัทได้ร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจอย่างบุญถาวรจัดโปรโมชัน พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีการออกแบบที่ทันสมัย เหมาะกับการเป็นเฟอร์นิเจอร์ในการตกแต่งบ้าน พร้อมข้อเสนอทางการเงินมากมายแก่ลูกค้ารวมถึงโฟกัสการให้บริการหลังการขาย เพื่อเป็นการสร้างบรรยากาศการใช้จ่ายให้กลับคืนมา

สำหรับยอดขายช่วง 10 เดือนที่ผ่านมามีอัตราการเติบโต แต่ยังคงต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ ทั้งนี้ ช่วงเดือนธันวาคม บริษัทจะมีการจัดงาน “Bangkok Electronica 2007″ เพื่อนำเสนอนวัตกรรมสินค้าในแต่ละหมวด อีกทั้งเป็นการกระตุ้นบรรยากาศ และกำลังซื้อช่วงท้ายปี โดยบริษัทตั้งเป้ายอดขายภายในงานไว้ที่ 370 ล้านบาท ซึ่งงานดังกล่าวถือเป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้บริษัทบรรลุยอดขายตามเป้าที่ตั้งไว้กว่า 7,000 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย 7%

โดย : ข่าวไอที

ปิดสนามบินสะเทือน/ออร์เดอร์ค้าง 2 แสนเครื่อง/สัปดาห์

Thursday, December 4th, 2008

ดิสตริบิวเตอร์มือถือรับผลกระทบพันธมิตรปิดสนามบิน “ทีดับบลิวแซด” ชี้สูญเสียโอกาสทางการตลาด เผยปกติตลาดรวมนำเข้าสินค้าใหม่ 200,000 เครื่องต่อสัปดาห์ คาดหลังเปิดสนามบินเกิดสงครามราคา เหตุสินค้าคงค้างทะลักตลาด ขณะที่ “ทีจีโฟน” ชี้กระทบแบรนด์โนเกียมากสุด เพราะนำเข้าทุกสัปดาห์ ด้าน “เจมาร์ท” ชี้กระทบหนัก หากยืดเยื้อเกิน 1 เดือน

นายพุทธชาติ รังคสิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ที ดับบลิวแซด คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TWZ เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงกรณีการปิดสนามบินของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ว่า ได้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อบริษัท เนื่องจากไม่สามารถนำเข้าสินค้าใหม่ได้ ซึ่งตอนนี้โทรศัพท์เคลื่อนที่ที่บริษัทได้สั่งซื้อไว้ ส่วนหนึ่งก็ยังคงค้างอยู่ที่สนามบินในประเทศฮ่องกง และประเทศจีน ทั้งนี้โดยปกติบริษัท จะมีการสั่งซื้อโทรศัพท์รุ่นใหม่เข้ามาจำหน่ายทุกสัปดาห์ โดยมียอดจำหน่ายสัปดาห์ละ 10,000 เครื่อง

ซึ่งขณะนี้บริษัท ยังคงมีสินค้าเหลือจำหน่ายอยู่บ้าง อย่างไรก็ตามถึงแม้เหตุการณ์การชุมนุมจะเพิ่งเกิดขึ้นได้เพียงแค่สัปดาห์เดียว แต่ก็ส่งผลกระทบต่อบริษัทในการสูญเสียโอกาสในการทำตลาด เพราะการแข่งขันในตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่มีความรุนแรง และสินค้ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อีกทั้งบริษัทยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่า ภายหลังจากการเปิดใช้สนามบินจะต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไรจึงจะนำสินค้าเข้ามาจำหน่ายได้ ซึ่งคาดว่าอย่างน้อยคงอีกไม่ต่ำกว่า 1 เดือน

