Archive for September, 2008

เดลล์ลุ้นขึ้นแชมป์ ตลาดลูกค้าทั่วไป

Tuesday, September 30th, 2008

นายอโณทัย เวทยากร ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท เดลล์ คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายคอมพิวเตอร์ และโน้ตบุ๊ก “เดลล์” เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้าที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาดอันดับ 1 ของกลุ่มลูกค้าทั่วไป ด้วยการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ผ่านสื่อต่างๆ รวมถึงเปิดช็อป Dell Concept Store ในเดือนต.ค.นี้ 5 สาขา ที่พันธุ์ทิพย์พลาซ่า 3 แห่ง เซียร์รังสิต 1 แห่ง และไอที มอลล์ 1 แห่ง เป็นช็อปที่รวบรวมสินค้าไอทีของเดลล์ทั้งหมด รวมถึงให้บริการประกอบเครื่องตามความต้องการของลูกค้า ตั้งเป้าภายในสิ้นปีนี้เปิดช็อปเพิ่มเป็น 20 สาขา ด้านผลิตภัณฑ์ บริษัทวางเป้าที่จะเพิ่มความหลากหลาย เพื่อทำตลาดลูกค้าในแต่ละเซ็กเมนต์ เช่น ล่าสุดเปิดตัวโน้ตบุ๊ก 2 ตระกูล ได้แก่ แล็ปท็อป Studio 15 ราคาเริ่มต้น 34,990 บาท และเน็ตบุ๊ก Inspiron Mini 9 ราคาเริ่มต้น 12,190 บาท ผลิตภัณฑ์ใหม่แนวคิดแบบสั่งประกอบได้ของเดลล์ มั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับอย่างดี

โดย : ข่าวไอที

ซอฟต์แวร์พาร์ค ดันเพิ่มศักยภาพ sคนไอที ป้องกันความปลอดภัย ข้อมูลคอมพิวเตอร์

Tuesday, September 30th, 2008

นางสุวิภา วรรณสาธพ ผู้อำนวยการเขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย (ซอฟต์แวร์พาร์ค) เปิดเผยว่า ซอฟต์แวร์พาร์คจะเน้นการสร้างผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงของระบบสารสนเทศให้มากขึ้น เน้นอบรมผู้บริหารสารสนเทศระดับสูง (CIO Program) เพื่อให้สามารถบริหารจัดการงานสารสนเทศอย่างมีไอทีภิบาล และการบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยด้านสารสนเทศในองค์กร โดยแบ่งเป็นโครงการอบรมหลักสูตรระยะยาวสำหรับผู้บริหารระบบความปลอดภัยสารสนเทศ (IT Security Manager Program) และกลุ่มโครงการอบรมหลักสูตรระยะยาวสำหรับผู้ปฏิบัติการทางด้านระบบความปลอดภัยสารสนเทศ (IT Security Practitioner Program) และกลุ่มสุดท้ายเป็นโครงการอบรมหลักสูตรระยะยาวสำหรับผู้ตรวจระบบสารสนเทศ (IT Auditor Program) เพื่อให้มีความรู้รอบและสามารถนำไปปฏิบัติและประยุกต์ใช้ในองค์กร พร้อมทั้งสนับสนุนการให้ทุนการอบรมและการสอบประกาศนียบัตรผู้เชี่ยวชาญเทคโนโลยีสารสนเทศระดับสูง (CISSP, CISA) ปัจจุบันจำนวนบุคลากรที่เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงของระบบสารสนเทศในไทยยังมีไม่มากนัก ยิ่งผู้ที่ได้รับมาตรฐานระดับสากลจากสถาบันที่มีชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือมีน้อยมาก

