Archive for March, 2009

อินเทลชูผลได้-ผลเสียไลเซนส์ไวแมกซ์ช้า

Tuesday, March 31st, 2009

 อินเทลกระทุ้งภาครัฐ-กทช.เดินหน้าไลเซนส์ไวแมกซ์ให้ทันภายในปีนี้ ชี้ประโยชน์ที่ได้จากการประมูลทำให้มีเม็ดเงินเข้าภาครัฐ 284 ล้านเหรียญ แต่หากยังไม่มีการเปิดให้ใบอนุญาตภายในปีนี้จะส่งผลเสียต่อมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศกว่า 5,106 ล้านเหรียญ  พร้อมแนะรูปแบบไลเซนส์ที่ควรเป็นจากประสบการณ์ผู้ให้บริการทั่วโลก
       
       นายปีเตอร์ พิทช์ ผู้อำนวยการด้านนโยบายการสื่อสาร บริษัท อินเทล คอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นผู้ที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับการกำหนดสเปกตรัมและนโนบายด้านการสื่อสารเคยดำรงตำแหน่งสำคัญในคณะกรรมาธิการการสื่อสารแห่งชาติ (Federal Communications Commission) หรือ FCC ของประเทศสหรัฐอเมริกาแสดงความคิดเห็นว่า ประเทศไทยยังล้าหลังในเรื่องการให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง หรือบรอดแบนด์ ส่งผลให้เสียเปรียบหลายประเทศที่มีการพัฒนาด้านนี้ไปแล้วอย่างมาก โดยยกตัวอย่างของประเทศที่มีการให้บริการบรอดแบนด์ที่เพิ่มขึ้น 7% จะส่งผลให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้น 2.4 ล้านคนและมีรายได้เพิ่มขึ้น 92 พันล้านเหรียญสหรัฐ
       
       ผู้บริหารอินเทลกล่าวว่า หากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติหรือ กทช.วางนโยบายในการกำหนดรูปแบบการออกใบอนุญาตไวแมกซ์ แบบประมูล บนคลื่นความถี่ 2.3 กิกะเฮิรตซ์ จะทำให้มีเม็ดเงินเข้าภาครัฐ 284 ล้านเหรียญสหรัฐ ในขณะเดียวกัน หากยังไม่มีการเปิดให้ใบอนุญาตภายในปีนี้จะส่งผลเสียต่อมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศประมาณ 5,106 ล้านเหรียญ
       
       “หากเราปล่อยให้ช้าไปกว่านี้อีก3ปีก็จะยิ่งทำให้ประมาณการรายได้ที่ได้จากการประมูลลดลงไปประมาณ 25% รวมทั้งสูญเสียรายได้ทางเศรษฐกิจไปอีก 25%  เช่นกัน”
       
       ในส่วนของการออกใบอนุญาตจากประสบการณ์ของผู้บริหารอินเทลนำเสนอว่า ควรเป็นไลเซนส์ที่ทำให้สามารถเปิดบริการได้ทั่วประเทศจะดีกว่าให้บริการได้เฉพาะภาคใดภาคหนึ่งของประเทศเพื่อมิให้เกิดปัญหาการโรมมิ่งของผู้ได้ไลเซนส์แต่ละรายในภายหลัง อีกทั้งโอเปอเรเตอร์อาจไม่มีแรงจูงใจในการอยากลงทุนหากได้ทำแค่ระดับภูมิภาคแทนที่จะเปิดให้บริการได้ทั่วประเทศ รวมทั้งการกำหนดกรอบไลเซนส์ควรเป็นโครงกว้างๆ และมีความยืดหยุ่นให้ผู้ให้บริการสามารถขยายการให้บริการเมื่อมีเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาบนไลเซนส์เดิมที่ได้
       
       “จากผลการสำรวจผู้ให้บริการในประเทศบราซิลพบว่า การอนุมัติช่องสัญญาณที่กว้างขึ้นจะทำให้จุดคุ้มทุนของการลงทุนของโอเปอเรเตอร์เร็วขึ้น เช่น ในช่วงความถี่ที่กว้าง 10 เมกะเฮิรตซ์ระยะเวลาคุ้มทุนจะอยู่ที่ 10 ปี , ที่ 20 เมกะเฮิรตซ์ จุดคุ้มทุนจะอยู่ที่ 8 ปี และ30 เมกะเฮิรตซ์จะอยู่ที่ 6 ปี และช่วงกว้างของความถี่ที่เหมาะสมไม่ควรอยู่ต่ำกว่า 30 เมกะเฮิรตซ์ ซึ่งเป็นระดับที่ทั่วโลกใช้กันอยู่ในปัจจุบัน”
       
       ล่าสุด ทางอินเทลได้เข้านำเสนอข้อมูลเหล่านี้ต่อทางกทช.แล้วเพื่อให้รับทราบแนวทางที่เหมาะสม

ที่มา:  www.manager.co.th

Maxnetบรอดแบนด์เร็วขั้นต่ำ3Mbps

Tuesday, March 31st, 2009

รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัททีทีแอนด์ที จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง แม็กซ์เน็ต (Maxnet) ประกาศเปิดตัว บริการ Maxnet 3 เมกะบิต ที่สุดของชีวิต ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดบรอดแบนด์ อินเทอร์เน็ตเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคน Gen C ที่ ชั้น 6 โรงภาพยนตร์ SFX เซ็นทรัลลาดพร้าว โดยภายในงานได้รับเกียรติจาก นายพิชญ์ โพธารามิก (คนกลางแถวบน) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท จัสมิน และนายสุพจน์ สัญญพิสุทธิ์กุล  (แถวบนคนที่ 4 จากซ้าย) กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทริปเปิลทีบรอดแบนด์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ให้ข้อมูลด้านการตลาด พร้อมเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ “ลิขิตรักข้ามสายพันธ์”

