Archive for February, 2009

ซัมซุง อัลตร้า ทัช ถึงเวลามือถือแบบสัมผัส

Friday, February 27th, 2009

ซัมซุงเปิดศึกมือถือ “ทัชสกรีน” เต็มสูตร เปิด “อัลตร้า ทัช” มือถือสไลด์โฟนเกาะกระแสทัชโฟนที่คาดว่ามาแรงปีนี้ เตรียมขนทัชโฟนรุ่นใหม่เข้าตลาดปีนี้ไม่ต่ำกว่า 10 รุ่น ระบุบูมเกิน 100%
      
       มนาเทศ อันนวัฒน์ หัวหน้ากลุ่มสื่อสารการตลาดและองค์กร บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด กล่าวถึงยอดขายของโทรศัพท์เคลื่อนที่ “ซัมซุง” ว่า ในปีที่ผ่านมา ทางซัมซุงมียอดขายในส่วนธุรกิจโทรศัพท์มือถือเติบโตขึ้น 60% ปัจจัยหลักๆ ที่ทำให้ซัมซุงสามารถเติบโตนั้น ประการแรก เรื่องของผลิตภัณฑ์ ที่ทางซัมซุงมีการเปิดตัวโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ๆ ออกมาตอบสนองตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยทางซัมซุงมีผลิตภัณฑ์ที่สามารถเข้าถึงและลงลึกไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคในแต่ละเซกเมนต์ได้อย่างครบถ้วน ประการที่ 2 เป็นเรื่องของการพัฒนาบุคลากรของซัมซุงที่พัฒนาทักษะการขายและการให้บริการต่อพนักงานเพื่อแนะนำสินค้าอย่างต่อเนื่อง ประการสุดท้ายเป็นเรื่องของช่องทางการจัดจำหน่าย นับตั้งแต่ที่ทางซัมซุงหันมาใช้ระบบขายตรงประมาณปลายปี 2550 ถือว่าเป็นช่องทางที่ทำให้ซัมซุงสามารถที่จะกระจายสินค้าถึงตัวผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็ว พร้อมกับการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดต่างๆ ก็สามารถทำตรงถึงผู้บริโภคได้ทันที
      
       ล่าสุด ทางซัมซุงกำลังอยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างช่องทางการจำหน่ายอีกครั้ง โดยยังคงใช้โมเดลขายตรงไปยังช่องทางขายเหมือนเดิม แบ่งเป็นฮับมาสเตอร์รายใหญ่ กับดีลเลอร์รายย่อย แต่จะมีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดบางส่วน อาทิ จำนวนผู้ค้า ค่าตอบแทนการขาย ค่าจัดวางสินค้า รวมถึงเกณฑ์ในการวัดผล เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ผู้ค้าที่ขายโทรศัพท์มือถือซัมซุงตามความสามารถในการดำเนินงาน
      
       มนาเทศ กล่าวว่า การที่ซัมซุงปรับปรุงช่องทางการจำหน่ายใหม่ในครั้งนี้ ก็เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและทำให้การกระจายสินค้าไปยังคอนซูเมอร์ทั่วถึงขึ้น รวมถึงการทำตลาดแบบครบวงจรเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายแต่ละไลฟ์สไตล์
      
        “ยอดขายในปีนี้ของซัมซุงมือถือ คาดว่าจะยังสามารถเติบโตในระดับ 2 หลักเช่นเดียวกันกับปีที่แล้ว”
      
       ส่วนเทคโนโลยีที่มาแรงในปีนี้ ทางมนาเทศระบุว่า เชื่อว่าโทรศัพท์มือถือแบบสัมผัสหรือทัชสกรีนจะมาแรง และเป็นแนวโน้มที่มือถือระดับพรีเมียมราคาตั้งแต่ประมาณ 10,000 บาทขึ้นไปจำเป็นต้องมีเทคโนโลยีนี้ โดยตัวเลขตลาดโลกคาดว่ายอดขายมือถือทัชสกรีนปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 90,000,000 เครื่อง ส่วนประเทศไทยปีที่ผ่านมามียอดขายมือถือทัชสกรีนประมาณ 100,000 เครื่อง และคาดว่าปีนี้จะเติบโตมากกว่า 100% หรือมากกว่า 200,000 เครื่อง
      
       “วันนี้ ซัมซุงเรามีมือถือที่เป็นทัชสกรีนมากที่สุดในตลาดเวลานี้ ทำให้ซัมซุงมีมือถือทัชสกรีนสำหรับตลาดทุกเซกเมนต์”
      
        มนาเทศ กล่าวอีกว่า เพื่อเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า ซัมซุงมีมือถือตอบสนองทุกกลุ่มเซกเมนต์ ทางซัมซุง ประเทศไทยจึงได้นำเสนอ ซัมซุง อัลตร้า ทัช ในตระกูลอัลตร้าเอดิชั่น ซึ่งเป็นโมเดลที่สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นผู้นำในด้านเทคโนโลยีและดีไซน์ที่ล้ำสมัยในตลาดโทรศัพท์มือถือ โดยทางซัมซุงได้แนะนำโทรศัพท์มือถือ ซัมซุง อัลตร้า เอดิชั่น ซึ่งเป็นแฟลกชิปโมเดลอย่างต่อเนื่องมาทุกปี
      
        “การเปิดตัว ซัมซุง อัลตร้า ทัช สไลด์ทัชโฟน ที่สุดแห่งสไตล์ของปีนี้ของซัมซุงในประเทศไทย ได้เปิดตัวพร้อมกันเป็นครั้งแรกในงานโมบาย เวิลด์ คองเกรส 2009 ณ บาร์เซโลนา ประเทศสเปน เมื่อเร็วๆ นี้”
      
        จุดเด่นของ ซัมซุง อัลตร้า ทัช อยู่ที่ความสมบูรณ์แบบลงตัวระหว่างความสวยงามมีสไตล์และคุณสมบัติที่เป็นหนึ่งในทุกๆ ด้าน ตั้งแต่การออกแบบจากวัสดุที่คงทน ป้องกันรอยขีดข่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ หน้าจอกันรอยขนาดใหญ่ให้ภาพคมชัด สีสดใสสวยงามยิ่งขึ้นพร้อมระบบกันแสงสะท้อนสบายตาขณะใช้งานกลางแจ้ง ตัวเครื่องเมทัลลิกแบบสไลด์บางเฉียบตัดกับกรอบตัวเครื่องเป็นลายเส้นสีสันที่บ่งบอกสไตล์ของผู้ใช้งาน เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชมกับความสมบูรณ์แบบและมองหาโทรศัพท์มือถือที่สื่อถึงความเป็นสุดยอดของผู้ใช้งานทั้งทางด้านรสนิยม ดีไซน์ และการใช้งานอย่างมืออาชีพ”
      
        มนาเทศ กล่าวอีกว่า ซัมซุง อัลตร้า ทัช เป็นแฟล็กชิปรุ่นใหม่ล่าสุดจากซัมซุง อัลตร้า เอดิชั่น โดดเด่นสวยงาม เหนือกาลเวลา ตัวเครื่องเป็นกรอบเมทัลลิกกันรอย สร้างความสวยงามให้คงอยู่ยาวนานยิ่งขึ้นพร้อมการตกแต่งด้วยลายเส้นสะดุดตาให้โทรศัพท์ดูสวยรอบด้านในทุกมุมมอง ระบบทัชสกรีนเต็มรูปแบบ TouchWiz UI เวอร์ชั่น 1.5 เอกสิทธิ์เฉพาะจากซัมซุง เข้าถึงการใช้งานได้อย่างสะดวกง่ายดายและมีสไตล์ พร้อมด้วยการใช้งานมัลติมีเดียครบครัน ตัวเครื่องบางเฉียบเพียง 12.7 มิลลิเมตร ซ่อนแผงปุ่มกดไว้ภายใต้หน้าจอ AMOLED แบบสไลด์ขนาดกว้าง 2.8 นิ้ว กันรอยขีดข่วนและให้แสงสว่างคมชัดสมจริงยิ่งขึ้น พร้อมระบบป้องกันแสงสะท้อน นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับกล้องความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ที่พร้อมอัปโหลดสู่บล็อกส่วนตัวได้ทันที และยังมีระบบระบุพิกัดภาพถ่ายเครื่องเล่น MPEG4 วิทยุเอฟเอ็ม บันทึกเสียง และบันทึกวิดีโอระบบวีจีเอ 30 เฟรมต่อวินาที รองรับการเชื่อมต่อในระบบ 3จี ทั้งคลื่น 900 และ 2,100 เมกะเฮิตรซ์ รวมถึงเทคโนโลยี เอชเอสดีพีเอ 7.2 เมกะไบต์ต่อวินาที ซึ่งเร็วกว่าเอดจ์ประมาณ 10 เท่า
      