นางสุวิภาคกล่าวว่า จากปัญหาการรักษาความปลอดภัยบนโลกดิจิตอลที่เพิ่มขึ้น ทำให้ซอฟต์แวร์พาร์คกังวลด้านความปลอดภัยในระดับสังคมและประเทศที่กำลังจะเกิดปัญหารุนแรงขึ้นด้วย เนื่องจากมีความนิยมใช้ระบบสารสนเทศอย่างแพร่หลาย แต่การสร้างระบบความปลอดภัยรองรับนั้นมีความซับซ้อนและเป็นเรื่องใหม่ รวมถึงการเติบโตของซอฟต์แวร์ทำให้เกิดบราวเซอร์ (Browser) ใหม่ๆ การควบคุมความปลอดภัยผ่านอินเตอร์เน็ตจึงจำเป็นต้องระมัดระวังมากกว่าเดิม รวมถึงส่วนของปัญหาความปลอดภัยในข้อมูลอันเป็นสมบัติของชาติ อาทิ ข้อมูลแผนที่หรือข้อมูลภายในองค์กรต่างๆ ซึ่งขณะนี้มีแนวโน้มการใช้ธุรกิจเพื่อสร้างระบบและรวบรวมเข้าสู่ศูนย์กลางมากขึ้น ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงจำเป็นต้องมีระบบความปลอดภัยที่รองรับการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างชาญฉลาดด้วย

นายปริญญา หอมอเนก นักวิชาการด้านความปลอดภัยข้อมูลสารสนเทศ เสริมว่า การแก้ปัญหาความปลอดภัยด้านไอที “คน” สำคัญที่สุด เพราะภัยอินเตอร์เน็ตได้มีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงรูปแบบวิธีการโดยการใช้เทคนิคใหม่ๆ ในการโจมตีเป้าหมาย ซึ่งเป้าหมายหลักของเหล่าแฮกเกอร์กลับไม่ใช่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ใช้อยู่ แต่เป็นตัวบุคคลที่กลายเป็นเป้าหมายหลักในการโจมตีด้วยวิธีการยอดนิยมที่ใช้หลักจิตวิทยาในการหลอกล่อเหยื่อให้หลงเชื่อในข้อความหลอกลวงผ่านทางเว็บไซต์ อี-เมล การให้ความรู้แก่ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ทั่วไปจึงเป็นเรื่องสำคัญในการเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับผู้ใช้คอมพิวเตอร์ที่ส่วนใหญ่ไม่ทราบถึงวิธีการโจมตีในรูปแบบใหม่ๆ เมื่อผู้ใช้คอมพิวเตอร์เกิดความเข้าใจและมีความตระหนักถึงภัยอินเตอร์เน็ตมากขึ้นจะช่วยลดผลกระทบจากปัญหาที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติได้ในที่สุด

โดย : ข่าวไอที

กทช.พุงป่องฟันค่าไลเซนส์ปีนี้3.8พันล้าน

Tuesday, September 30th, 2008

โพสต์ทูเดย์ — กทช.รับเละค่า ไลเซนส์ ฟันรายได้สิ้นปีเฉียด 4,000 ล้านบาท เล็งลดค่าธรรมเนียมให้เอกชนปีหน้า
นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 3,800 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าปีที่ผ่านมา 1,000 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่จะมา จากค่าธรรมเนียมใบอนุญาต (ไลเซนส์) อัตรา 3% จากรายได้ของผู้ได้รับไลเซนส์ประมาณ 2,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีรายได้ จากค่าธรรมเนียมเลขหมายโทรคมนาคม ทั้งโทรศัพท์มือถือ โทรศัพท์พื้นฐาน และเลขหมายพิเศษ 3 และ 4 หลัก รวม 1,800 ล้านบาท

ทั้งนี้ แม้รายได้ในปีนี้จะสูงขึ้นมาก แต่ กทช.ยืนยันว่าไม่ได้นำเงินไปใช้อย่างไร้ประโยชน์ เพราะต้องนำส่งคืนกระทรวงการคลัง ซึ่งคาดว่าจะสามารถส่งเงินคืนได้ประมาณ 800 ล้านบาท

ก่อนหน้านี้ กทช.ได้ถูกตั้งข้อสังเกตถึงเรื่องการใช้งบประมาณไม่คุ้มกับงบประมาณที่จ่ายไป ไม่ว่าจะเป็นการโฆษณาประชาสัมพันธ์ การทำประชาพิจารณ์ที่ได้รับผลตอบรับน้อยมาก

นายฐากร กล่าวว่า สำหรับรายได้ในปีหน้านั้น คาดว่าจะมีรายได้ประมาณ 3,800 ล้านบาท หรือเพิ่มเป็น 4,000 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับค่าธรรมเนียมที่เก็บได้ จากประเภทต่างๆ ซึ่งหาก กทช.ประเมินแล้วเห็นว่ารายได้ที่เข้ามามีมากเกินไป ก็จะพิจารณาปรับลดค่าธรรมเนียมไลเซนส์จาก 3% เหลือเพียง 2.5% เพื่อช่วยให้เอกชนแบกรับภาระ น้อยลง