 

ที่มา: www.bcoms.net

G-Net เปิดตัว G-Net G529 Slim

Tuesday, March 31st, 2009

 รายงานข่าวแจ้งว่า G-net ประกาศเดินหน้ารุกตลาดโทรศัพท์มือถืออย่างต่อเนื่อง พร้อมเปิดตัวโปรดักส์พรีเซ็นเตอร์ ปอย-ตรีชฎาในรุ่น G-Net G529 Slim โทรศัพท์มือถือดีไซน์สวยหรู อัดแน่นด้วยฟังก์ชันครบครันเหนือคู่แข่งทั้งฟังก์ชัน TV Tuner, รองรับ 2 SIM Real Time หน้าจอแบบสัมผัส Touch Screen, เครื่องเล่นวิดีโอ, เครื่องเล่นเพลง MP3, วิทยุ FM และเพิ่มหน่วยความจำได้สูงสุดถึง 8 กิกะไบต์

 รายงานข่าวแจ้งต่อว่า เพื่อตอกย้ำความสวยงามครบทุกฟังก์ชันในราคาที่เป็นเจ้าของได้ง่าย โทรศัพท์มือถือ G-Net G529 Slim G-Net ได้เลือก ปอย ตรีชฎา เพชรรัตน์ ดารานางแบบสาวสวยมาเป็นโปรดักส์พรีเซ็นเตอร์ร่วมถ่ายทอดและสะท้อนบทบาทความสวย น่ารัก ครบครันและคุ้มค่าของโทรศัพท์ G-Net G529 Slim ผ่านภาพยนตร์โฆษณาและโฆษณาบนสื่อต่างๆ โดยมั่นใจว่าจะช่วยสร้างความจดจำและสร้างกระแสทอล์ค-ออฟ-เดอะ-ทาวน์ เห็นปอยแล้ว Ping เห็น G-Net แล้ว Pink” ให้แก่โทรศัพท์มือถือ G-Net G529 Slim พร้อมสร้างเสริมความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริโภคและแบรนด์โทรศัพท์มือถือ G-Net ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และทาง G-Net ยังได้จัดกิจกรรมพิเศษ  ค้นหาคน Ping ในสายตาปอย  โดยผู้โชคดีจะได้ร่วมดินเนอร์รับประทานอาหารค่ำแบบใกล้ชิดกับ ปอย-ตรีชฎา สนใจดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง

ที่มา : www.bcoms.net/

เอไอเอส จับมือ หมอลักษณ์ ฟันธง

Tuesday, March 31st, 2009

 

นายปรัธนา ลีลพนัง ผู้อำนวยการสำนักบริการเสริม บริษัทแอดวานซ์ อินโฟ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า ในยุคที่เศรษฐกิจซบเซา ประชาชนอาจเกิดความรู้สึกวิตกกังวล และไม่มั่นคงในการใช้ชีวิต ส่วนใหญ่มักต้องการผู้รับฟังและให้คำปรึกษา หนึ่งในนั้นคือการฟังพยากรณ์โชคชะตา เราจึงได้ร่วมกับหมอดูชื่อดัง อ.ลักษณ์ เลขานิเทศ เปิดให้บริการดูดวงสดบนมือถือ ในลักษณะของพยากรณ์คลายทุกข์ โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยคลี่คลายความทุกข์ของคนในสังคมปัจจุบัน ช่วยชี้แนะแนวทางในการใช้ชีวิต ทำให้คนเกิดความสบายใจ มีกำลังใจ มีความหวัง และทางเลือกในการดำเนินชีวิต ช่วยผ่อนหนักเป็นเบาได้

ผู้อำนวยการสำนักบริการเสริม เอไอเอส กล่าวต่อว่า บริการดังกล่าวเมื่อเทียบกับการดูหมอทั่วไปแล้ว จะสะดวกและประหยัดกว่ามาก เพราะส่วนใหญ่ใช้เวลาดูดวงอยู่ที่ 15 – 30 นาที ค่าใช้จ่ายประมาณ 200 – 450 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ถูกมาก เมื่อเทียบกับราคาดูหมอในท้องตลาด อีกทั้งไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทาง หรือต้องนัดจองคิวหมอดูชื่อดังให้ยุ่งยาก จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับผู้ใช้บริการของเอไอเอส

 

ที่มา: www.bcoms.net

เอเชียซอฟท์ คืนกำไรให้สมาชิก

Tuesday, March 31st, 2009

นายพยุงศักดิ์ ชาญด้วยวิทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เอเชียซอฟท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้นำการให้บริการความบันเทิงออนไลน์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า ที่ผ่านมาทางบริษัทได้ให้ความสำคัญและมุ่งเน้นสร้างความพึงพอให้กับสมาชิกมาโดยตลอด ทั้งนี้บริษัทจึงตั้งใจสร้างระบบรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในวงการธุรกิจเกมออนไลน์ คือ กิจกรรม @Reward หรือ การเก็บสะสมแต้มแลกของไอเท็มพิเศษให้กับสมาชิก ซึ่งในปีที่ผ่านมาได้รับกระแสตอบรับจากสมาชิกเป็นอย่างดี โดยในปีนี้บริษัทได้จัดกิจกรรม @Reward ขึ้นอีกครั้ง เพื่อเป็นของขวัญแทนใจจากเอเชียซอฟท์  

 ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บ.เอเชียซอฟท์ฯ กล่าวต่อว่า วิธีการเข้าร่วมสนุกกิจกรรมนี้ คือ เพียงแค่เติมเงินด้วยบัตร @Cash จะได้รับคะแนนสะสมเข้าไปในเกม เพื่อนำมาแลกรับไอเท็มพิเศษ ซึ่งกิจกรรมนี้จะเปิดให้บริการในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2552 ถึง 31 ธันวาคม 2552 โดยมีเกมออนไลน์ที่เข้าร่วมกิจกรรมนี้ได้แก่ แรกนาร็อค, โกสต์ ออนไลน์, คาบาล, โยวกัง, เมเปิล สตอรี่, กรานาโด เอสปาดา, ออดิชั่น, ฟรีสไตล์ สตรีท บาสเกตบอล, ซัมมอนเนอร์ มาสเตอร์ ออนไลน์, ซัดเด็น แอ็ดแท็ค, และเดคารอน สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ @Reward ได้ที่

ที่มา: www.bcoms.net

เดลล์เผยโฉมโน้ตบุ๊กบางที่สุดในโลก

Monday, March 30th, 2009

เดลล์พร้อมวางจำหน่ายโน้ตบุ๊กบางที่สุดในโลกภายใต้ชื่อ “Adamo” มีความบางเพียง 0.65 นิ้ว (16.5 มิลลิเมตร) เฉือนเอาชนะ X300 ของ เลอโนโว ที่บาง 0.73 นิ้ว (18.5 มิลลิเมตร) และ Macbook Air ที่ 0.76 นิ้ว (19.4 มิลลิเมตร)
       
       Adamo มาจากภาษาละตินแปลว่า ตกหลุมรัก ซึ่งผลิตภัณฑ์ในรุ่นนี้ของเดลล์จะผลิตมาตอบสนองลูกค้าที่ต้องการสินค้าที่มีดีไซน์สวยงาม เหมาะกับการใช้งานส่วนบุคคล
       
       ตัวเครื่องทำจากอลูมิเนียมแผ่นเดียว มาพร้อมกับหน้าจอขนาด 13.4 นิ้ว สัดส่วนภาพ 16:9 รองรับความละเอียด 720p ใช้หน่วยประมวลผล Core 2 Duo ภายใต้ชิปเซ็ต Intel Mobile 965 หน่วยความจำ DDR3 2GB (สูงสุด 4GB) การเชื่อมต่อไวเลสมาตรฐาน 802.11n บลูทูธ 2.1 หน่วยบันทึกข้อมูลแบบ SSD
       

       ส่วนพอร์ตการเชื่อมต่อจะมี ยูเอสบี 2 พอร์ต คอมโบยูเอสบี และ eSATA 1 พอร์ต ช่องพิเศษสำหรับต่ออุปกรณ์เสริมสำหรับต่อพอร์ต HDMI, VGA และ DVI และช่องเสียบสายแลน นอกจากนี้ยังมีระบุไว้ว่าสามารถใช้งานได้ต่อเนื่องยาวนานกว่า 5 ชั่วโมง
       
       ในส่วนของระบบปฏิบัติการเนื่องจากใช้ Core 2 Duo ทำให้สามารถใช้งาน Windows Vista Home Premium Edition SP1 แบบ 64 บิต สำหรับราคาจำหน่ายในสเปก Core 2 Duo 1.2GHz SSD 128 GB จะเริ่มต้นที่ประมาณ 2,000 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 71,000 บาท) ส่วน Core 2 Duo 1.4GHz พร้อมหน่วยความจำ 4 GB จะอยู่ที่ประมาณ 2,700 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 96,000 บาท) โดยทางเดลล์จะเริ่มทยอยส่งสินค้าล็อตแรกวันที่ 26 มีนาคมนี้
       

ที่มา: www.manager.co.th/

ลือไอบีเอ็มเตรียมซื้อซันไมโครซิสเต็มส์

Monday, March 30th, 2009

หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นอล (Wall Street Journal) รายงานว่ายักษ์ใหญ่สีฟ้าไอบีเอ็ม (IBM) กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาซื้อคู่แข่งอย่างซันไมโครซิสเต็มส์ (Sun Microsystems) ด้วยเงินมูลค่าไม่ต่ำกว่า 6.5 พันล้านเหรียญ (ประมาณ 2.27 แสนล้านบาท) เชื่อหากการซื้อขายเกิดขึ้นจริงอาจจะเป็นการเพิ่มแรงกดดันในธุรกิจผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์ โดยเฉพาะเอชพี (Hewlett-Packard)
       
       แหล่งข่าวนิรนามของวอลล์สตรีทเจอร์นอลระบุว่า การเจรจาซื้อบริษัทซันไมโครซิสเต็มส์ของไอบีเอ็มจะครอบคลุมหุ้นทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ของซัน ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 4.97 เหรียญต่อหุ้น โดยยังไม่มีรายงานการยืนยันข่าวลือที่เกิดขึ้นทั้งจากซันและไอบีเอ็มในขณะนี้
       