       มนาเทศ กล่าวถึงสภาพตลาดโทรศัพท์มือถือในประเทศไทยปีนี้ว่า ตลาดโทรศัพท์มือถือปีนี้ ในแง่จำนวนเครื่องน่าจะทรงตัวหรือบวกลบไม่เกิน 5% จากสภาพตลาดอิ่มตัว และปัจจัยแวดล้อมที่อาจส่งผลกระทบต่อการซื้อสินค้า เช่นเดียวกับมูลค่าตลาดน่าจะอยู่ที่ 35,000 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีที่แล้ว หรืออาจลดลงเล็กน้อย
      
       มนาเทศ กล่าวด้วยว่า เวลานี้ราคาเฉลี่ยโทรศัพท์มือถืออยู่ต่ำกว่า 4,000 บาท โดยมีส่วนแบ่งตลาดมากถึง 77% ขณะที่กลุ่มพรีเมียมที่มีราคามากกว่า 10,000 บาท มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 4% แต่คาดว่าตลาดนี้ยังสามารถเติบโตได้อยู่ เพราะการเข้ามาของมือถือที่เป็นทัชโฟนที่จะเข้าสู่ตลาดมากขึ้น และเป็นกลุ่มที่ยังมีกำลังซื้ออยู่ เฉพาะของซัมซุงเองปีนี้จะมีรุ่นที่เป็นทัชสกรีนเข้าสู่ตลาดไม่น้อยกว่า 10 รุ่น คาดว่ากลุ่มทัชโฟนจะเติบโตมากกว่า 100% จากปีที่แล้วที่มียอดขายประมาณ 100,000 เครื่อง อันเป็นผลมาจากผู้ผลิตทุกรายต่างนำสินค้ากลุ่มนี้เข้ามาทำตลาด บวกกับระดับราคามือถือระบบทัชเริ่มถูกลง โดยจะเห็นเครื่องในระดับต่ำกว่า 10,000 บาทมากขึ้น
      
       “ในภาพรวมจึงน่าจะช่วยดึงให้ราคาเฉลี่ยของมือถือในตลาดโดยรวมสูงขึ้น”
 
ข่าวจาก :  ผู้จัดการ

ผ่ากลยุทธ์ โนเกีย บนเกมการตลาดใหม่

Friday, February 27th, 2009

       “โนเกีย” ในฐานะผู้นำตลาดโทรศัพท์มือถือของโลก เมื่อมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่หรือการเปิดตัวบริการใหม่ ย่อมเป็นสิ่งที่ทุกค่ายผู้ผลิตมือถือต้องเฝ้าติดตาม ที่สำคัญบรรดาผู้บริโภคโทรศัพท์มือถือทั่วโลก ก็เฝ้ามองผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ของโนเกียตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา
       
        แม้ว่าช่วงหลังๆ มานี้ ผลิตภัณฑ์ทางด้านมือถือของค่ายคู่แข่งขัน จะออกมาสร้างสีสันให้กับตลาดได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งยังเป็นข่าวครึกโครมไปทั่วโลก อย่างการมาของไอโฟน ได้กลายเป็นเสมือนหนามยอกอกโนเกีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งได้ภาพของความเป็นผู้นำเรื่องมือถือทัชสกรีนไปครอง จนกลายเป็นกระแสที่ทำให้บรรดาผู้ผลิตมือถือต้องพาเหรดกันออกมือถือทัชสกรีนหลากหลายรุ่น และถือเป็นผลิตภัณฑ์เรือธงหนึ่งในปีนี้ สำหรับมือถือทัชสกรีน
       
        โนเกียได้พยายามพัฒนาโปรดักส์ที่เป็นทัชสกรีน ออกมาดึงความสนใจตลาดจากคู่แข่งขันรายอื่นๆ และก็เป็นไปตามความคาดหมาย โนเกีย 5800 ทัชสกรีนโฟนที่เป็นมิวสิกโฟนรุ่นนี้ได้รับการตอบรับจากตลาดอย่างมากมาย รวมถึงในประเทศไทย
       
        อย่างไรก็ตาม จากการเปิดตัวโทรศัพท์มือถือของโนเกียล่าสุด ภายใต้การจัดงาน Nokia Showcase 2009 จัดขึ้นที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับการจัดงานโมบาย เวิลด์ คองเกรส2009 ที่บาร์เซโลนา ประเทศสเปน โนเกียมีการเปิดตัวมือถือรุ่นใหม่พร้อมกันถึง 8 รุ่น โดยทั้ง 8 รุ่นนี้มีจุดเด่นที่แตกต่างกันไป แต่ที่น่าสังเกต ทั้ง 8 รุ่นไม่มีทัชสกรีนโฟนเลย
       
        และสิ่งไหนที่โนเกียให้ความสำคัญ ในเมื่อตลาดมือถือส่วนใหญ่กำลังให้ความสำคัญกับทัชสกรีนโฟน คำตอบที่ได้จากการเปิดตัวมือถือใหม่ครั้งนี้ก็คือเรื่องของอีเมลและอินเทอร์เน็ต เนื่องจากไฮไลต์ของโนเกียกับผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เปิดตัวออกมาแสดงให้เห็นว่าปีนี้โนเกียให้ความสำคัญเรื่องของอินเทอร์เน็ตและการใช้อีเมลบนโทรศัพท์มือถือ หลังจากที่โนเกียได้นำร่องเรื่องของเกม มิวสิก แผนที่และมีเดียไปก่อนหน้านี้
       
        “ปีนี้เป็นปีที่โมบายอีเมลจะแพร่หลาย”
       
        เป็นคำกล่าวของ ลอเรน ชัสเตอร์ หัวหน้าส่วนการตลาด โนเกีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียแปซิฟิก และว่า “ปีนี้จะเห็นมือถือโนเกียโฟกัสเรื่องของอีเมลและอินเทอร์เน็ตอย่างมาก”
       
        การเปิดตลาดใหม่กับเรื่องของอีเมลและอินเทอร์เน็ตบนดีไวซ์ใหม่จึงถือเป็นจิ๊กซอว์บนเกมการตลาดที่โนเกียกำลังจะสร้างขึ้นมาใหม่ โดยที่ไม่ต้องไปเหมือนกับคู่แข่งขันค่ายอื่นที่เทน้ำหนักไปที่เรื่องของทัชสกรีน
       
        แต่ไม่ใช่โนเกียจะไม่มีโปรดักส์ที่เป็นทัชสกรีนออกมาอีกเลยหลังจากการเปิดตัวโนเกีย 5800 ลอเรน ชัสเตอร์ บอกว่า ในปีนี้จะเห็นโปรดักส์ที่เป็นทัชสกรีนของโนเกียออกมาอีกหลายรุ่น และรุ่นหนึ่งที่ถือเป็นไฮไลต์คือโนเกีย เอ็น97
       
        คำยืนยันจากโนเกียคือปีนี้โนเกียจะมีไลน์โปรดักส์ที่ครอบคลุมทุกกลุ่ม ทุกเซกเมนต์ และครอบคลุมทุกฟีเจอร์ที่ผู้บริโภครอคอย เนื่องจากเป็นการตอบสนองความคาดหวังของคอนซูเมอร์ที่ต้องการใช้มือถือในรูปแบบต่างๆ จากโนเกีย
       
        “เราจะมีดีไวซ์ที่บวกกับบริการด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นอีเมล เกม มิวสิก แผนที่และมีเดียตลอดทั้งปีนี้”
       