นอกจากนี้ บริษัทยังไม่สามารถยกเลิกการสั่งซื้อสินค้าได้อีกด้วย เนื่องจากต้องมีการสั่งจองสินค้าล่วงหน้า 1 เดือน ซึ่งหากคิดปริมาณการนำเข้าโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งตลาด มียอดทั้งหมดประมาณ 200,000 เครื่องต่อสัปดาห์ หรือประมาณ 800,000 เครื่องต่อเดือน ซึ่งยิ่งเหตุการณ์การชุมนุมยืดเยื้อมากขึ้นเท่าใด ปริมาณสินค้าที่สั่งซื้อไว้ก็จะถูกกักตุนและไม่สามารถนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศมากขึ้นเท่านั้น

“หลังเปิดสนามบินก็ต้องมาดูกันอีกว่าผู้ประกอบการแต่ละรายจะมีสายป่านยาวแค่ไหน เพราะจะเกิดเหตุการณ์ Over Supply ขึ้น เนื่องจากสินค้าที่สั่งซื้อไว้ถูกกักตุนไว้เป็นจำนวนมาก จากนั้นอาจส่งผลให้เกิดสงครามราคา เพราะสินค้าที่ค้างไว้พอเข้ามาพร้อมกันทีเดียว ผู้ประกอบการก็ต้องรีบล้างสต๊อกให้หมด ด้วยการแข่งขันเรื่องราคา ซึ่งถ้าเหตุการณ์ยืดเยื้อไปแค่สองอาทิตย์ ยอดโทรศัพท์มือถือที่สั่งซื้อและไม่สามารถนำเข้ามาขายได้ ก็ถูกกักตุนไว้กว่า 400,000 เครื่องแล้ว” นายพุทธชาติกล่าว

ขณะนี้นายไพโรจน์ ถาวรสภานันท์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ที.จี.โฟน จำกัด ตัวแทนจำหน่าย โทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งค้าปลีกและค้าส่งโดยมีร้านจำหน่ายสินค้าภายใต้ชื่อ TG PHONE กล่าวว่า ขณะนี้บริษัทยังคงมีสินค้าโทรศัพท์เคลื่อนที่เหลือพอจำหน่ายอยู่บ้าง แต่ในด้านยอดจำหน่ายก็เริ่มชะลอลงบ้างแล้ว และหากในสัปดาห์นี้เหตุการณ์ยังไม่คลี่คลาย บริษัทจะเริ่มได้รับผลกระทบมากยิ่งขึ้น เพราะปกติบริษัทจะมีการสั่งซื้อสินค้าโทรศัพท์เคลื่อนที่แบรนด์โนเกียทุกสัปดาห์ ซึ่งสัปดาห์ที่แล้วของที่สั่งซื้อไปก็ยังไม่สามารถนำเข้ามาจำหน่ายได้ ส่วนแบรนด์อื่นๆ เช่น โซนี่ อีริคสันบริษัทจะมีการสั่งซื้อเดือนละ 2 ครั้ง สำหรับสินค้าแบรนด์โนเกียในแต่ละล็อตใช้เวลาในการจำหน่าย 7-15 วัน ส่วนแบรนด์อื่นๆ ใช้เวลาประมาณ 30 วัน

“สัปดาห์หน้าจะเห็นผลกระทบที่ชัดเจน”

นายกิตติพงศ์ กนกวิไลรัตน์ ผู้อำนวยการบริหารสายงานการตลาด บริษัท เจ มาร์ท จำกัด ( มหาชน) กล่าวว่า ตอนนี้บริษัทก็กำลังประสบปัญหาการสั่งซื้อสินค้าโทรศัพท์เคลื่อนที่ แต่ไม่สามารถนำเข้ามาจำหน่ายได้เช่นเดียวกัน แต่บริษัทยังไม่ได้รับผลกระทบรุนแรงมากนัก เนื่องจากในช่วงปลายปีบริษัท จะมีการกักตุนสินค้าไว้จนถึงช่วงสัปดาห์แรกของเดือนมกราคม 2552 แต่อย่างไรก็ตามหากเหตุการณ์นี้เกิดยืดเยื้อเป็นระยะเวลายาว 1 เดือนขึ้นไป เชื่อว่าจะส่งผลกระทบต่อบริษัท อย่างแน่นอน สำหรับการสั่งสินค้าของบริษัท ปกติจะสั่งนำเข้าแบรนด์โนเกียและซัมซุงทุกสัปดาห์ ส่วนแบรนด์อื่นๆความถี่ในการสั่งซื้อจะไม่เท่ากัน