โดย : ข่าวไอที

ซัมซุงตั้งเป้า มือถือปีหน้า ฟันแชร์ 35%

Tuesday, September 30th, 2008
โพสต์ทูเดย์ — มือถือซัมซุงฝันหวาน คาดปีหน้าฟาดแชร์ 35% ส่วนปีนี้โตสวนกระแส 100% 

 

นายมนาเทศ อันนวัฒน์ หัวหน้ากลุ่มธุรกิจสื่อสารการตลาด และองค์กร บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ ผู้ผลิตและจำหน่ายโทรศัพท์มือถือ “ซัมซุง” เปิดเผยว่า ในสิ้นปีนี้คาดว่าโทรศัพท์มือถือซัมซุงจะมียอดขายรวม 2 ล้านเครื่อง หรือมีส่วนแบ่งตลาด 20% เติบโตจากปีที่ผ่านมา 100% ซึ่งเป็นไปตามเป้าที่ตั้งไว้ดังนั้นในปีนี้จะบุกตลาดอย่างต่อเนื่อง ทำให้คาดหมายได้ว่าภายสิ้นปี 2552 ซัมซุงจะสามารถมีส่วนแบ่งตลาดถึง 35%

ปัจจุบันซัมซุงมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 15% แล้วเติบโตจากปลายปี ที่ผ่านมาที่มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 7% ด้วยยอดขาย 1.5 แสนเครื่องต่อเดือน

สำหรับปีนี้บริษัทตั้งเป้ารายได้ของกลุ่มโทรศัพท์มือถือไว้ที่ 181ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 6,154 ล้านบาท ขณะที่ในปีที่แล้วมียอดขายรวม 104 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 3,536 ล้านบาท

ทั้งนี้ มูลค่าตลาดรวมโทรศัพท์เคลื่อนที่น่าจะอยู่ที่ 9 ล้านเครื่อง เติบโตในแง่จำนวน 15% แต่มีมูลค่าลดลง 6% ซึ่งเป็นผลมาจากราคาเฉลี่ยโทรศัพท์มือถือลดลงจาก 4,000 บาท ในปีที่แล้ว เหลือ 3,500 บาท ในปีนี้

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้เป็นครั้งแรกที่โทรศัพท์เคลื่อนที่ซัมซุงมีอัตราการเติบโตทั้งในแง่จำนวน และมูลค่าในอัตราที่เท่ากันคือ 15%

โดย : ข่าวไอที

กทช - ทีโอที ทุ่ม 80 ล้าน ทำศูนย์ทางไกลพัฒนาการศึกษาชนบท

Tuesday, September 30th, 2008

นายเศรษฐพร คูศรีพิทักษ์ กรรมการในคณะกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กทช. กล่าวว่า สำนักงาน กทช. ร่วมกับ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) หรือ ทีโอที, มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม (มรม.) และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) จัดทำโครงการต้นแบบศูนย์ทางไกลเพื่อพัฒนาการศึกษาและพัฒนาชนบทขึ้น เพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯทรงเจริญพระชนมพรรษา  80 พรรษา และให้เป็นต้นแบบในการสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของประเทศไทยด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและโทรคมนาคมในการยกระดับการศึกษาของนักเรียน และบุคลากรทางการศึกษา ร่วมถึงการพัฒนาชนบทในส่วนภูมิภาค

กรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ กล่าวต่อว่า โครงการนำร่องดังกล่าว จัดขึ้นที่โรงเรียนมัธยมศึกษาในพื้นที่จังหวัดมหาสารคามจำนวน 20 แห่ง โดยใช้งบประมาณรวม 80 ล้านบาท มาจาก 2 หน่วยงาน คือ กทช. จำนวน 40 ล้านบาท ในการบริหารจัดการโครงการ เช่น การฝึกอบรม การพัฒนาศักยภาพแก่เด็กนักเรียน ครู ประชาชน และอีก 40 ล้านบาท จากทีโอที ในการลงทุนติดตั้งฮาร์ดแวร์ การดูแลระบบด้านเทคนิค และการดำเนินการติดตั้ง โดยโครงการดังกล่าวมีระยะเวลาในการหวังผล 3 ปี คาดว่าจะแล้วเสร็จในวันที่ 5 ธันวาคม 2551