       ซันนั้นถูกลือมานานแล้วว่าเป็นเป้าหมายที่บริษัทไอทีหลายแห่งต้องการควบรวมด้วย ทั้งไอบีเอ็ม เอชพี เดลล์ (Dell) หรือแม้แต่ซิสโก้ (Cisco Systems) ซึ่งเพิ่งเปิดเผยแผนการผลิตเบลดเซิร์ฟเวอร์ของตัวเองเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่การซื้อขายไม่ได้เกิดขึ้นเพราะหากมองในมุมของนักการธนาคารและนักวิเคราะห์ ซันยังมีปัญหาเรื่องมูลค่าตลาดซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ และบริการที่ยังไม่โดดเด่นนัก จนนักวิเคราะห์หลายรายมองว่า ซันเป็นบริษัทที่ไม่เคยฟื้นตัวได้จากวิกฤติฟองสบู่ดอทคอมแตกในปี 2000
       
       โรเบิร์ต จาคอบเซ่น (Robert Jakobsen) นักวิเคราะห์ของบริษัท Jyske Bank สัญชาติเดนมาร์กให้ความเห็นว่า ข่าวลือนี้สมเหตุสมผลหากมองในมุมการรวมพลังของอุตสาหกรรมไอที แต่หากมองในมุมผลประกอบการช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เชื่อว่าซันไม่ใช่ตัวเลือกอันดับหนึ่งที่ไอบีเอ็มจะซื้อ
       
       ”หากการซื้อขายเกิดขึ้น ชัดเจนว่านี่จะเป็นการควบรวมธุรกิจระหว่างสองบริษัทครั้งใหญ่ แต่อาจจะเพิ่มแรงกดดันให้กับผู้ที่อยู่ในตลาดระบบศูนย์กลางข้อมูลหรือดาต้าเซ็นเตอร์ได้น้อย เนื่องจากซันกินสัดส่วนตลาดได้ไม่มากนักตลอด 12 เดือนที่ผ่านมา ในมุมมองของผมเชื่อว่าการควบรวมนี้จะมีมูลค่าไม่สูงนัก”
       
       มูลค่าหุ้นของซันนั้นเพิ่มขึ้น 54 เปอร์เซ็นต์ทันทีที่วอลล์สตรีทเจอร์นอลรายงานข่าวลือนี้ในเว็บไซต์ โดยระบุว่าไอบีเอ็มอาจลงมือเซ็นสัญญากับซันภายในสัปดาห์นี้หรืออาจจะเจรจาล้มเหลวก็ได้ ซึ่งหากไอบีเอ็มตัดสินใจซื้อซันจริง การซื้อขายที่เกิดขึ้นจะเป็นการควบรวมบริษัทครั้งใหญ่ที่สุดของไอบีเอ็มนับตั้งแต่การเข้าซื้อบริษัทซอฟต์แวร์สัญชาติแคนาเดียนนาม Cognos ด้วยเงิน 5 พันล้านเหรียญสหรัฐในเดือนมกราคมปี 2008
       
       ไอบีเอ็มนั้นเป็นผู้ครองตลาดอันดับ 1 ในตลาดคอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์ช่วงไตรมาสสี่ของปีที่ผ่านมา มีส่วนแบ่งการตลาด 36.3 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาคือเอชพี 29 เปอร์เซ็นต์ อันดับ 3 คือเดลล์ 10.6 เปอร์เซ็นต์ ซันคืออันดับ 4 มีส่วนแบ่งตลาด 9.3 เปอร์เซ็นต์ อันดับ 5 คือฟูจิตสึ (Fujitsu) 4.2 เปอร์เซ็นต์
       
       ล่าสุด ซันนั้นเปิดตัวบริการใหม่ Sun Cloud บริการเซิร์ฟเวอร์ออนไลน์ที่พุ่งกลุ่มตลาดไปที่นักศึกษา โปรแกรมเมอร์ และบริษัทไอทีรายย่อยที่ไม่ต้องการซื้อเซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์เก็บข้อมูลของตัวเอง รายงานระบุว่าซันได้สาธิตการทำงานของระบบใหม่ในงานประชุมนักพัฒนาซึ่งจัดขึ้นที่นิวยอร์กในวันพุธที่ 18 มีนาคม ตามเวลาในสหรัฐฯ ซึ่งในงานนี้จะมีการเปิดเผนแผนพัฒนาซอฟต์แวร์ของซัน ทั้ง Java, MySQL และ OpenSolaris สำหรับนำมาใช้ในการประมวลผลกลุ่มเมฆหรือ cloud computing
       

ที่มา: www.manager.co.th

กูเกิลจุดพลุเสิร์ชอัจฉริยะ ไม่อิงตามอักษรแต่อิงตามคำที่สัมพันธ์กัน

Monday, March 30th, 2009

กูเกิล (Google) ยักษ์ใหญ่เสิร์ชเอนจิ้นเริ่มให้บริการค้นหาข้อมูลอัจฉริยะหรือ Semantic Search แล้ว ปรับให้เอนจิ้นของกูเกิลเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างคำได้ แถมเพิ่มจำนวนบรรทัดแสดงตัวอย่างบทความในลิงก์ที่พบ ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้ทราบรายละเอียดในแต่ละลิงก์ให้มากขึ้นก่อนตัดสินใจคลิก
       