โดย : ข่าวไอที

อนาคตธุรกิจสตอเรจยังโตต่อเนื่อง

Thursday, December 4th, 2008

“ยิบอินซอย” ฟันธงธุรกิจสตอเรจโตต่อเนื่องเผยองค์กรขนาดใหญ่ลงทุนเทคโนโลยีไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท เผยผลมาจากการเปลี่ยนถ่ายเทคโนโลยีและ พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และ พ.ร.บ.อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ ล่าสุด “เน็ทแอพ” แต่งตั้งให้เป็นตัวแทนรายเดียวในประเทศไทย

นายสุภัค ลายเลิศ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท ยิบอินซอย จำกัด เปิดเผยถึงสถานการณ์ตลาดด้านโซลูชันการจัดเก็บและสำรองข้อมูล (สตอเรจ) ในประเทศไทย ว่า ธุรกิจดังกล่าวยังมีอัตราการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เหตุผลเนื่องมาจากลุ่มองค์กรขนาดใหญ่ จะมีการลงทุนซื้อระบบเทคโนโลยีสตอเรจไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท เป็นผลมาจากฤดูกาลของการเปลี่ยนถ่ายเทคโนโลยี รวมทั้งความจำเป็นและความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป ความจำเป็นในการปรับตัวให้สอดรับกับกฎข้อบังคับต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ. ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และพ.ร.บ. อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะสร้างความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น และเมื่อนำสองส่วนนี้มารวมเข้าด้วยกัน จะเห็นได้ถึงขนาดของตลาดที่ยังมีพื้นที่ในการขยายตัวอีกมาก ทั้งด้านความต้องการฮาร์ดแวร์และการบริการกำลังเติบโตขึ้นมาพร้อมๆ กับความซับซ้อนของความจำเป็นและความท้าทายขององค์กรที่ต้องการจัดการข้อมูลได้อย่างเหมาะสม จึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งสำหรับบริษัทผู้เป็นที่ปรึกษาในการวางระบบสารสนเทศ

นอกจากนี้ ทิศทางการเติบโตของข้อมูลที่สื่อสารกันอยู่บนเครือข่ายองค์กรจะทำให้องค์กรต้องหันมาบริหารจัดการข้อมูลกันอย่างจริงจังด้วยเช่นกัน ทั้งนี้การขยายตัวของแอพพลิเคชันและบริการการสื่อสารรูปแบบใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลภาพ วีดิทัศน์ เสียง รวมทั้งเงื่อนไขของการใช้งานภายในองค์กรที่พัฒนามากขึ้นกว่าเดิมทุกวัน การปรับตัวให้สอดคล้องกับกฎข้อบังคับและกฎหมายต่างๆ ส่งผลให้ทุกองค์กรต้องปรับตัวส่วนนโยบายการบริหารจัดการข้อมูลระยะยาว จึงทำให้ตลาดส่วนนี้มีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง

ขณะนี้บริษัทได้รับการแต่งตั้งจากบริษัท เน็ทแอพฯ (หนึ่งในผู้ให้บริการด้านโซลูชันการจัดเก็บข้อมูลและยูนิไฟน์สตอเรจแห่งอนาคต) เป็นพาร์ตเนอร์แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทยให้บริการครบวงจร ตั้งแต่การให้คำปรึกษาเรื่องการวางระบบ เลือกเทคโนโลยี และได้มีการเปิดตัวศูนย์บริการ NetApp Innovation Center (NIC) ขึ้น เพื่อเป็นศูนย์กลางในการทดสอบแอพพลิเคชันที่ใช้สำหรับงานธุรกิจ