“จะมีการประเมินผลทุกๆ 3 เดือน โดย กทช. เป็นผู้ควบคุมดูแลติดตามประเมินผลโครงการ ส่วน ทีโอที รับผิดชอบจัดวางโครงข่ายสื่อสารอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงมากกว่า 1-2 Mbit/sec ผ่านข่ายสื่อสาร WiMax, ADSL หรือดาวเทียมไอพีสตาร์ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของพื้นที่บริการ ส่วน มรม.เป็นหน่วยงานหลักประสานงานและดำเนินโครงการในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” นายเศรษฐพร กล่าว

ด้านนายธีรวุฒิ บุญยะโสภณ ประธานคณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ทีโอที มีแผนที่จะขยายโครงการต้นแบบศูนย์ทางไกลเพื่อพัฒนาการศึกษาและพัฒนาชนบทเข้าสู่พื้นที่ชนบท และพื้นที่ห่างไกลอย่างต่อเนื่อง โดยจะให้มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม เสนอโครงการเข้าสู่กระทรวงศึกษาธิการเพื่อจัดทำให้เป็นโครงการต่อเนื่อง เนื่องจากโครงกานำร่องมีระยะเวลาในการทำเพียง 3 ปี และมีแผนที่จะเสนอของบประมาณกลางอีก 50 ล้านบาท ในการขยายโครงการดังกล่าวเข้าสู่โรงเรียนเพิ่มอีกประมาณ 30-40 แห่ง  

“โครงการนี้เป็นโครงการที่ดีทำให้โรงเรียนที่อยู่ห่างไกลและนักศึกษาในจังหวัดมหาสารคามที่อยู่มากกว่า 5 หมื่นคน จากประชากรในจังหวัดมหาสารคามที่มีประมาณ 9 แสนกว่าคนสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ ถ้าโครงการนี้สามารถของบกลางจากรัฐบาลเพื่อมาต่อยอดโครงการให้มีระยะเวลานานกว่า 3 ปีก็จะมีประโยชน์มาก” ประธานคณะกรรมการ ทีโอที กล่าว

ส่วนนายสุรนันท์ วงศ์วิทยกำจร เลขาคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) กล่าวว่า สำนักงานได้ข้อมูลผลการทดลองจากผู้ประกอบการทั้ง 14 รายที่ได้รับใบอนุญาตทดลองให้บริการไวแมกซ์ (อินเทอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง) ในเชิงพาณิชย์ครบแล้ว และขณะนี้อยู่ระหว่างการทำแผนคลื่นความถี่และมีแนวโน้มที่จะใช้คลื่นความถี่ในย่าน 2.5 กิกะเฮิร์ต โดยคาดว่าปลายปี 2551 ร่างหลักเกณฑ์ใบอนุญาตไวแมกซ์น่าจะออกมาได้

โดย : ข่าวไอที

ดีแทค มั่นใจ ศก.ปลายปี 51 ไม่วูบจับมือ KFC ออก ซิมปล่อยไก่

Tuesday, September 30th, 2008

นายศรัณย์  สมุทรโคจร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ยัมเรสเทอรองตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า การจับมือเป็นพันธมิตรกันระหว่างเคเอฟซีกับแฮปปี้ นับเป็นครั้งแรก และเป็นปรากฏการณ์ใหม่แก่ทั้งวงการธุรกิจร้านอาหารบริการด่วน และผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือของเมืองไทย ในการให้ความสุขแก่ผู้บริโภค แม้ว่ายุคเศรษฐกิจปัจจุบันสินค้าต่างๆ จะปรับราคาสูงขึ้น แต่ผู้บริโภคยังสามารถอิ่มอร่อยกับไก่ทอดเคเอฟซี และได้รับค่าโทรฟรีจากดีแทคไปพร้อมกัน

กก.ผจก.ใหญ่ บ.ยัมฯ กล่าวต่อว่า ความร่วมมือในครั้งนี้เกิดจากการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันในความเหมือน ที่มุ่งตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในขณะนี้ ที่แสวงหาความคุ้มค่าให้กับชีวิต จนในที่สุดได้เป็นโปรโมชัน “ซิมแฮปปี้ปล่อยไก่ by KFC” ที่สั่นสะเทือนวงการ เนื่องจากไม่เคยมีที่ใดทำมาก่อน โดยให้สิทธิประโยชน์ที่ลูกค้าเคเอฟซีมากมาย อาทิ อิ่มอร่อยกับไก่ทอดเคเอฟซีทันที รับเมนูหลากหลายฟรีตลอดทั้งปี รวมทั้งแฮปปี้โบนัสโทรฟรี เมื่อซื้อเคเอฟซีครบ 200 บาท และรับฟรีบริการเสียงเพลงรอสาย ‘เพลงชีวิตครบรส’ สุดฮิตของเคเอฟซีนาน 6 เดือน 