       ผลของการปรับปรุงครั้งนี้ คือผู้ใช้กูเกิลจะสามารถพบข้อมูลอื่นที่เป็นเรื่องเดียวกับคีย์เวิร์ดแม้จะเป็นคำคนละคำกัน เช่น หากสืบค้นด้วยคีย์เวิร์ด “principles of physics (หลักการฟิสิกซ์)” กูเกิลจะโชว์ลิงก์ที่มีคำว่า “BigBang (การระเบิดครั้งใหญ่)” หรือ “Special Relativity (ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ)” ให้ด้วยเพราะเชื่อว่าลิงก์ที่มีคำเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้สืบค้น ต่างจากอดีตที่จะแสดงลิงก์เพจที่มีคำตรงกับคีย์เวิร์ดเท่านั้น
       
       Semantic Search เป็นคำที่ชาวไอทีใช้เรียกความสามารถในการสืบค้นตามแนวคิดหรือความสัมพันธ์ ไม่ใช่การสืบค้นเพื่อหาเว็บเพจที่มีตัวอักษรตรงกับคีย์เวิร์ดเช่นในอดีต แต่เป็นการสืบค้นเว็บเพจที่มีคำซึ่งสัมพันธ์กับคีย์เวิร์ด แน่นอนว่าบริษัทเสิร์ชเอนจิ้นทั่วโลกมีเป้าหมายพัฒนาให้เอนจิ้นของตัวเองสามารถทำ Semantic Search ได้ และกูเกิลเป็นรายล่าสุดที่เริ่มนำมาให้บริการจริงแล้วในขณะนี้
       
       ตามบทความที่หัวหน้าทีมเทคนิคเพื่อพัฒนาคุณภาพการสืบค้นของกูเกิลนาม Ori Allon เขียนในเว็บล็อกกูเกิลเกี่ยวกับการปรับปรุงครั้งนี้ ไม่มีการใช้คำว่า Semantic Search แต่ระบุว่าเป็นการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้เพื่อให้ระบบของกูเกิลเข้าใจความต้องการและแนวคิดที่ผู้ใช้ต้องการสืบค้นได้ดีขึ้น
       
       นอกจาก Semantic Search กูเกิลยังเพิ่มบรรทัดแสดงคำอธิบายลิงก์ผลการเสิร์ชเป็น 4 บรรทัด จากเดิมที่เคยแสดงเป็น 2 บรรทัด โดยจำนวนบรรทัดที่เพิ่มขึ้นช่วยให้ผู้ใช้ทราบรายละเอียดในแต่ละลิงก์ได้มากขึ้นก่อนตัดสินใจคลิก และยังทำให้ผู้ใช้สามารถใส่คีย์เวิร์ดสำหรับสืบค้นได้มากเท่าที่ต้องการ
       
       สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการสะท้อนภาพความน่าสนใจใน semantic search ที่ขยายวงกว้างยิ่งขึ้น โดยกูเกิลให้บริการ Semantic Search รองรับ 37 ภาษา (ไม่มีภาษาไทย) ได้แก่ภาษารัสเซีย ภาษาอิตาลี ภาษาอังกฤษ เป็นต้น
       
       ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ของกูเกิลถือว่าช้ากว่ารายอื่น โดยเสิร์ชเอนจิ้นอย่าง Ask.com นั้นเริ่มเปิดให้บริการ semantic search ไปตั้งแต่ปีที่แล้ว ขณะที่คู่แข่งอย่างไมโครซอฟท์ออกมายืนยันว่ากำลังทดสอบ Kumo.com ที่เป็นเอนจิ้น semantic search ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถได้รับความนิยมจากตลาดได้มากกว่า Live Search ที่ไมโครซอฟท์ให้บริการอยู่ในขณะนี้

ที่มา: www.manager.co.th

ยอดขายเซิร์ฟเวอร์ APAC ลดลงครั้งแรกหลังเกิดวิกฤตดอทคอม

Monday, March 30th, 2009

 บริษัทวิจัย IDC โชว์ผลสำรวจตลาดเซิร์ฟเวอร์ในปี 2551 ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก พบยอดจำหน่ายลดลงเป็นครั้งแรกในช่วงหลายปีที่ผ่านมานับตั้งแต่เกิดวิกฤตของธุรกิจดอทคอมปี 2544
       
       เฉพาะไตรมาส 4 ปี 2551 ที่ผ่านมา ยอดจำหน่ายเซิร์ฟเวอร์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกไม่รวมญี่ปุ่น มีสัดส่วนลดลง 4.6% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว หลังจากทีีตลาดนี้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องมาตลอด 25 ไตรมาส
       
       ไอดีซีระบุว่านับตั้งแต่ไตรมาสที่สองของปี 2544 ยอดจำหน่ายเซิร์ฟเวอร์ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2551 มีการหดตัวมากที่สุด โดยลดลงเป็นตัวเลขสองหลัก และเป็นการลดลงติดต่อกันเป็นไตรมาสที่สองซึ่งส่งผลให้ยอดจำหน่ายทั้งปีของปี 2551 ลดลงถึง 4.9% แสดงให้เห็นว่าพิษไข้จากวิกฤตเศรษฐกิจในประเทศอเมริกา และ ยุโรป ได้แพร่กระจายอย่างรวดเร็วมายังภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก
       