       อีเมลแบบใหม่
       บนมือถือรุ่นใหม่

       
        โนเกียได้มีการเปิดตัวมือถือในตระกูล อีซีรีส์ใหม่ 2 รุ่น ได้แก่ โนเกีย อี75 ที่มีแป้นกด QWERTY เต็มรูปแบบ และโนเกีย อี55 แป้นกด QWERTY ขนาดกะทัดรัด โดยมือถือทั้งสองรุ่นเป็นมือถือโนเกียรุ่นแรกที่มาพร้อมรูปแบบการใช้งานอีเมลแบบใหม่ เพิ่มความสะดวกในการใช้งานอีเมลองค์กรและอีเมลส่วนบุคคล
       
        โนเกีย อีซีรีส์ ใหม่ ทำให้ผู้ใช้งานไม่ต้องเปิดเครื่องพีซีเพื่อใช้อีเมลบนเดสก์ทอปอีกต่อไป เพราะรูปแบบการใช้งานอีเมลบนโนเกีย อีซีรีส์ใหม่ได้รับการพัฒนามากขึ้น เช่น รองรับโฟลเดอร์และเอชทีเอ็มแอล อีเมล มีการแสดงผลที่ดีขึ้น สามารถเลือกเรียงลำดับข้อมูลแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ลำดับวันที่ ชื่อ หรือขนาด รวมทั้งการใช้งานพื้นฐานต่างๆ ได้เพียงคลิกเดียว นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาคุณสมบัติการใช้งานปฏิทิน รายชื่อติดต่อ และการจัดการตารางงานต่างๆ
       
        “โนเกีย อี75 ถูกพัฒนาอัปเกรดฟีเจอร์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดในรูปแบบที่กะทัดรัดเหมาะกับการใช้งานมากที่สุด ส่วนโนเกีย อี55 ถือเป็นอุปกรณ์สื่อสารเพื่อใช้งานข้อความที่เล็กกะทัดรัดที่สุดในโลก ที่สำคัญสามารถอยู่ในโหมดสแตนด์บายได้นานถึง 28 วัน” คริส คาร์ รองประธานฝ่ายขาย โนเกีย ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียแปซิฟิก กล่าวและว่า
       
        “เราต้องการการใช้งานอีเมลเป็นเรื่องง่ายดายบนมือถือที่ทุกคนสามารถเข้าถึง เพราะโนเกียเชื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่อีเมลบนมือถือจะมีการใช้งานอย่างแพร่หลายทั่วไป เช่นเดียวกับการสื่อสารด้วยเสียงและเอสเอ็มเอส”
       
        นอกจากฟีเจอร์เด่นทางอีเมล โนเกีย อี75 และโนเกีย อี55 ยังมาพร้อมแผนที่โนเกียเต็มรูปแบบและระบบนำทางพร้อมไลเซนส์การใช้งาน 3 เดือน เล่นเกมได้กับ N-Gage และบริการ Ovi File ที่มาพร้อมกับเครื่อง ทำให้สามารถเรียกใช้งานเอกสารข้อมูลต่างๆ ที่เก็บไว้บนพีซีได้ แม้ว่าเครื่องพีซีจะปิดอยู่ก็ตาม
       
       มือถือ จีพีเอสรุ่นใหม่
       
        หลังจากโนเกียแนะนำมือถือที่มาพร้อมระบบนำทางเป็นครั้งแรกเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ได้มีการอัปเกรดและพัฒนาบริการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดโนเกียได้มีการเปิดตัวมือถือในกลุ่มเนวิเกเตอร์รุ่นใหม่ ได้แก่ โนเกีย 6710 เนวิเกเตอร์ พร้อมแนะนำโนเกีย 6720 คลาสสิก
       
        “โนเกีย 6710 เนวิเกเตอร์ นำเสนอโซลูชั่นด้านเนวิเกเตอร์ที่ไม่เป็นสองรองใคร” คริส คาร์ กล่าว
       
        โซลูชั่นเนวิเกเตอร์ใหม่ของโนเกียประกอบด้วยพัฒนาการล่าสุดของซอฟต์แวร์แผนที่โนเกีย ที่มาพร้อมระบบนำทางทั้งขับรถและเดินทางเท้าแบบเรียลไทม์ แผนที่ภูมิภาคที่สมบูรณ์ และองค์ประกอบบนตัวเครื่องเพื่อการใช้งานอย่างสะดวก อาทิ ปุ่มลัดเข้าใช้งานเนวิเกเตอร์ แถบสัมผัสเพื่อการซูมเข้า-ออก และหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่เพื่อการใช้งานแบบเอาต์ดอร์
       
        โนเกียมีการผสมผสานมือถือรุ่นใหม่กับบริการล่าสุด Ovi Maps ทำให้ผู้ใช้งานสามารถวางแผนการเดินทางได้ล่วงหน้าบนพีซี แล้วซิงก์ข้อมูลเข้ากับมือถือ นอกจากนี้แผนที่โนเกียล่าสุดนำเสนอฟีเจอร์ใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพแผนที่ความละเอียดสูง ด้วยมุมมองจากด้านบน ภาพ 3 มิติของสถานที่สำคัญในกว่า 200 เมือง ภาพแผนที่ภูมิประเทศ 3 มิติ บริการข้อมูลสภาพอากาศ ข้อมูลการท่องเที่ยว ข้อมูลการจราจรและความปลอดภัย เข็มทิศในมือถือทั้ง 2 รุ่น ได้รับการพัฒนาเพื่อนำเส้นทางเดินเท้าได้อย่างสมบูรณ์แบบมากขึ้น
       
        “เราได้ติดตั้งไลเซนส์ให้ล่วงหน้าเพื่อให้ผู้ใช้มือถือทั้งสองรุ่นพร้อมใช้งานได้ทันทีที่เปิดฟังก์ชั่นเนวิเกเตอร์”
       
        โนเกียยังมีการเปิดตัวโทรศัพท์มือถืออีก 4 รุ่น คือโนเกีย เอ็น86 8MP เป็นมือถือที่มาพร้อมกับกล้องดิจิตอลความละเอียด 8 ล้านพิกเซล และการเปิดตัวโทรศัพท์ในกลุ่มคลาสสิก ได้แก่ โนเกีย 6700 คลาสสิก โนเกีย 6303 คลาสสิก และโนเกีย 2700 คลาสสิก ซึ่งได้รับการเพิ่มฟีเจอร์ด้านต่างๆ เพื่อตอบสนองการใช้งานของกลุ่มผู้ใช้ในราคาที่ต่ำลงอย่างมาก
       
        “ปัจจุบันต้องถือว่าโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่มีราคาถูกลงมาก ผู้บริโภคจึงได้โปรดักส์ที่ดี ดีไซน์ดีและมีฟีเจอร์ดีด้วย”
       
        ไม่เพียงเท่านั้นโนเกียยังมีการพัฒนา Ovi Store เพื่อรองรับด้านบริการ รูปแบบต่างๆ ในการตอบสนองการใช้งานด้านต่างๆ ของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือโนเกียด้วย
       
        จุดนี้เองถือเป็นความแตกต่างระหว่างโนเกียกับค่ายผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือรายอื่นๆ เนื่องจากโนเกียไม่ได้ขายเพียงดีไวซ์เพียงอย่างเดียวแต่ยังมีบริการด้านต่างๆ ไว้รองรับผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือโนเกียด้วย และถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญการตลาดของโนเกียที่จะสามารถรักษาบัลลังก์ผู้นำตลาดให้กับโนเกียไว้ได้ยาวนานที่สุด

ผู้จัดการ

หัวเว่ยเปิดตัว 2 นวัตกรรมล้ำสมัย

Friday, February 27th, 2009

บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ จำกัด ผู้นำในการจัดหาโซลูชันสำหรับเครือข่ายการสื่อสารโทรคมนาคมแก่ผู้ประกอบการทั่วโลก ได้เปิดตัว ไอ-โม (i-Mo) โมเด็มไร้สายที่เล็กที่สุดในโลก และสมาร์ทโฟนเครื่องแรกที่ใช้แพลตฟอร์มแอนดรอยด์ ในงาน GSMA Mobile World Congress ณ กรุงบาร์เซโลนา ประเทศสเปน