ด้าน นายทอเร่ จอห์นเซ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค กล่าวว่า แม้แฮปปี้จากดีแทคและเคเอฟซี จะอยู่ต่างอุตสาหกรรม แต่ด้วยความที่ต่างฝ่ายต่างมีความนิยมชมชอบ ในสไตล์การทำงานของกันและกันเป็นทุนเดิม ทำให้อยากร่วมมือกันทำอะไรสนุกๆ เป็นประโยชน์ทั้งต่อลูกค้าของทั้ง 2 ฝ่าย โดยมีเป้าหมายหลักในการทำให้ลูกค้ามีความสุข และ อยากใช้บริการของทั้งแฮปปี้และเคเอฟซีไปนานๆ ดังนั้นความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ใช่เป็นเพียงการร่วมมือในระยะสั้นแล้วจบไป แต่เป็นการช่วยกันปรุง และเพิ่มรสชาติลงไปเพื่อให้เมนูนี้ เป็นที่ถูกใจของลูกค้าไปนานๆ

ซีอีโอ ดีแทค กล่าวถึงภาพรวมธุรกิจว่า แม้ว่า ขณะนี้ สภาพเศรษฐกิจโลกจะไม่ค่อยดี เนื่องจากปัญหาของสถาบันการเงินในสหรัฐอเมริกา อาจจะกระทบกับเศษรษฐกิจไทยบ้าง แต่เชื่อว่าด้วยสภาพเศรษฐกิจไทยมีความยืดหยุ่น แต่อาจมีผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง ตรงนี้ดีแทคพยายามทำให้สอดคล้องกัน คือ ปรับเป้าหมายการเติบโตรายได้ลงมาจาก 10% เหลือแค่ 5% แต่เชื่อว่าด้วยแคมเปญใหญ่ในครั้งนี้ จะสามารถดึงลูกค้าใหม่เข้ามาอีก 30% จากจำนวนทั้งหมด 3 ล้านราย ส่วนตัวองค์กรดีแทคนั้นแข็งแรงดีอยู่แล้ว ไม่เห็นว่าจะต้องปรับอะไรอีก

ส่วน นายเกษชญง สกาวรัตนานนท์ ผู้อำนวยการอาวุโสกลุ่มธุรกิจพรีเพด ดีแทค กล่าวว่า สิทธิประโยชน์ที่ดีแทคจะให้กับลูกค้าแฮปปี้ทั้ง 18 ล้านราย และ ลูกค้าเคเอฟซีรวมถึงลูกค้าใหม่ที่จะเข้ามา ไม่ใช่แค่การทำโปรโมชันร่วมกัน แต่ต้องเป็นการผูกมัดใจลูกค้าในระยะยาว โดยประโยชน์ที่ลูกค้าซิมแฮปปี้ปล่อยไก่ by KFC จะได้รับ คือ ทางเคเอฟซีได้มอบเมนูต่าง ๆ ให้อิ่มอร่อยต่อเนื่องถึง 9 เมนูใน 1 ปี และสำหรับแฮปปี้เองความร่วมมือครั้งนี้ยังเป็นครั้งแรก ที่แฮปปี้ได้เปลี่ยนสถานที่จำหน่ายซิมการ์ด นอกพื้นที่เทเลคอมเพื่อเข้าหาลูกค้าได้ใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น และ เป็นการสร้างความแปลกใหม่ในการให้บริการกับลูกค้าด้วย ตรงนี้ก็เป็นการบ้านที่ทีมงานใช้เวลาคิดนานมาก เพื่อพยายามตอบความต้องการของลูกค้าให้มากที่สุด