อย่างไรก็ตามในอนาคตเทคโนโลยีการจัดเก็บและบริหารข้อมูลจะเปลี่ยนรูปแบบการโอนถ่ายและลักษณะการจัดเก็บให้เป็นแบบเวอร์ชวลมากขึ้น หรือที่เรียกกันกว้างขวางว่า virtualization เพื่อช่วยในด้านการลงทุนตลอดจนความคล่องตัวในการใช้งานภายในองค์กร ในกรณีฉุกเฉิน ทั้งนี้ องค์กรธุรกิจโดยมากเมื่อเกิดการลงทุนสารสนเทศต้องคำนึงถึง 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ความสะดวกคล่องตัวในการบริหารจัดการ, ขนาดของการลงทุน และการใช้พลังงานเพื่อการดำเนินการ

“ลูกค้าจะเริ่มหันมามองด้านการลงทุนที่ให้ผลเชิงธุรกิจมากขึ้น ดังนั้น ทุกบาทที่ลงไปย่อมต้องสามารถสร้างรายได้คืนมา หรือ ลดรายจ่าย ซึ่งต้องอาศัยทั้งการเลือกเทคโนโลยีที่ถูกต้องโดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจโทรคมนาคมและกลุ่มการเงินการธนาคารที่เราจะเห็นความเคลื่อนไหวด้านนี้ต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจจะชะลอตัวมาก แต่การลงทุนด้านนี้ ในขณะนี้ ถือว่าเป็นการต่อยอดสร้างความได้เปรียบไว้ เมื่อเศรษฐกิจเติบโต ก็พร้อมที่จะกระโดดเข้าสู่การแข่งขันในทันที”

โดย : ข่าวไอที

ฟูจิซีร็อกซ์ โชว์พรินเตอร์รุ่นใหม่

Tuesday, December 2nd, 2008

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัทฟูจิซีร็อกซ์ พรินเตอร์ ผู้นำเทคโนโลยีด้านการพิมพ์ ประกาศเปิดตัว “เครื่องพิมพ์เลเซอร์ Phaser 3124” ใหม่ในงานแสดงและจำหน่ายสินค้าไอที “คอมมาร์ต คอมเทค ไทยแลนด์ 2008” พร้อมทั้งจัดโปรโมชั่นพิเศษเฉพาะลูกค้าที่ซื้อเครื่องพิมพ์ Phaser 3124 ตัวใหม่ล่าสุด ในราคา 3,290 บาท (รวม VAT) รับ บัตรกำนัล Central มูลค่า 500 บาท พร้อมสติกเกอร์สวยกิ๊บเก๋ เพิ่มสีสันให้กับเครื่องพิมพ์ มูลค่า 500 บาทฟรีทันที โดยได้ได้รับการตอบรับจากลูกค้าแวะเข้ามาเลือกซื้อสินค้าและเล่นเกมอย่างมาก ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

 โดย : ข่าวไอที

Sony เปิดตัวกล้องและไวโอ้ใหม่ด้วยสีสัน

Saturday, November 22nd, 2008

“โซนี่” ตอกย้ำความเป็นผู้นำ ตลาดเดินหน้าใช้กลยุทธ์ใหม่สร้างสรรค์ตลาด หวังขยายกลุ่มลูกค้าให้กว้างขึ้น แต่ยังเน้นกลยุทธ์สินค้าสีสัน เจาะเข้าตลาดวัยรุ่น (young target segment) และแฟชั่นนิสต้า ที่ได้รับการตอบรับอย่างดีในช่วงไม่ถึง 2 ปีที่ผ่านมา ด้วยการพัฒนาสินค้าสีสันในหลากหลายหมวดหมู่ อาทิ แอลซีดีทีวี บราเวียร์ วอล์คแมน เครื่องเล่นดีวีดี และล่าสุด กล้องดิจิตอลโซนี่ไซเบอร์ช็อต (Cyber-shot) 13 รุ่น และ คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คไวโอ้ (VAIO) 3 ซีรี่ส์ ที่มีสีสัน และดีไซน์สะดุดตา