ไอ-โม (i-Mo) เป็นเครื่องมือขนาดเล็ก สำหรับนักธุรกิจที่ต้องใช้งานอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงทุกที่ทุกเวลา ด้วยขนาดเท่าพวงกุญแจสะดวกต่อการพกพา และใช้งานง่าย เพียงเปิดสวิตช์ไว-ไฟ ก็สามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงได้ทันที นอกจากนี้ ไอ-โม ยังสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ดิจิตอลประเภทอื่น อาทิ คอมพิวเตอร์โน๊ตบุค โทรศัพท์มือถือ กล้อง เครื่องเกมส์ อุปกรณ์ MP4 และบริการ “Plug and Play” ที่มีอัตราความเร็วในการรับ-ส่งข้อมูลสูงถึง 7.2 เมกะบิตต่อวินาที และ 5.76 เมกะบิตต่อวินาที ผู้ใช้จึงสามารถอัพโหลดหรือดาว์นโหลดเพลงและคลิปวิดีโอได้ในเวลาไม่กี่วินาที และยังสามารถเชื่อมต่อกับการ์ด Micro SD เพื่อใช้เป็นอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล (USB Disk) ได้อีกด้วย

 

หัวเว่ยร่วมกับทีมงานที่ปรึกษาการออกแบบอย่างใกล้ชิด เพื่อพัฒนารูปแบบหน้าจอสมาร์ทโฟนให้มีความคงทน แข็งแรง และสะดวกต่อการใช้งาน เพื่อมอบประสบการณ์การสื่อสารไร้สาย และตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้ให้บริการ โดยสมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ จะวางจำหน่ายในไตรมาสที่ 3 ของปี 2552 ทั้งนี้ หัวเว่ยคาดการณ์ว่ายอดจำหน่ายสมาร์ทโฟนในปี 2554 จะสูงกว่า 24% ของโทรศัพท์มือถือทั่วโลก และจะเพิ่มขึ้นถึง 30% ในปี 2555

นายเจมส์ เฉิน ผู้อำนวยการ ฝ่ายการตลาดอุปกรณ์เทอร์มินอล บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ จำกัด กล่าวว่า บริษัทฯ มุ่งมั่นที่จะมอบประสบการณ์การสื่อสารไร้สายแก่ลูกค้า ผ่านการใช้งานของสมาร์โฟนแอนดรอยด์ ด้วยความเชื่อมั่นว่า ไอ-โม จะเป็นโมเด็มไร้สายขนาดเล็กและเบาที่สุด ที่สามารถสร้างปรากฎการณ์ในตลาดอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบไร้สายได้

 
ข่าวจาก :  ไทยรัฐ

โน้ตบุ๊คน้ำหอมอัสซุสกลิ่นโดนใจ

Friday, February 27th, 2009

 บริษัท อัสซุสเทค คอมพิวเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ประกาศแนะนำ “โน้ตบุ๊คน้ำหอม” (F6V Series) เครื่องแรกของโลก มีให้เลือก 4 สี 4 กลิ่น ได้แก่ กลิ่นฟลอรัล บลอสซัม (Floral Blossom) ความหอมจากดอกไม้ ตัวเครื่องสีชมพูหวานสดใส กลิ่นมัสกี้ แบลค (Musky Black) แนวสปอร์ต เปี่ยมพลัง พร้อมตัวเครื่องสีดำแวววาว กลิ่นมอร์นิ่ง ดิว (Morning Dew) เพิ่มความสดชื่นแบบธรรมชาติ ตัวเครื่องสีเขียวพาสเทล กลิ่นอควอ โอเชี่ยน (Aqua Ocean) เพิ่มความกระปรี้กระเปร่า พร้อมตัวเครื่องสีฟ้าสดใส

รายงานข่าวแจ้งว่า อัสซุส “โน้ตบุ๊คน้ำหอม” (F6V Series) เครื่องแรกของโลก มาพร้อมกับพลังการประมวลผลของอินเทล Centrino2 Processors P8600 2.4 GHz หน่วยความจำ 3GB ฮาร์ดดิสก์ 250 GB ให้ความรวดเร็วในการทำงาน เล่นเกม เนื่องจากใช้กราฟฟิคการ์ด ATI Radeon HD3470 และงานแสดงด้านกราฟฟิค ระบบปฏิบัติการ Genuine Windows Vista Home Premium ของแท้ติดมากับเครื่อง ขนาดขนาดกะทัดรัด หน้าจอ 13.3 นิ้ว นำหนักเพียง 1.98 กิโลกรัม พกพาได้สะดวก

รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า นอกจากนี้ยังสามารถใช้ติดต่อสื่อสารกับเพื่อนๆ และผู้ร่วมงานผ่านกล้องเว็บแคม 1.3 ล้านพิกเซล เทคโนโลยีสแกนลายนิ้วมือ (Finger Print) เทคโนโลยีเพิ่มความคมชัดของภาพ (Splendid) และเทคโนโลยีเพื่อการประหยัดพลังงานของแบตเตอรี่ (Power 4 Gear) อีกทั้งรองรับการเชื่อมต่อทั้งบลูทูธ และไวร์เลสแลน พบกับอัสซุส “โน้ตบุ๊คน้ำหอม” (F6V Series) เครื่องแรกของโลกได้ ตามร้านตัวแทนจำหน่ายอัสซุสทั่วไป ในราคา 42,900 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)
 

ข่าวจาก :  ไทยรัฐ

กูเกิลเปิดตัวแผนที่ดิจิตอลเวอร์ชันไทย

Friday, February 27th, 2009

       กูเกิล เปิดตัว Google Maps ประเทศไทย   ด้วยการนำเสนอแผนที่เสมือนจริงของประเทศไทยที่ครบถ้วนสมบูรณ์ พร้อมรองรับการค้นหาข้อมูลทั่วประเทศ
      
       พรทิพย์ กองชุน ผู้จัดการฝ่ายการตลาดประจำประเทศไทย กูเกิล เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า ไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่พร้อมเปิดตัวแพลตฟอร์มการค้นหาข้อมูลทางภูมิศาสตร์ในเวอร์ชันท้องถิ่น ที่มีความยืดหยุ่นและเอื้อต่อการทำงานร่วมกันแก่ผู้ใช้งาน  พร้อมรองรับการทำงานร่วมกันอย่างยืดหยุ่น กูเกิลจึงได้เปิดตัว Google Maps ประเทศไทย (http://maps.google.co.th) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการค้นหาแบบใหม่ที่จะช่วยให้ผู้ใช้ชาวไทยสามารถค้นหาข้อมูลทางภูมิศาสตร์ เช่น แผนที่ออนไลน์ ภาพถ่ายดาวเทียม เส้นทางการขับรถ ที่อยู่ และรายชื่อองค์กรธุรกิจ บนเครื่องพีซีหรือโทรศัพท์มือถือ และเป็นภาษาไทย
      
       นอกจากนี้ แพลตฟอร์มการทำงานร่วมกันแบบเปิดกว้างนี้ เปิดโอกาสให้ผู้ใช้องค์กรธุรกิจ และนักพัฒนาในเมืองไทยสามารถแลกเปลี่ยนแผนที่และความรู้เกี่ยวกับท้องถิ่น เพื่อสร้างภาพรวมของประเทศไทยตามมุมมองและประสบการณ์ของคนไทย พร้อมข้อมูลเกี่ยวกับถนนหนทาง ที่อยู่ ของบริษัทห้างร้านและองค์กรธุรกิจหลายแสนแห่งทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับท้องถิ่นได้อย่างสะดวกรวดเร็วและครบถ้วนสมบูรณ์
      
       Google Maps จะแสดงชื่อสถานที่เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เพื่อให้ชาวไทยและชาวต่างชาติสามารถสร้างข้อมูลและแบ่งปันให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับเมืองไทย ซึ่งจะช่วยปรับปรุงคุณภาพของแผนที่ประเทศไทยที่ใช้งานง่ายและครบถ้วนสมบูรณ์มากที่สุด
      