       ที่น่าสนใจคือ ประเทศจีนและเวียตนามเป็นเพียงสองประเทศที่มีอัตราการลดลงเป็นตัวเลขหลักเดียวเมื่อเปรียบเทียบทั้งปี จุดนี้นายราชนิช อาโรร่า ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยด้านเซิร์ฟเวอร์องค์กร และ เวิร์กสเตชั่น ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ให้ความเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นน่าวิตกกังวลไม่น้อย เพราะ 6 ใน 7 ประเทศที่อยู่ในอันดับต้นของประเทศที่มีค่าใช้จ่ายสูงกลายมาเป็นประเทศที่มีการใช้จ่ายลดลงเป็นสามลำดับต้นเมื่อเปรียบเทียบจากตัวเลขปีต่อปีี
       
       ”การลดลงเพียงเล็กน้อยเป็นตัวเลขหลักเดียวของจีนนั้นได้ถูกคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ภายหลังจากการเติบโตอย่างน่าตกใจที่สูงถึง 30% ในครึ่งหลังของปี 2550 จากการสร้างโครง สร้างพื้นฐานขนาดใหญ่และการสนับสนุนทางการเงินจากรัฐบาลเพื่องานโอลิมปิก”
       
       อาโรร่ายังระบุว่า การฟื้นตัวของตลาดเซิร์ฟเวอร์ในประเทศสิงค์โปร์เหมือนกับภาพลวงตา โดยในไตรมาสที่ 4 ปี 2551 ตัวเลข การจำหน่ายได้ลดลงสูงถึง 19.6% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2550 หลังจากตลาดนี้มีอัตรา การเติบโตอย่างมากถึง 2 ไตรมาสติดกันที่ผ่านมา โดยตลาดมีอัตราการเติบโตในระดับตัวเลขสองหลักนับตั้งแต่ ไตรมาสที่สองของปี 2551
       
       “การใช้จ่ายเกี่ยวกับเซิร์ฟเวอร์ประเภท non-x86 ซึ่งองค์กรธุรกิจโดยทั่วไปใช้สำหรับงานด้านแอปพลิเคชั่นเป็นหลัก นั้นมีการหดตัวลงเป็นอย่างมากถึง 34% ใน ไตรมาส 4 ปี 2551 เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสที่ 3 ของปีเดียวกันที่ลดลงเพียง 23.1%”
       
       อาโรร่ายกตัวอย่างว่าฮ่องกงกำลังเป็นที่น่าจับตามองอย่างมาก เนื่องจากได้รับความกดดันอย่างหนักจากการชะลอตัวของธุรกิจการให้บริการด้านการเงินแม้จะเป็นประเทศที่มีบริษัทที่ให้บริการด้านการเงินระดับโลก และระดับภูมิภาค โดยมูลค่าการใช้จ่ายเซิร์ฟเวอร์ในฮ่องกง มีการลดลงอย่างน่าตกใจถึง 54% ในไตรมาสที่ 4 ที่ผ่านมา
       
       “การใช้จ่ายด้านเซิร์ฟเวอร์ของฮ่องกงลดลงมากที่สุดในบรรดาประเทศทั้งหมด 14 ประเทศในไตรมาสที่ 4 ของปี 2551 โดยประเทศฮ่องกงได้กลายมาเป็นประเทศที่มีการใช้จ่ายเซิร์ฟเวอร์หล่นลงมาเป็นอันดับ 7 ของ ภูมิภาคนี้ ใน ไตรมาสที่ 4 ของปี 2551 เปรียบเทียบกับอันดับ 5 ในไตรมาสที่ 4 ของปี 2550″
       
       สามอันดับประเทศที่ครองสัดส่วนการใช้จ่ายเซิร์ฟเวอร์สูงสุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยกเว้นญี่ปุ่นช่วงปี 2550 - 2551 คือ จีน 40.6% เกาหลีใต้ 13.9% และออสเตรเลีย 12.8% ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 9 ด้วยสัดส่วน 1.9% เหนือกว่าเวียดนามซึ่งอยู่อันดับที่ 13 สัดส่วน 0.7%
       
       IBM ยังคงสามารถรักษาตำแหน่งอันดับ 1 ในตลาดเซิร์ฟเวอร์ไว้ได้ โดยมีส่วนแบ่งในแง่ของรายได้อยู่ที่ 37% ในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิกไม่รวมญี่ปุ่น ในปี 2551 ในขณะที่เบอร์สอง HP ยังคงเป็นผู้ค้าที่เป็นผู้นำในแง่ของยอดจำหน่ายในปี 2551 โดยมีส่วนแบ่งทางการตลาด 30.7% ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากจุดแข็งในกลุ่มผลิตภัณฑ์เซิร์ฟเวอร์ X86
       
       อันดับ 3 คือ SUN ซึ่งขยายตัวอย่างรวดเร็วในตลาดเซิร์ฟเวอร์ X86 แต่กลับไม่ค่อยประสบความสำเร็จมากนักกลุ่มเซิร์ฟเวอร์ non-x86 UNIX เมื่อหักล้างกันแล้วกลับสะท้อนภาพว่าธุรกิจของ SUN อยู่ในช่วงชะลอตัว
       
       อันดับ 4 คือ DELL เป็นผู้ค้าที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุดในกลุ่มผู้ค้าอันดับต้น 5 ราย ในแง่ของยอดจำหน่ายที่มีการเพิ่มขึ้น อย่างน่าประทับใจคิดเป็นอัตราการเติบโตสูงถึง 14.2% ในปี 2551 อันดับ 5 คือ Langchao ครองส่วนแบ่งตลาด 1.2%