มร.ไทสุเกะ นากานิชิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โซนี่ ไทย จำกัด เปิดเผยว่า “หลังจากที่โซนี่เปิดตัว คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ค ไวโอ้ (VAIO) รุ่นที่มีสีสันใหม่ ๆ ประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา ปรากฏว่าได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี และทำให้โซนี่สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่เป็นสุภาพสตรี และกลุ่มวัยรุ่น โซนี่มีกลุ่มผลิตภัณฑ์สีสันที่หลากหลายทยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ กล้องไซเบอร์ช็อต วอล์คแมน บราเวีย ไวโอ้ และล่าสุดคือเครื่องเล่นดีวีดี เป็นต้น ในกลุ่มผลิตภัณฑ์สีสันทั้งหมด กล้องไซเบอร์ช็อตเป็นตัวอย่างที่เด่นชัด ในเรื่องของเทรนด์ความนิยมของตลาดที่เปลี่ยนไป จากที่เคยนิยม สีเงิน และสีดำ เป็นหลัก ปัจจุบันสีที่ได้รับความนิยมคือ สีชมพู รวมทั้งสีอื่นๆ ด้วย ปัจจุบัน สัดส่วนการขายของกล้องไซเบอร์ช็อตตระกูล W และ T เป็นรุ่นสีสันมากถึง 60 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ไวโอ้ตระกูล CR สีที่ครองความนิยมสูงสุดคือสีขาว โดยสัดส่วนการจำหน่ายไวโอ้ ซีอาร์ มากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์มาจากรุ่นสีสันต่าง ๆ ที่ไม่ใช่สีดำ จึงเป็นบทพิสูจน์ให้เห็นถึงเทรนด์ของตลาด และผู้บริโภคที่ปรับเปลี่ยนไป โดยให้ความสำคัญกับการออกแบบ และสีสันในการเลือกซื้อมากขึ้น ดังนั้นเพื่อตอบรับความต้องการของผู้บริโภค โซนี่จะเดินหน้าแนะนำผลิตภัณฑ์กลุ่มสีสันออกมาอย่างต่อเนื่อง ดังเช่นในวันนี้ที่เราได้จัดงาน “Spice Up With Color and Style by Sony” (สไปซ์ อัพ วิธ คัลเลอร์ แอนด์ สไตล์ บาย โซนี่)” เพื่อเปิดตัวกล้องไซเบอร์ช็อต (Cyber-shot) ตระกูล “T” ใหม่จำนวน 13 รุ่น ด้วยกัน ที่โดดเด่นด้วยสีสัน และดีไซน์บางสุด พร้อมกับ ไวโอ้ (VAIO) 3 ซีรี่ส์ใหม่ล่าสุด โดยมีขบวนดารารุ่นใหม่ และเซเลบริตี้ชื่อดังมาช่วยแนะนำผลิตภัณฑ์ และสร้างสีสันมากมาย อาทิ สายป่าน พีค-ภัทรศยา เกรซ-กาญจน์เกล้า เปรม บุษราคัมวงศ์ รวมทั้ง “บี้-สุกฤษฎิ์” ที่ยังคงเป็นพรีเซ็นเตอร์หลักของไซเบอร์ช็อต (Cyber-shot) โดยสินค้าทั้งหมดจะวางจำหน่าย ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม เป็นต้นไป”

นอกจากนี้ โซนี่ยังให้ความสำคัญ และมุ่งมั่นในการสนับสนุนชุมชนควบคู่กับการดำเนินธุรกิจ ด้วยการจัดโครงการเพื่อสังคมต่างๆ ขึ้น ในโอกาสนี้ โซนี่จึงได้มอบเงิน 1 ล้านบาท จากโครงการ “One Million Smiles” ให้แก่มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก ซึ่งมี “ครูหยุย” (วัลลภ ตังคณานุรักษ์) เป็นคณะกรรมการมูลนิธิ ซึ่งโครงการ “One Million Smiles” เป็นกิจกรรมเพื่อสังคมที่จัดขึ้นระหว่างปลายเดือนมิถุนายน – 12 สิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อเชิญชวนให้ทุกคนร่วมกันแบ่งปันความสุขให้แก่เด็กผู้ด้อยโอกาส ด้วยการถ่ายภาพ และส่งภาพรอยยิ้มเข้ามาที่เว็บไซท์ โดยได้รับความสนใจ และมีผู้ร่วมส่งภาพรอยยิ้มเข้ามาหลายแสนภาพจากทั่วประเทศ “ผมรู้สึกดีใจที่ได้เห็นคนไทยเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการนี้มากมาย ทำให้กิจกรรมนี้ประสบความสำเร็จด้วยดีตามความตั้งใจของโซนี่ ผมเชื่อว่าเด็ก ๆ ในมูลนิธิ ฯ จะสัมผัส และได้รับความรู้สึกที่ทุกคนร่วมแบ่งปันโดยส่งผ่านมาทางภาพรอยยิ้มนับแสน ๆ ภาพ น้ำใจจากคนในสังคม จะช่วยสร้างโอกาสทางการศึกษาแก่เด็กๆ ต่อไป และโซนี่ก็จะยึดมั่น และเดินหน้าสร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อส่งเสริมให้สังคมไทยเติบโตอย่างเข้มแข็งยั่งยืนต่อไป” มร. ไทสุเกะ นากานิชิ กล่าวสรุป