นายโชคดี  วิศาลสิงห์ ผู้จัดการทั่วไปเคเอฟซี บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวถึงปรากฏการณ์ในครั้งนี้ว่า เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป ในฐานะแฟรนไชส์ซี พร้อมสนับสนุน และให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ กับการให้บริการแก่ผู้บริโภคของเคเอฟซีทั่วประเทศ และมั่นใจในเรื่องของช่องทางการให้บริการ ทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดกว่า 339 สาขาที่พร้อมให้ลูกค้ามาซื้อซิมแฮปปี้ปล่อยไก่ ให้ได้กินไก่ฟรี และโทรฟรีตลอดทั้งปี อย่างไรก็ตามช่วงแรกอาจจะกระทบการบริการปกติไปบ้าง แต่ดีแทคก็จะส่งพนักงานมาอีก 200 คน เพื่อสนับสนุนในแคมเปญนี้

รายงานข่าวแจ้งว่า ลูกค้าที่ซื้อซิม “แฮปปี้ปล่อยไก่ by KFC” ได้ที่ร้านเคเอฟซีเท่านั้น ในราคาซิมละ 49 บาท รับฟรีทันทีไก่ทอดเคเอฟซี 1 ชิ้น เมื่อเปิดใช้บริการ หลังจากนั้นยังได้อร่อยฟรีกับเมนูหลากหลายในช่วงเวลาหนึ่งปี อีกทั้งรับฟรีเป๊ปซี่ ขนาดปกติ 1 แก้ว เมื่อซื้อชุดคอมโบ โดยลูกค้าสามารถตรวจสอบช่วงเวลาสิทธิประโยชน์ในเดือนนั้น ๆ ผ่านระบบอัตโนมัติ *1150 (โทรฟรี) หรือที่หน้าร้านเคเอฟซี หรือจาก SMS ที่แจ้งเมนูและช่วงเวลาล่วงหน้าในแต่ละเดือนให้ลูกค้าทราบ

รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า นอกจากนี้ เมื่อซื้อชุดคอมโบ 1 ชุด ลูกค้าจะได้รับเป๊ปซี่ ขนาดปกติ 1 แก้วฟรี และรับค่าโทรแฮปปี้โบนัส 20 บาท เมื่อซื้อเคเอฟซีครบ 200 บาทต่อ 1 ใบเสร็จ (สูงสุด 40 บาทต่อเดือน) อีกทั้งยังได้รับสิทธิ์โทรฟรี 1150 KFC Delivery โดยซิม “แฮปปี้ปล่อยไก่ by KFC” มีอัตราค่าโทร 4 ทุ่ม ถึง 6 โมงเย็น นาทีละ 50 สตางค์ นาทีแรก 2 บาท นอกช่วงเวลานาทีละ 2 บาท ทุกเครือข่าย ใช้ตั้งแต่ 1 ต.ค.2551 ถึง 30 ก.ย.2552 ส่วนลูกค้าที่ใช้ซิมแฮปปี้อยู่แล้ว สามารถลงทะเบียนกินฟรีหนึ่งปีได้ในราคา 39 บาท ที่ร้านเคเอฟซีโดยจะได้สิทธิพิเศษเท่ากันกับลูกค้าใหม่ทุกกรณี

โดย : ข่าวไอที

ชูชาติ ฟุ้ง3จีปลุกเศรษฐกิจประเทศฟื้น

Tuesday, September 30th, 2008

“ชูชาติ” โปรยยาหอมเอกชนเตรียมทุ่มนับหมื่นล้านลงทุนชิงเค้ก 3จี มั่นใจจะปลุกเศรษฐกิจไทยให้ตื่นอีกครั้ง เพราะจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนทั้งธุรกิจขนาดเล็ก-ใหญ่สร้างงานมหาศาล ขณะที่ กทช. เร่งเดินหน้าระเบียบมือถือ 3จี เชื่อไตรมาสแรกปี 52 ได้เห็นแน่ ส่วน ทีโอที ตั้ง “วรุธ” นั่งผู้จัดการโครงการ 3จี หวังขับเคลื่อนให้เร็ว

พล.อ.ชูชาติ พรหมพระสิทธิ์ ประธานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เปิดเผยถึงการลงทุนในระบบ โทรศัพท์เครื่อง 3จี ว่า เอกชนจะต้องใช้ เงินนับหมื่นล้านบาทในการลงทุนสร้างเครือข่าย และอุปกรณ์ในระบบ 3 จี ฉะนั้น เมื่อมีการลงทุนแล้วจะสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนต่อทั้งธุรกิจขนาดเล็ก และขนาดใหญ่ อีกทั้งจะช่วยสร้างงานให้กับประเทศไทยได้อย่างมหาศาล