       นอกจากการค้นหาพิกัดทางภูมิศาสตร์ในระดับท้องถิ่นแล้ว ข้อมูลและเครื่องมือบน Google Maps ประเทศไทย และเว็บไซต์ต่างๆ ยังผสานรวมอย่างกลมกลืนเข้ากับชีวิตประจำวันของผู้ใช้ชาวไทย  องค์กรต่างๆ ในเมืองไทย เช่น HSBC (everydaydiningdelight.com), ไอซีเว็บ(bkkmenu.com), โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ , ไทยทิคเก็ตเมเจอร์, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, แวร์ อิน ไทยแลนด์ และสเปซ ไมเนอร์ สนับสนุนการพัฒนา Google Maps เพื่อให้ผู้ใช้สามารถค้นหาตำแหน่งขององค์กรธุรกิจและสถานที่ที่น่าสนใจ ตรวจสอบกิจกรรมและภาพยนตร์ที่กำลังฉายในละแวกใกล้เคียง แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวให้แก่เพื่อนชาวต่างชาติ  ค้นหาร้านอาหารและร้านค้าต่างๆ
      
       ผู้บริหารกูเกิลกล่าวว่า กูเกิลมุ่งเน้นการจัดระเบียบข้อมูลของโลก เพื่อให้สามารถเข้าถึงได้ง่ายและเป็นประโยชน์สำหรับทุกๆ คน การเปิดตัว Google Maps ประเทศไทยครั้งนี้ เป็นอีกย่างก้าวที่สำคัญในการช่วยให้ผู้ใช้ชาวไทยสามารถค้นหาข้อมูลทางภูมิศาสตร์ตามที่ต้องการเป็นภาษาไทย โดยคลิกเมาส์เพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น ไม่ว่าจะเพื่อการทำงานหรือความบันเทิง Google Maps ประเทศไทย เป็นแพลตฟอร์มแบบเปิดที่รองรับการทำงานร่วมกันได้อย่างยืดหยุ่นสำหรับผู้ใช้

 

ผู้จัดการออนไลน์

สิงคโปร์คว้าแชมป์สุดยอดประเทศนวัตกรรมปี 2009

Friday, February 27th, 2009

       มูลนิธินวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศจัดอันดับให้ประเทศสิงคโปร์เป็นผู้นำด้านการคิดค้นนวัตกรรมและมีความสามารถในการแข่งขันสูงที่สุดในโลกประจำปี 2009 ดึงเกาหลีใต้ลงมาอยู่อันดับ 5 เหนือกว่ายักษ์ใหญ่สหรัฐอเมริกาที่ถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 6 ขณะที่แดนปลาดิบคว้าอันดับ 9 ในครอง
      
       มูลนิธิ Information Technology and Innovation Foundation หรือ ITIF ประกาศอันดับประเทศผู้นำด้านนวัตกรรมในกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา โดยนอกจากสิงคโปร์ เกาหลีใต้ สหรัฐฯ และญี่ปุ่น ประเทศอื่นๆที่ถูกจัดให้อยู่ใน 10 อันดับแรกของโลกประจำปี 2009 ได้แก่ อันดับที่ 2 สวีเดน, อันดับ 3 ลักเซมเบิร์ก, อันดับ 4 เดนมาร์ก, อันดับที่ 7 ฟินแลนด์ อันดับที่ 8 อังกฤษ และอันดับที่ 10 คือเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือหรือ North American Free Trade Agreement (NAFTA) ซึ่งคลุมพื้นที่ประเทศแคนนาดา เม็กซิโก และสหรัฐฯ
      
       ประเทศใหญ่ๆในเอเชียแปซิฟิกนั้นถูกจัดอยู่ใน 40 อันดับแรก ได้แก่ ออสเตรเลีย อันดับที่ 19, จีน อันดับที่ 33 ขณะที่อินเดียอยู่ในอันดับที่ 40 โดย 15 ประเทศยุโรปตะวันตกในกลุ่มสหภาพยุโรปหรือที่เรียกรวมว่า EU-15 นั้นถูกจัดเป็นอันดับที่ 18
      
       ITIF เป็นองค์กรเพื่อการพัฒนาไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดซึ่งมีสำนักงานอยู่ในกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา โดยการจัดอันดับประเทศชั้นนำด้านนวัตกรรมที่เกิดขึ้นนั้น ITIF พิจารณาจาก 16 ประเด็นก่อนจะนำคะแนนมาคำนวณเป็นดัชนีเพื่อจัดอันดับ ได้แก่ ความสามารถของทรัพยกรบุคคล ความสามารถในการคิดค้นนวัตกรรม การระดมทุน โครงสร้างระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ นโยบายเศรษฐกิจ และประสิทธิภาพการจัดการระบบเศรษฐกิจในประเทศ
      
       จุดนี้ ITIF ระบุว่า หากรวบรวมดัชนีคะแนนตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (ตั้งแต่ปี 1999-2009) ประเทศจีนกลับได้คะแนนสูงสุด เหนือกว่าสหรัฐฯที่คิดเป็นลำดับที่ 40 โดยสิงคโปร์จะอยู่ในอันดับ 2 ตามมาด้วยลิธัวเนีย เอสโทเนีย เดนมาร์ก ลักเซมเบิร์ก สโลวาเนีย รัสเซีย ไซปรัส และญี่ปุ่น โดยประเทศอินเดียได้อันดับที่ 14 เกาหลีใต้อยู่ที่ 17 และออสเตรเลียในอันดับที่ 32
      
       ขณะที่ประเทศกลุ่มยุโรป EU-15 นั้นถูกจัดเป็นอันดับที่ 28 หากคำนวณคะแนนตั้งแต่ปี 1999 เป็นต้นมา
      
       ร็อบ แอดคินสัน (Rob Atkinson) ประธาน ITIF ให้ความเห็นว่า การศึกษาครั้งนี้ยึดหลักพิจารณาความสามารถในการแข่งขันและการคิดค้นนวัตกรรมของแต่ละประเทศโดยใช้ปัจจัยหลายส่วนประกอบกัน ไม่ได้พิจารณาเฉพาะความสามารถด้านเศรษฐกิจหรือนโยบายอย่างเดียว ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญมากในภาวะเศรษฐกิจโลกปัจจุบัน
      
       แอดคินสันบอกว่า แม้ที่ผ่านมาสหรัฐฯจะมีศักยภาพในทุกด้านดีมากหากเทียบกับประเทศอื่นๆในโลก แต่การศึกษาพบว่ามีประเทศมากมายรวมถึงยุโรปที่มีพัฒนาการรวดเร็วกว่าสหรัฐฯ ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ เชื่อว่าประเทศในกลุ่ม EU-15 จะสามารถแซงหน้าสหรัฐฯในแง่ความสามารถด้านการแข่งขันเชิงนวัตกรรมได้ภายในปี 2020 หรืออีก 11 ปีข้างหน้า
      
       ไม่ใช่เพียงยุโรป กลุ่ม ITIF ระบุว่า 39 ประเทศที่เหลือใน 40 อันดับสุดยอดประเทศนวัตกรรมล้วนพัฒนาองค์ความรู้และเศรษฐกิจเพื่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมได้เร็วกว่าสหรัฐฯ แน่นอนว่าผลที่เกิดขึ้นคือ ความสามารถในการแข่งขันเชิงนวัตกรรมของสหรัฐฯกำลังจะถึงช่วงขาลงหากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป
      
ไม่มีรายชื่อประเทศไทยปรากฏในรายงานของ ITIF

 

ผู้จัดการออนไลน์

พานาโซนิก-ฟิลิปส์-โซนี เล็งออกไลเซนส์ Blu-ray แบบเหมาจ่าย

Friday, February 27th, 2009

       ท่ามกลางความหวังให้แผ่น, ภาพยนตร์, เกม และเครื่องเล่นบลูเรย์ (Blu-Ray) มีราคาถูกลงจนผู้บริโภคทั่วไปสามารถซื้อหาได้อย่างสบายใจ ล่าสุดสามยักษ์ใหญ่ผู้สนับสนุนมาตรฐานบลูเรย์อย่างพานาโซนิก (Panasonic), ฟิลิปส์ (Philips) และ โซนี่ (Sony) ระบุว่ากำลังทำงานร่วมกับสมาชิกผู้สนับสนุนมาตรฐานบลูเรย์รายอื่นเพื่อออกเป็นไลเซนส์หรือลิขสิทธิ์การผลิตสินค้าเทคโนโลยีบลูเรย์แบบเหมาจ่ายครบวงจร เชื่อว่าจะสามารถให้ไลเซนส์เหมาจ่ายนี้ได้ภายในกลางปีนี้
      