สำหรับกล้องดิจิตอลไซเบอร์ช็อต (Cyber-shot) ตระกูล “T” ที่จะเปิดตัวใหม่ ทั้ง 13 รุ่น ในซีรี่ส์ T77 T700 และ T500 โซนี่ได้พัฒนาให้มีขนาดบางที่สุด กะทัดรัด เหมาะกับความต้องการของลูกค้าในปัจจุบัน รวมทั้งยังโดดเด่นด้วยดีไซน์ทันสมัยตามแบบฉบับของโซนี่ และยังคงไว้ซึ่งเทคโนโลยีล้ำยุค (cutting-edge technology) อาทิเช่น Smile Shutter, เทคโนโลยีโฟกัสหน้าอัตโนมัติ (Face Detection), โหมดถ่ายภาพอัจฉริยะทุกสภาวะแสง (Intelligent Scene Recognition) เพื่อนำเสนอกล้องดิจิตอลที่ดีที่สุด

ยอดขายโน้ตบุ๊คแซงหน้าพีซีแล้วจ้า

Saturday, November 22nd, 2008

ไอดีซี รายงานเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า ยอดขายคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คแซงหน้ายอดจำหน่ายพีซีตั้งโต๊ะเรียบร้อยโรงเรียนสหรัฐฯ แล้วเป็นครั้งแรกผลสำรวจพบว่า ยอดจำหน่ายคอมพิวเตอร์ในไตรมาสสาม (ก.ค.-ก.ย.) โน้ตบุ๊คมีสัดส่วนจำหน่ายอยู่ 55.2% ยอดจำหน่ายเพิ่มขึ้น 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีที่แล้ว นับเป็นครั้งแรกที่โน้ตบุ๊คทำยอดขายเกิน 50% รายงานยังระบุด้วยว่า ยอดขายโน้ตบุ๊คช่วงไตรมาสสามสูงถึง 9.5 ล้านเครื่องเฉพาะในสหรัฐ คาดว่าตัวเลขจำหน่ายโน้ตบุ๊คที่สูงเป็นประวัติการณ์เป็นเพราะช่วงเปิดเทอม และเห็นชัดว่าวิกฤตการเงินในแดนอินทรีที่ห่อเหี่ยวไม่มีผลกระทบต่อยอดจำหน่ายโน้ตบุ๊ค ไอดีซีวิเคราะห์ว่า ไม่เฉพาะตลาดผู้บริโภคเท่านั้นที่เป็นแรงซื้อโน้ตบุ๊คที่สำคัญ ตลาดภาคธุรกิจยังคงมีบทบาทที่สำคัญเช่นกัน แต่หากเศรษฐกิจยังตึงตัวต่อไปอาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อพีซีตั้งโต๊ะได้ และอาจทำให้ยอดจำหน่ายลดลง ท่ามกลางข่าวร้ายๆ ของพีซีตั้งโต๊ะยังมีข่าวดีอยู่เรื่องหนึ่งคือ ผู้บริโภคยังคงมองพีซีตั้งโต๊ะเป็นของจำเป็นต้องมีก่อน ส่วนโน้ตบุ๊คค่อยมาทีหลัง