ที่มา: www.manager.co.th

เนรมิตหัวหินเมืองใช้เน็ตไร้สายฟรี

Monday, March 30th, 2009

เทศบาลเมืองหัวหินจับมือไวด์ แอคเซ็ส เนรมิตหัวหินให้เป็นเมืองอินเทอร์เน็ตไร้สาย ด้วยเทคโนโลยี Wireless mesh เพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ตไร้สายฟรี สำหรับการศึกษาและนักท่องเที่ยว รวมทั้งรองรับการประชุมอาเซียน ซัมมิท ในสัปดาห์นี้ เริ่มในพื้นที่ 1 ตร.กม.ใจกลางเมืองก่อนขยายคลุม 8 ตร.กม.จนทั่วเมืองหัวหิน
       
       เมื่อวันที่ 20 ก.พ.ที่ผ่านมาเทศบาลเมืองหัวหิน ร่วมกับบริษัท ไวด์ แอคเซ็ส ซึ่งมีบริษัท เบญจจินดา โฮลดิ้ง ของนายวิชัย เบญจรงคกุล ถือหุ้นด้วย 20% เปิดให้บริการโครงการหัวหินเมืองอินเทอร์เน็ตไร้สายเพื่อการศึกษาและการท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการ โดยการให้บริการอินเทอร์เน็ตไร้สายฟรีนี้จะเป็นการส่งเสริมให้หัวหินกลายเป็นเมืองที่เพียบพร้อมสำหรับการศึกษาและการท่องเที่ยวรวมทั้งยังเป็นการรองรับการใช้งานของคนที่มาร่วมประชุมสุดยอดอาเซียนซัมมิท ครั้งที่ 14 ระหว่างวันที่ 27 ก.พ.-1 มี.ค.ที่จะถึงนี้ด้วย
       
       นายจิระ พงษ์ไพบูลย์ นายกเทศมนตรีเมืองหัวหินกล่าวว่าเทศบาลเมืองหัวหินให้การสนับสนุนด้านงบประมาณกับบริษัทเอกชนประมาณ 5 ล้านบาทจากงบประมาณทั้งหมดที่จะสนับสนุนด้านเทคโนโลยี 50 ล้านบาทเพื่อทำให้บริการอินเทอร์เน็ตไร้สายเป็นของชาวหัวหิน โดยพื้นที่ในการให้บริการจะครอบคลุมประมาณ 8 ตร.กม.ซึ่งมีประชากรและนักท่องเที่ยวอยู่ในบริเวณดังกล่าวไม่ต่ำกว่า 4 หมื่นคนและบริการอินเทอรืเน็ตไร้สายฟรีจะรองรับการใช้งานได้ถึงเดือนละ 1 หมื่นคน
       
       ด้านนายสันติ เมธาวิกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไวด์ แอคเซ็ส กล่าวว่าบริการอินเทอร์เน็ตไร้สายหรือหัวหิน ซิตี้ไวด์ จะใช้เงินลงทุนทั้งหมดประมาณ 75 ล้านบาทภายในระยะเวลา 5 ปี โดยวางตำแหน่งของบริการนี้ไว้ที่การเป็นบริการอินเทอร์เน็ตไร้สายเพื่อชุมชน โดยใช้เทคโนโลยีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบไร้สาย Wireless mesh ที่ทำให้พื้นที่การให้บริการอินเทอร์เน็ตไร้สายขยายเป็นวงกว้าง (wide-area WiFi) จนสามารถนำมาใช้ภายนอกอาคารเพื่อสร้างเป็น Citywide WiFi หรือบริการอินเทอร์เน็ตไร้สายชุมชนของเมือง โดยไม่มีการเดินสายเชื่อมโยงใดๆทั้งสิ้น
       
       สำหรับพื้นที่ให้บริการในขณะนี้ สามารถให้บริการในพื้นที่ 1 ตร.กม.จากสี่แยกชมสินธุ์ถึงหัวหินมาร์เก็ตวิลเลจ หรือเรียกได้ว่าครอบคลุมในบริเวณใจกลางเมืองหัวหินแล้วและภายใน 3 เดือนจะครอบคลุมพื้นที่ 8 ตร.กม.ในถนนสายหลักได้แก่ถนนเพชรเกษมตั้งแต่สนามบินถึงโค้งก่อนเข้าเขาตะเกียบ ถนนดำเนินสุข ถนนพูลสุข ถนนชมสินธุ์ ถนนเดชานุชิต ถนนสระสรงและถนนแนบเคหาสน์
       
       ในด้านการใช้งาน ผู้ใช้งานสามารถใช้โน้ตบุ๊ก พีดีเอ โทรศัพท์มือถือ ไอโฟนและอุปกรณ์เชื่อมต่อไวไฟเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไร้สายฟรีในพื้นที่ให้บริการได้ทันที ด้วยความเร็ว 100 Kbps สามารถใช้งานได้สะดวกไม่ว่าจะเป็นการใช้อีเมล์ หรือการดูข้อมูลเว็บไซต์ แต่ไม่เหมาะในการเล่นเกมออนไลน์ โดยต้องมีการลงทะเบียนก่อนซึ่งทำได้ 2 วิธีคือส่ง SMS ด้วยการพิมพ์ข้อความ ‘huahin’ ไปที่หมายเลข 4886999 จากโทรศัพท์มือถือระบบเอไอเอส ดีแทคและทรูมูฟ โดยระบบจะส่งยูสเซอร์เนมและพาสเวิร์ดกลับมา หรือลงทะเบียนออนไลน์ผ่านหน้าเว็บไซต์ โดยกรอกข้อมูลที่จำเป็นเพื่อขอรับยูสเซอร์เนม และพาสเวิร์ด โดย 1 อีเมล์แอดเดรสสามารถลงทะเบียนได้ 1 ครั้ง โดยแต่ละครั้งของการล็อกอินสามารถใช้งานได้ 60 นาที
       