       การให้ไลเซนส์บลูเรย์ครบวงจรเชื่อว่าจะทำให้สินค้าบลูเรย์ทุกชนิดมีราคาถูกลง เนื่องจากปัจจุบัน การผลิตสินค้าบลูเรย์จะต้องเสียค่าลิขสิทธิ์เทคโนโลยีตามชนิดที่ผลิต เช่น บริษัทต้องเสียค่าลิขสิทธิ์ 9.50 เหรียญสหรัฐหากต้องการผลิตเครื่องเล่นบลูเรย์ (ราว 320 บาทต่อเครื่อง) หรือต้องชำระเงิน 14 เหรียญ (462 บาทต่อเครื่อง) หากต้องการผลิตเครื่องบันทึกดีวีดี แต่หากต้องการผลิตซีดีบลูเรย์ชนิดอ่านอย่างเดียว จะต้องชำระค่าลิขสิทธิ์ 0.11 เหรียญต่อแผ่น (ประมาณ 3.65 บาท) โดยต้องเพิ่มเงินเป็น 0.12 เหรียญ (ประมาณ 4 บาท) หากต้องการผลิตซีดีบลูเรย์แบบเขียนได้ ซึ่งการให้ไลเซนส์แบบเหมาจ่ายครบทุกผลิตภัณฑ์จะทำให้ค่าใช้จ่ายของผู้ผลิตสินค้าบลูเรย์แบบครบวงจรลดลงได้ถึง 40 เปอร์เซ็นต์
      
       การให้ลิขสิทธิ์แบบเหมารวมนี้เชื่อว่าจะเป็นผลดีต่อการขยายตลาดบลูเรย์ เนื่องจากค่าลิขสิทธิ์ที่ยิบย่อยทำให้สินค้าบลูเรย์มีจำนวนน้อยในตลาดและมีราคาแพง ซึ่งเมื่อต้นทุนด้านลิขสิทธิ์เทคโนโลยีลดลง ผู้ผลิตก็จะมีความยืดหยุ่นในการผลิตสินค้าหลายชนิดบนเทคโนโลยีบลูเรย์ และสามารถตั้งราคาขายได้ถูกลง ตามข้อมูลที่บอกว่าไลเซนส์ครบวงจรจะทำให้ผู้ผลิตประหยัดค่าไลเซนส์ลงได้กว่า 40 เปอร์เซ็นต์
      
       รายงานระบุว่า การให้ไลเซนส์ผลิตภัณฑ์บลูเรย์ครบวงจรจะดำเนินการโดยบริษัทใหม่ ซึ่งจะเป็นบริษัทอิสระสำหรับจัดการธุรกิจไลเซนส์บลูเรย์โดยเฉพาะ เชื่อว่าจะมีการตั้งสาขาในสหรัฐฯ เอเชีย ยุโรป และลาตินอเมริกา โดยซีอีโอที่จะมารับผิดชอบบริษัทจัดการธุรกิจไลเซนส์บลูเรย์คือ Gerald Rosenthal อดีตผู้บริหารไอบีเอ็มซึ่งดำรงตำแหน่งซีอีโอกลุ่ม Open Invention Network ในปัจจุบัน
      
       นอกจากจะมั่นใจว่าการให้ราคาไลเซนส์บลูเรย์เหมาจ่ายครั้งนี้จะทำให้ตลาดบลูเรย์ขยายตัว Rosenthal ยังเชื่อว่าโครงการนี้จะส่งเสริมให้บริษัทผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รายอื่นให้ความสนใจที่จะมาเข้าร่วมเป็นผู้สนับสนุนเทคโนโลยีบลูเรย์ ซึ่งจะได้ส่วนแบ่งจากรายได้ค่าลิขสิทธิ์ที่เก็บได้ด้วย โดยผู้ที่ถือลิขสิทธิ์สำหรับผลิตดิสก์บลูเรย์, ดีวีดี และซีดี ล้วนได้รับเชิญให้เข้าร่วมโครงการสนับสนุนบลูเรย์แล้วในขณะนี้
ผู้จัดการออนไลน์

แอปพลิเคชั่น สโตร์ จุดเปลี่ยนบนโลกสื่อสาร

Wednesday, February 25th, 2009

ไฮไลต์ที่น่าสนใจของงาน “โมบาย เวิรลด์ คองเกรซ” ณ กรุงบาร์เซโลนา ปีนี้นอกจากการเปิดตัวมือถือรุ่นใหม่ๆ ของแต่ละค่ายแล้ว ที่น่าจับตาก็คือการประกาศเปิดตัว “แอปพลิเคชั่น สโตร์” (App Store) ของบรรดายักษ์ใหญ่ในวงการสื่อสาร

แอปพลิเคชั่นสโตร์ หรือร้านค้าออนไลน์ที่ทำให้ผู้ใช้งานสามารถช็อปปิ้ง ซื้อขาย และดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นที่ตนต้องการมาไว้อยู่บนมือถือ

ปัจจุบันจึงเห็นเทรนด์ทั้งผู้ผลิตมือถือ โอเปอเรเตอร์ บริษัทซอฟต์แวร์ และบริษัทอิสระ ต่างประกาศเปิดแอปพลิเคชั่นสโตร์ของตัวเองกันทั่วหน้า

เอเอฟพีรายงานว่าในงานแสดงมือถือระดับโลกครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงโฉมหน้าใหม่ของอุตสาหกรรมสื่อสารที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงในไม่กี่ปีข้างหน้า

เนื่องมาจากผู้ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมสื่อสารพยายามที่จะหาแหล่งรายได้ใหม่ หลังจากการประเมินยอดขายโทรศัพท์ใน ปีนี้อาจจะลดลงประมาณ 10% และการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจเรียกว่าเป็นยุคที่ 2 ของอุตสาหกรรม นับตั้งแต่มือถือถูกผลิตขึ้นในช่วงทศวรรษ 1980

“เจอร์รามี กรีน”นักวิเคราะห์ บริษัทที่ปรึกษา Ovum กล่าวว่าแอปพลิเคชั่น สโตร์ มีตัวกระตุ้นหลักมาจากแอปเปิล ที่เปิดตัว App Store เมื่อปีที่ผ่านมาเพื่อเสนอบริการออนท็อปสำหรับผู้ต้องการโหลด แอปพลิเคชั่นพิเศษบนไอโฟน หรือไอพอด ทัช และถือเป็นการช่วยเพิ่มมูลค่าของอุปกรณ์ให้มีประโยชน์มากขึ้น

ปัจจุบัน App Store ของแอปเปิล มีผลิตผลกว่า 2 หมื่นชิ้นมียอดดาวน์โหลด กว่า 500 ล้านครั้ง และนักวิเคราะห์บางรายคาดว่า แอปเปิลมีรายได้จาก App Store มากกว่า 800 ล้านเหรียญสหรัฐ

ผลพวงที่ตามมาและเรียกความสนใจของบริษัทไอทีต่างๆ คือ ดีมานด์ในตลาดของการใช้บริการต่างๆบนอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นโอกาสทางธุรกิจในอนาคต รวมถึงโอกาสของโฆษณาบนมือถือ

“โรเบิร์ตทา คอซซา” นักวิเคราะห์จากการ์ดเนอร์กล่าวว่า 2-3 ปีที่ผ่านมาปัจจัยสำคัญที่สร้างความตื่นเต้นให้กับตลาด คือเรื่องฮาร์ดแวร์ฟีเจอร์ และเทคโนโลยีบน มือถือ แต่ปัจจุบันคือแอปพลิเคชั่นและบริการ

ล่าสุด “โนเกีย” และ “ไมโครซอฟท์” ประกาศตัวอย่างเป็นทางการแล้วว่า ทั้งสองบริษัทจะเปิดเกมรุกให้บริการแอปพลิเคชั่น บนมือถือผ่านทางออนไลน์สโตรของตัวเอง

เช่น “Ovi Store” ของค่ายโนเกียที่เน้นจุดขายแอปพลิเคชั่นและคอนเทนต์มัลติมีเดียต่างๆ ที่สามารถปรับให้เหมาะสมกับผู้ใช้งานแต่ละราย โดยมือถือรุ่นแรกที่รองรับ และ built-in ระบบดังกล่าวคือ N97 ซึ่งจะเปิดตัวในเดือน มิ.ย.นี้