โดย : ข่าวไอที

ไฟร์ฟ็อกซ์ 3.1 มีโหมดดูรูปโป๊ด้วย

Saturday, November 22nd, 2008

ไฟร์ฟ็อกซ์คงเข้าใจโลกียวิสัยของมนุษย์ดี เวอร์ชั่นใหม่เลยพัฒนาระบบเคลียร์ประวัติท่องเว็บให้อัตโนมัติ ไม่ต้องลบเอง

บล็อกเกอร์ของ ZDNet.com รายงานว่า ไฟร์ฟ็อกซ์เวอร์ชั่น 3.1 จะมาพร้อมกับระบบเปิดเว็บโป๊โดยไม่ทิ้งร่องรอย พูดให้สุภาพหน่อยก็คือ ระบบเข้าเว็บส่วนตั๊ว ส่วนตัว

ความหมายของระบบท่องเว็บส่วนตัวไม่ได้มีอะไรมาก มันเป็นระบบที่ช่วยประหยัดเวลาให้คุณเวลา “เผลอ” ไปเข้าเว็บโป๊ ดูภาพ และวิดีโอปลุกใจเสือหื่น ครั้นดูจนอิ่มอกอิ่มใจแล้ว พอปิดหน้าต่างบราวเซอร์ปุ๊บ ระบบจะไม่บันทึกพวก history, cookies หรือแม้แต่ temporary files หรือไฟล์สำรองชั่วคราว หมายความว่า คนที่มาใช้เครื่องต่อจากคุณจะไม่มีทางรู้ว่าคุณไปเข้าเว็บโป๊ เว็บหางาน หรือขายของบนอีเบย์อยู่หรือเปล่า

แต่ต้องเข้าใจกันนิดนึงว่า ระบบดูเว็บส่วนตัว “ไม่ใช่” บริการช่วยปกปิดตัวตนให้คุณ มันแค่ไม่เก็บประวัติท่องอินเทอร์เน็ตของคุณเท่านั้น ไม่ได้ทำให้คุณเป็นมนุษย์ล่องหนหลบไอเอสพี หรือหัวหน้างานว่าคุณกำลังใช้คอมพิวเตอร์ออฟฟิศเพื่อความบันเทิงและธุรกิจส่วนตัว

ระบบท่องเว็บส่วนตัวของไฟร์ฟ้อกซ์เจริญรอยตาม Google Chrome ที่มีเมนู incognito window ให้สำหรับดูเว็บส่วนตัว โดยไม่ทิ้งร่องรอยอาชญากร เว้นเสียแต่จะมีร่องรอยอย่างอื่น

โดย : ข่าวไอที

เดลล์เดินเกมซีเอสอาร์หวังมัดใจวัยรุ่น

Friday, November 21st, 2008

เดลล์รุกตลาดคอนซูเมอร์ หลังแกร่งในตลาดองค์กร ด้วยการหนุนภาคโฆษณา นิเทศฯ ม.กรุงเทพ ในการประกวด “MADD AWARDS 2009 by DELL” สร้างกลยุทธ์มัดใจวัยรุ่น ผ่านยุทธศาสตร์ซีเอสอาร์
       
       นายกฤตวิทย์ กฤตยเรืองโรจน์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด กลุ่มธุรกิจคอนซูเมอร์ บริษัท เดลล์ คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เดลล์เน้นการทำตลาดในส่วนขององค์กรภาครัฐและเอกชนขนาดใหญ่เป็นหลัก และได้รับการยอมรับในเรื่องคุณภาพ จนมีความแข็งแกร่งในตลาดดังกล่าว จึงมีความพร้อมที่จะนำเสนอศักยภาพของสินค้าและบริการไปยังกลุ่มคอนซูเมอร์มากขึ้น ล่าสุดได้มีการรุกตลาดครั้งใหญ่ด้วยการปรับโฉมเดลล์เพื่อให้เข้าถึงไลฟ์สไตล์ที่แท้จริงของลูกค้า และเปิดความคิดในการเป็นเจ้าของเดลล์ได้ในสไตล์ไม่ซ้ำใคร โดยมุ่งไปที่กลุ่มวัยรุ่นและกลุ่มคนทำงานช่วงแรกเริ่มเป็นหลัก
       