ส่วนเรื่องการออกใบอนุญาต 3จี นั้น กทช.ก็เร่งดำเนินการตามร่างหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขต่างๆ ซึ่งคาดว่าจะมีเงื่อนไขอยู่เยอะพอสมควร ทั้งนี้ในปีหน้าประเทศ ไทยน่าจะได้เห็นร่างประกาศ 3จี อย่างแน่นอน ทั้งนี้ กทช. ตระหนักดีว่า การเปิดโอกาสให้มีการประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3จี ย่อมเกิดประโยชน์ต่อผู้บริโภคโดยตรง เนื่องจากพัฒนาการ ดังกล่าวมีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อให้มีความสามารถในการสื่อสารข้อมูลด้วยความเร็วที่มากขึ้น สัญญาณมีความชัดเจนและมีคุณภาพดียิ่งขึ้น ผู้บริโภคจะได้รับประสบการณ์จากการใช้บริการ โทรคมนาคมที่หลากหลายมากกว่าที่มี อยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อเข้า กับโลกอินเตอร์เน็ตผ่านมือถือ การรับ ส่งอีเมล์และไฟล์ข้อมูลต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากนั้น ยังสามารถส่งคลิปเสียง/คลิปวิดีโอเล่นเกม ดาวน์โหลดเพลง รูปภาพ สนทนาในลักษณะได้ยินเสียงและเห็นภาพร้อมกัน (video conference) ได้อีกด้วย ซึ่งจะทำให้สังคมไทยก้าวเข้าสู่ยุคของการรับส่งข้อมูลความเร็วสูงไร้สาย หรือ Mobile Broadband Communications อย่างแท้จริง

สำหรับเวทีรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (ประชาพิจารณ์) การประชุมรับฟังความคิดเห็นสาธารณะเพื่อใช้ประกอบการจัดทำหลักเกณฑ์ และวิธีการ จัดสรรคลื่นความถี่สำหรับการประกอบกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (IMT หรือ 3จี and beyond) ครั้งสุดท้าย เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาที่จ.ภูเก็ต จากนี้ไปที่ปรึกษาจะนำข้อคิดเห็นที่ได้รับมาประมวลผล เพื่อสรุปและปรับปรุงแก้ไขหลักเกณฑ์และวิธีการจัดสรรคลื่นความถี่สำหรับ 3จี ให้สมบูรณ์ ยิ่งขึ้น ก่อนนำเสนอต่อ กทช. พิจารณาตัดสินใจในขั้นสุดท้ายต่อไป ทั้งนี้ คาดว่าจะสามารถเริ่มกระบวนการจัดสรรคลื่นความถี่สำหรับ 3จี ได้ภายในไตรมาสแรกของปี พ.ศ. 2552

นายสุธรรม อยู่ในธรรม กรรมการ กทช. กล่าวว่า ปัจจัยผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในขณะนี้เชื่อว่าไม่ส่งผลต่อการลงทุนระบบ 3จี โดยเฉพาะทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เอง ก็ยืนยันว่า ปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในขณะนี้ไม่ส่งผลต่อการการลงทุนระบบ 3จี เช่นกัน

ด้านนายธีรวุฒิ บุญยะโสภณ ประธานคณะกรรมการบริหาร บมจ.ทีโอที เปิดเผยว่า ขณะนี้คณะกรรมการได้มติแต่งตั้งนายวรุธ สุวกร กรรมการผู้จัด การใหญ่ เป็นผู้จัดการโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3จี โดยรับผิดชอบการปรับปรุงแผนธุรกิจตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ความ เห็นและแต่งตั้งนายชาครีย์ ทรัพย์พระ วงศ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานโครงข่าย เป็นรองผู้จัดการโครงการด้านเทคนิค ร่วมกันดูแลโครงการนี้