โนเกียจะแบ่งรายได้ 70% ให้นักพัฒนาจากแอปพลิเคชั่น ซึ่งเป็นโมเดลที่แอปเปิลทำตลาดในปัจจุบัน รวมถึงยังจับมือกับพาร์ตเนอร์ อย่าง EA ผู้ผลิตเกมรายใหญ่, เฟสบุ๊ก, มายสเปซ และโลนลี่ แพลนเน็ต เพื่อจัดหาคอนเทนต์ด้วย

ด้านยักษ์ซอฟต์แวร์ “ไมโครซอฟท์” เปิดตัว “windows phone” บนระบบปฏิบัติการวินโดวส์โมบาย 6.5 ที่มาพร้อมอินเตอร์เฟสรูปแบบใหม่ โดยจะเปิดตัว อย่างเป็นทางการช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้

ประกอบด้วยบริการ 2 ส่วนหลัก คือ “Myphone” บริการแบ็กอัพข้อมูล วิดีโอ รูปภาพ เพลง เอกสาร ปฏิทินที่อยู่บน มือถือให้สามารถเชื่อมโยงและจัดเก็บบน เว็บไซต์ได้ และ “windows marketplace” ตลาดกลางสำหรับจัดหาแอปพลิเคชั่นบนมือถือที่ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงได้ทั้งทางมือถือและเว็บ เป็นเสมือนสถานที่รวบรวมและการซื้อขายแอปพลิเคชั่นมือถือ

โดยปัจจุบันไมโครซอฟท์มีแอปพลิเคชั่น ที่ทำงานบนวินโดวส์โมบายประมาณ 2 หมื่นชิ้นจากนักพัฒนาทั่วโลก

สำหรับระบบปฏิบัติการรายอื่นๆ อาทิ ซิมเบี้ยน ปัจจุบันบริษัท PocketGear ผู้ทำธุรกิจสร้างแอปพลิเคชั่นสโตร์บนระบบปาล์มและวินโดวส์โมบาย ได้ขยายไลน์ทำตลาดแอปพลิเคชั่นสำหรับซิมเบี้ยนเพิ่มเติม

ด้านระบบ “แอนดรอยด์” จากกูเกิล ได้เปิดตลาดแอปพลิเคชั่นสำหรับแอนดรอยด์ไปแล้วเมื่อตุลาคมปีที่ผ่านมา ขณะที่ “แบล็กเบอร์รี่ แอปพลิเคชั่น เซ็นเตอร์” จากค่ายรีเสิร์ชอินโมชั่นปัจจุบันอยู่ในขั้น เชื้อเชิญให้เหล่านักพัฒนาส่งโปรแกรมมาร่วมโดยที่กำลังจะเปิดตัวในเดือน ต.ค.นี้

รวมถึง “ปาล์มซอฟต์แวร์สโตร์” ที่เปิดตัว เมื่อ ธ.ค.ที่ผ่านมา ปัจจุบันมี ประมาณ 2 พันแอปพลิเคชั่น และเกมอีกกว่า 1 พันเกม เพื่อให้ผู้สนใจดาวน์โหลดผ่านมือถือที่รองรับระบบปาล์มและวินโดวส์โมบาย

ขณะที่ฝั่งผู้ให้บริการมือถือ “ออเรนจ์” และ โอทู ต่างเปิดตัวแอปพลิเคชั่นสโตร์ของ ตัวเองเช่นกัน โดยให้เหตุผลว่าการเปิดตัวดังกล่าวจะช่วยผลักดันความต้องการใช้บริการบรอดแบนด์บนมือถืออย่างต่อเนื่อง

“ราฟ เดอ ลา เวก้า” ประธานและ ซีอีโอจากเอทีแอนด์ที โอเปอเรเตอร์ รายใหญ่ในสหรัฐกล่าวเตือนว่า เราจำเป็นที่จะต้องมีแอปพลิเคชั่นที่สามารถทำงานข้ามแพลตฟอร์ม, อุปกรณ์และระบบปฏิบัติการที่แตกต่างกันได้มากกว่าอย่างที่มีอยู่ในปัจจุบัน และควรจะมีมาตรฐานเพื่อให้ นักพัฒนาสามารถสร้างแอปพลิเคชั่นที่มีลักษณะแมส เพื่อพัฒนาแอปพลิเคชั่นข้ามแพลตฟอร์มต่างๆ ได้มากกว่าที่เป็นอยู่
ข่าวจาก: มติชน

ยอดขายจอแอลซีดีตกเป็นครั้งแรก

Wednesday, February 25th, 2009

บริษัทวิจัย DisplaySearch ประกาศผลวิจัยตลาดแอลซีดีมอนิเตอร์ทั่วโลกประจำไตรมาส 4 หรือเดือนตุลาคมถึงธันวาคมปีที่ผ่านมา พบว่าหน้าจอแอลซีดีสำหรับเชื่อมต่อกับเครื่องเกมหรือคอมพิวเตอร์พีซีกลับมียอดจำหน่ายลดลง 7.4 เปอร์เซ็นต์จากไตรมาส 3 คิดเป็นสัดส่วนลดลง 8.0 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันในปีก่อนหน้า ทำสถิติเป็นไตรมาสแรกที่ยอดขายแอลซีดีในไตรมาส 4 ของปีลดลง
      
       ท่ามกลางการขยายตัวของตลาดโทรทัศน์คุณภาพสูงหรือ HDTV ยอดขายแอลซีดีมอนิเตอร์ตลอด 3 เดือนสุดท้ายของปี 2008 มีจำนวนลดลงเหลือ 39.6 ล้านเครื่อง โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ยอดจำหน่ายลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าคิดเป็นสัดส่วน 9 เปอร์เซ็นต์ โดยลดลงจากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2007 ถึง 24 เปอร์เซ็นต์ อยู่ที่ 8.1 ล้านเครื่องเท่านั้น
      
       การสำรวจของ DisplaySearch พบว่า แบรนด์ที่มียอดจำหน่ายแอลซีดีมอนิเตอร์เพิ่มขึ้นคือสองผู้นำในตลาดอย่างซัมซุง (Samsung) และเอเซอร์ (Acer) โดยซัมซุงมีอัตราเติบโตเพิ่มขึ้น 2 เปอร์เซ็นต์แบบปีต่อปี ได้ส่วนแบ่งตลาด 15.5 เปอร์เซ็นต์ไปครอง เบอร์ 2 อย่างเดลล์ (Dell) มียอดจำหน่ายลดลง 19 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ส่วนแบ่งตลาดคือ 12.5 เปอร์เซ็นต์ อันดับ 3 เป็นเอชพี (HP) ทำส่วนแบ่งตลาดได้ 11.8 เปอร์เซ็นต์
      
       อันดับที่ 4 คือแอลจี (LG) ส่วนแบ่งตลาด 9.2 เปอร์เซ็นต์ ไม่หนีห่างจากเบอร์ 5 อย่างเอเซอร์ ซึ่งมียอดจำหน่ายเติบโตปีต่อปีถึง 9 เปอร์เซ็นต์ ส่งให้ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นถึง 8.0 เปอร์เซ็นต์
      
       การสำรวจของ DisplaySearch พบว่าสาเหตุของยอดจำหน่ายแอลซีดีมอนิเตอร์ที่ลดลงไม่ได้มาจากความต้องการในตลาดที่ลดลงเท่านั้น แต่อยู่ที่การควบคุมสายการผลิตของบริษัทผู้ผลิตด้วย โดยไตรมาส 4 ที่ผ่านมาเป็นช่วงที่ตลาดมีผลิตภัณฑ์แอลซีดีมอนิเตอร์ในตลาดน้อยกว่าที่คาดการณ์มาก ดังนั้นการควบคุมการผลิตจึงมีผลต่อการชะลอตัวของตลาดมากกว่าความต้องการในตลาดที่ลดลง
      