       การที่ไวด์ แอคเซ็สเลือกให้บริการอินเทอร์เน็ตไร้สายฟรีที่หัวหินเป็นแห่งแรก เป็นเพราะสันติเป็นคนหัวหินโดยกำเนิด เมื่อเกิดอุบัติเหตุต้องลาออกจากตำแหน่งรองประธานเจ้าหน้าที่บริหารดีแทค จึงมองหาโอกาสในการมีธุรกิจของตัวเอง โดยคำตอบมาลงตัวที่บริการไวร์เลส บรอดแบนด์หรืออินเทอร์เน็ตไร้สาย เนื่องจากปัจจุบันในประเทศไทยมีผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต เพียง 10 % ของจำนวนครัวเรือนทั้งหมดในประเทศจากข้อจำกัดการให้บริการผ่านอินเทอร์เน็ตทางสายดังนั้นการให้บริการไวร์เลสจึงมีโอกาสทางการตลาดอย่างมากมาย เฉพาะแค่เมืองอินเทอร์เน็ตไร้สายอย่างหัวหิน ในประเทศไทยมีไม่ต่ำกว่า 20 เมืองที่น่าสนใจโดยในเบื้องต้นยังมีอีก 5 เมืองที่บริษัทเตรียมให้บริการเช่นเดียวกับหัวหิน
       
       ‘ผมต้องการให้หัวหิน ซิตี้ไวด์ เป็นอินเทอร์เน็ตเพื่อชุมชน โดยในเบื้องต้นผมให้คำมั่นกับท่านนายกเทศมนตรีว่า 6 เดือนแรกจะมีแต่บริการฟรีทั้งหมด ส่วนการพัฒนาธุรกิจต่อยอดจากนั้นจะเป็นการหารือร่วมกันระหว่างบริษัทกับเมืองหัวหิน’
       
       ในเชิงธุรกิจที่นอกเหนือจากบริการอินเทอร์เน็ตไร้สายฟรีแล้ว บริษัทสามารถเสนอบริการพรีเมี่ยมเป็นทางเลือกให้ลูกค้าทั่วไปที่สนใจอย่างเช่นค่าบริการรายเดือน 590 บาทได้ความเร็ว 2 เม็ก หรือการขายอุปกรณ์ที่เป็นรีพีทเตอร์สัญญาณต่างๆ
       
       ไวด์ แอคเซ็ส เป็นบริษัทเกิดภายใต้การร่วมทุนกับกลุ่ม เบญจจินดาโฮลดิ้ง ได้รับใบอนุญาตให้บริการอินเทอร์เน็ตประเภทที่หนึ่ง ไม่มีโครงข่ายเป็นของตัวเองจากคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ทั้งนี้ไวด์ แอคเซ็ส ให้บริการ 2 ประเภทได้แก่การให้บริการโซลูชันหรืออุปกรณ์รองรับการให้บริการไวร์เลสด้วยอุปกรณ์ขยายสัญญาณไวร์เลส เป็นไวร์เลสเร้าท์เตอร์และรีพีทเตอร์ในตัวเดียวกันหรือเรียกว่า wide mini ความสามารถของ wide mini ใช้ได้ทั้งโหมดเป็นเกตเวย์สร้างการเชื่อมต่อไร้สายโดยการเสียบสายอินเทอร์เน็ตก็พร้อมใช้ได้เลย หรือจะใช้ wide mini ช่วยขยายสัญญาณให้ครอบคลุมพื้นที่กว้างขึ้นในโหมดรีพีทเตอร์ด้วยเทคโนโลยี wireless mesh ที่อยู่ภายในตัวเครื่องจะทำให้เครื่องการกระจายสัญญาณระหว่างกันเอง เพียงแค่เสียบปลั๊กไฟเท่านั้น ไม่ต้องเดินสายอินเทอร์เน็ต  ซึ่งจะจำหน่ายผ่านเว็บไซต์www.wide.me       
       
       ส่วนแบบที่ 2 เป็นการให้บริการISP ไวด์ แอคเซ็สจะเข้าไปให้บริการอินเทอร์เน็ตไร้สาย ใน 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่โรงเรียน ,บ้าน คอนโดมิเนียม และการให้บริการเมืองไร้สาย โดยการให้บริการจะใช้โครงข่ายระบบสื่อสัญญาณเคเบิลใยแก้วของกลุ่มเบญจจินดาซึ่งจะเป็นรูปแบบการให้บริการแบบ absolute wide ซึ่งเป็นบริการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไร้สาย ที่สามารถให้บริการโดยไม่จำเป็นต้องใช้สายโทรศัพท์ ไม่ต้องมีเบอร์บ้าน โดยปัจจุบันเข้าไปวางระบบเพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ตไร้สายแล้วให้โครงการที่อยู่อาศัยใหม่ A Space ของอารียา พร็อพเพอร์ตี้

 

ที่มา:  www.manager.co.th