       จากนโยบายดังกล่าวเดลล์จึงเลือกสนับสนุนกิจกรรมดีๆ ที่เป็นเวทีในการแสดงความคิดอย่างไร้ขีดจำกัดในแบบของตัวเอง อย่างการร่วมมือกับภาคโฆษณา นิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ จัดประกวด “MADD AWARDS 2009 by DELL” เพราะเป็นโครงการที่ตรงกับนโยบายของเดลล์ที่ต้องการตอบสนองความหลากหลายในไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค เหมือนกับสโลแกนของเดลล์ที่ว่า “DELL Yours is here เดลล์ของคุณตัวตนของคุณ”
       
       การสนับสนุนการประกวดดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมส่งเสริมสังคม หรือซีเอสอาร์ และเดลล์คาดว่าสิ่งที่จะได้รับจากกิจกรรมนี้คือ 1.สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในหมู่นักเรียนนักศึกษาได้กว้างขึ้น เพราะเดลล์มองว่าการที่เข้ามาสนับสนุนการประกวดครั้งนี้เป็นการสร้างมิตรภาพในระยะยาว พร้อมกับสอดแทรกความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับตัวสินค้า บริการ และเทคโนโลยีของเดลล์ โดยเฉพาะ Build to Order หรือการออกแบบโน้ตบุ๊กในแบบที่ลูกค้าต้องการ ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ล่าสุดที่เป็นเอกสิทธิ์ของเดลล์ที่เพิ่งจะเปิดตัวในไทยเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา
       
       2.เป็นประโยชน์สำหรับ ม.กรุงเทพในการที่เดลล์เข้ามาสนับสนุนการประกวด MADD AWARDS 2009 by DELL ทำให้โครงการนี้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง เพราะมีการประชาสัมพันธ์อย่างเต็มรูปแบบกว่าทุกๆ ปีที่ผ่านมา 3.เดลล์ได้สนับสนุนให้นักเรียนนักศึกษาได้ทำงานจริงกับมืออาชีพ
       
       “เราเปิดโอกาสให้นักศึกษาม.กรุงเทพเข้ามามีส่วนร่วมในการเสนอความคิดเห็นและลงมือปฏิบัติจริง เรียกได้ว่าได้ทำทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังอย่างแท้จริง”
       

       นอกจากนี้ เดลล์ยังมีแผนที่จะขยายผลจากโครงการ MADD AWARDS 2009 by DELL ครั้งนี้ เพื่อไปให้การสนับสนุนกิจกรรมและโครงการอื่นๆ ที่มีการจัดขึ้นโดยกลุ่มนักเรียน หรือนักศึกษาอย่างต่อเนื่อง
       
       ผู้บริหารเดลล์กล่าวว่า เดลล์ได้วางแผนในการพัฒนาสินค้าและบริการเพื่อรองรับกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และวัยเริ่มทำงานอย่างต่อเนื่อง และเชื่อมั่นว่าจากประสบการณ์ที่มีมานานกว่า 20 ปี และมียอดขายเป็นอันดับหนึ่งในสหรัฐอเมริกา จะเป็นส่วนสำคัญในการกำหนดนโยบายด้านการพัฒนาสินค้า เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการตอบสนองความต้องการให้สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายอย่างนักเรียน นักศึกษา ด้วยไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกัน
       
       “จากข้อได้เปรียบของเราที่ขายเครื่องคอมพิวเตอร์โดยตรงสู่ลูกค้า ทำให้เราได้รู้และเข้าใจถึงความต้องการของผู้บริโภคแต่ละคน ซึ่งจะเห็นได้จากจุดเด่นที่เดลล์มีคือผู้บริโภคสามารถเลือกส่วนประกอบต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง ตรงตามไลฟ์สไตล์ในแบบฉบับเฉพาะตัว”
โดย : ข่าวไอที