       แม้ตลาดในประเทศอื่นจะมียอดจำหน่ายแอลซีดีมอนิเตอร์ลดลง แต่จีนกลับเป็นประเทศเดียวที่มีปริมาณการจำหน่ายเพิ่มขึ้น คิดเป็นสัดส่วนเติบโต 11 เปอร์เซ็นต์จากไตรมาส 3
      
       ไม่เพียงแอลซีดีมอนิเตอร์ DisplaySearch เชื่อว่ายอดจำหน่ายแอลซีดีทีวีจะมีแนวโน้มลดจำนวนลงในปีนี้ด้วย
ข่าวจาก: ผู้จัดการออนไลน์

ผู้ค้าไอทีสำลักกำลังซื้อQ1วูบ 4ยักษ์ เอเซอร์-อัสซุส-เอชพี-เลอโนโว ส่งสัญญาณ ยิงแนวรุกใหม่สกัดจุดอ่อน เสริมจุดแข็งช่องทางตลาด

Wednesday, February 25th, 2009

จับกระแสกำลังซื้อไอทีไตรมาสแรกวูบกันถ้วนหน้า ผู้ค้าค่ายใหญ่ “เอเซอร์” ระบุยอดขายงานเอเซอร์เดย์-คอมเวิลด์หด 10-15% ยันไม่ปรับลดเป้าหมาย ประกาศอัดโปรโมชันสู้กระตุ้นตลาด ขณะที่ค่ายอัสซุส เดินหน้าลดค่าใช้จ่าย ด้านเอชพี มุ่งสร้างตลาดใหม่ ขายผ่านช่องทางไม่ใช่ไอที ส่วนเลอโนโว ติดตามยอดขายรายสัปดาห์

นายนิธิพัทธ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดอาวุโส บริษัทเอเซอร์ คอมพิวเตอร์ จำกัด เปิดเผยกับ”ฐานเศรษฐกิจ”ว่าสถานการณ์กำลังซื้อสินค้าไอทีช่วง 2 เดือนแรกที่ผ่านมาค่อนข้างชะลอตัว โดยจากการจัดโปรโมชันผ่านงานใหญ่ 2 งาน คือ เอเซอร์ เดย์ ช่วงเดือนมกราคม 2552 และ งานคอมเวิลด์ ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2552 นั้นคาดว่ากำลังซื้อในตลาดมีการชะลอตัว 10-15% ทั้งนี้มองว่ากำลังซื้อผู้บริโภคยังมีอยู่ แต่อาจเกิดความไม่เชื่อมั่นในสภาพเศรษฐกิจ

ซึ่งจากแนวโน้มการชะลอตัวดังกล่าวบริษัทจะมุ่งสื่อสารข้อความในส่วนของโปรโมชันราคาพิเศษไปยังกลุ่มลูกค้าโดยตรง และนำสินค้าราคาประหยัดและคุ้มค่าเข้ามาเสริมการทำตลาดมากขึ้น ซึ่งเชื่อว่าหลังจากนี้ผู้ผลิตทั้งตลาดจะมุ่งไปยังการแข่งขันด้านราคา โดยนำสินค้าราคาถูกเข้ามาแข่งขันทำตลาด นอกจากนี้จะต้องมองเป้าหมายยอดขายที่สะท้อนความเป็นจริงของตลาดมากขึ้น อย่างไรก็ตามในช่วงครึ่งปีแรกนั้นบริษัทยังไม่มีแผนปรับลดเป้าหมายการทำตลาด เนื่องจากขณะนี้ยังเร็วไปที่จะพูดว่าตลาดปีนี้ทั้งปีจะชะลอตัว

ขณะที่นายพรเทพ วัชรอำนวย กรรมการผู้จัดการ บริษัทอัสซุสเทค คอมพิวเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่ากำลังซื้อสินค้าไอทีผ่าน 2 งานใหญ่ คือ ไทยแลนด์โมบาย เอ็กซ์โป และงานคอมเวิลด์ ที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นการชะลอตัวของตลาด โดยยอดขายสินค้าของบริษัทผ่านทั้ง 2 งาน ค่อนข้างทรงตัว ทั้งนี้คงต้องรอดูสถานการณ์ในงานคอมมาร์ต ช่วงเดือนมีนาคมอีกครั้ง แต่เชื่อว่าโดยภาพรวมมีแนวโน้มชะลอตัว

ซึ่งจากแนวโน้มดังกล่าวนั้นบริษัทจะต้องกลับมาทบทวนตัวเลขการขาย และความคุ้มค่าการลงทุน โดยต่อไปในการเข้าร่วมงานแสดงสินค้า อาจต้องพิจารณาปรับลดค่าใช้จ่ายการลงทุนพื้นที่ หรือค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างบูธแสดงสินค้า

ด้านนายปวิณ วรพฤกษ์ ผู้จัดการกลุ่มผลิตภัณฑ์และการตลาด กลุ่มธุรกิจเพอร์ซันนัล ซิสเต็มส์ บริษัท ฮิวเลตต์ - แพคการ์ด (ประเทศไทย) จำกัด หรือ เอชพี กล่าวว่าขณะนี้ยังไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่ากำลังซื้อสินค้าไอทีในตลาดลดลง โดยเท่าที่สอบถามร้านค้าพบว่ายอดขายในช่วงเดือนมกราคม 2552 ที่ผ่านมาดีกว่าเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ส่วนเดือนกุมภาพันธ์คาดว่าตลาดจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน อย่างไรก็ตามในส่วนกลยุทธ์การตลาดของบริษัทนั้นคงมุ่งไปเซ็กเมนต์ตลาด โดยกลุ่มตลาดที่มุ่งให้ความสำคัญ ในกลุ่มคอนซูเมอร์ กลุ่มเด็ก กลุ่มครอบครัว และกลุ่มผู้หญิง ซึ่งจะมีผลิตภัณฑ์เข้ามาตอบสนองแต่ละกลุ่ม

นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญในการทำตลาดองค์กรขนาดกลางและเล็ก หรือ เอสเอ็มอี ตลอดจนขยายช่องทางใหม่ๆ ไปยังกลุ่มไม่ใช่ไอที โดยล่าสุดร่วมมือกับเซ็นทรัล โดยมอบให้เซ็นทรัล เป็นผู้จำหน่ายเอชพี มินิ 1000 รุ่นพิเศษ วิเวียน แทม ซึ่งออกแบบโดยวิเวียน แทม ในเซ็นทรัล 3 สาขา เซ็นทรัลชิดลม เซ็นทรัลเวิลด์ และเซน

“ที่ผ่านมาเราคงมุ่งสร้างดีมานด์ในตลาดโดยเอาสินค้าใหม่ขยายเข้าไปในตลาดใหม่ๆ รวมถึงช่องทางตลาดใหม่ๆ ที่ไม่ใช่ไอที ซึ่งถ้าเราไม่มีสินค้าใหม่ หรือตลาดใหม่ๆ เข้ามา เราคงได้รับผลกระทบ”

ส่วนนายภิญโญ สงวนเศรษฐกุล กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจทรานเซ็กชัน บริษัทเลอโนโว (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่าช่วงต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมากำลังซื้อไอทีในตลาดอาจชะลอตัวไปบ้าง แต่หลังจากช่วงตรุษจีน กำลังซื้อก็เริ่มกลับคืนมา ซึ่งในงานคอมเวิลด์ ที่ผ่านมาตัวแทนจำหน่ายค่อนข้างพอใจกับยอดขายสินค้าเลอโนโว ทั้งนี้อาจเป็นเพราะบริษัทสามารถคาดการณ์สต๊อกสินค้าได้ถูกต้อง โดยในช่วงคอมเวิลด์ มีสินค้าใหม่ราคาเหมาะสม เข้ามาทำตลาดพอดี โดยความต้องการของผู้บริโภคสินค้าไอทีนั้นส่วนใหญ่ต้องการสินค้าที่มีเทคโนโลยีใหม่อยู่เสมอ ขณะที่คู่แข่งขันอาจมีการวางแผนสต๊อกผิดพลาด และมีการนำสินค้าเก่ามาเคลียร์สต๊อกในงานจึงอาจไม่ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเท่าที่ควร อย่างไรก็ตามช่วงภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวบริษัทคงต้องติดตามยอดการขาย และปรับกลยุทธ์เป็นรายสัปดาห์

ข่าวจาก: ฐานเศรษฐกิจ