โดย : ข่าวไอที

ยักษ์ใหญ่คอลเซ็นเตอร์ญี่ปุ่นรุกตลาดไทย

Tuesday, September 30th, 2008

นายทัตซึฮิโตะ มูระมัทซึ กรรมการบริหาร บริษัท ทรานสคอสมอส (ไทยแลนด์) จำกัด บริษัทในเครือของทรานสคอสมอส ประเทศญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทได้เข้ามาดำเนินธุรกิจบริการคอลเซ็นเตอร์ในประเทศไทย โดยเปิดให้บริการ 3 ภาษา ได้แก่ ไทย, ญี่ปุ่น และอังกฤษ ซึ่งบริษัทจะเน้นให้บริการด้วยคุณภาพที่เท่ากัน แต่มีราคาที่ถูกกว่า ปัจจุบันบริษัทมีพนักงานให้บริการคอลเซ็นเตอร์ทั้งหมด 60 ที่นั่ง ภายในปี 2552 จะเพิ่มอีก 200 ที่นั่ง และภายใน 5 ปีจะเพิ่มเป็น 500 ที่นั่ง

ทั้งนี้ ในช่วงแรกบริษัทจะเข้าไป ทำตลาดในกลุ่มบริษัทญี่ปุ่นที่ทำธุรกิจ ในไทยก่อน จากนั้นจึงจะเข้าไปทำตลาดกลุ่มบริษัทคนไทย โดยเน้นไปที่กลุ่มลูกค้าภาคธุรกิจการเงิน (Finance) ซึ่งในประเทศไทยมีบริษัทญี่ปุ่นที่ทำธุรกิจทางด้านการเงินประมาณ 10-20 บริษัท อีกทั้งบริษัทจะมุ่งไปยังบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยีการสื่อสาร (ไอที) โดยบริษัทตั้งเป้าหมายจะสามารถก้าวสู่อันดับ 1 ของผู้ให้บริการคอลเซ็นเตอร์ในประเทศไทย โดยภายในระยะเวลา 5 ปีนี้ บริษัทคาดว่าจะมี รายได้รวม 330 ล้านบาท โดยมากว่า 50% จะมาจากกลุ่มลูกค้าธุรกิจการเงิน คิดเป็นส่วนแบ่งทางการตลาดประมาณ 20% ของตลาดรวม

นายทัตซึฮิโตะ กล่าวว่า ตลาดไฟแนนซ์มีอัตราการใช้คอลเซ็นเตอร์สูงมาก แต่บริษัทที่ใช้เอาต์ซอร์ส ในไทยเมื่อเทียบกับญี่ปุ่นยังมีน้อย มาก ดังนั้น ตลาดในไทยจึงมีโอกาส การเติบโตอีกเป็นจำนวนมาก โดยในไทยมีการใช้บริการเอาต์ซอร์สคอลเซ็นเตอร์ 10-11% แต่ในญี่ปุ่นใช้เอาต์ซอร์สถึง 30% ซึ่งการใช้บริการเอาต์ซอร์สนั้น หากมีการระบบระเบียบที่ดี ก็สามารถลดต้นทุนได้มากกว่า 30%

โดย : ข่าวไอที

SAMART ส่ง SENSE รุกตลาดพีดีเอโฟน

Tuesday, September 30th, 2008

นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการ บริษัท สามารถโมบาย เซอร์วิสเซส จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อเจาะกลุ่มตลาดลูกค้าระดับพรีเมี่ยม ภายใต้ชื่อ SENSE โดยเปิดตัวพีดีเอโฟนรุ่นแรกคือ SENSE 80 ซึ่งมีคุณสมบัติที่เหนือกว่าพีดีเอโฟนที่ใช้หน้าจอระบบสัมผัสในตลาดทั่วไป เนื่อง จาก SENSE 80 มีฟังก์ชั่นการใช้งานด้วย ระบบปฏิบัติการ วินโดว์โมบาย 6.1 และ แอพพลิเคชั่นมากถึง 23 ประเภท ซึ่งพัฒนา ขึ้นโดย เบรน ซอร์ส (Brain Source) ผู้นำ ด้านการพัฒนาคอนเทนต์และแอพพลิเคชั่นที่สมบูรณ์แบบเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่ครบครันเพื่อตอบสนองความต้องการ ในกลุ่มผู้ใช้ ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มของคนวัยทำงานและกลุ่มวัยรุ่นหรือนักศึกษา

สำหรับคุณสมบัติเด่นนั้น SENES 80 ควบคุมการใช้งานด้วยระบบสัมผัสและสามารถจัดแอพพลิเคชั่นที่ใช้บ่อยในเมนู หน้าจอได้ ซึ่งมีแอพพลิเคชั่น 23 ประเภท เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้ที่แตกต่างกันไป เช่น Goft GPS ซึ่งมีข้อมูลของ สนามกอล์ฟ 10 สนามชื่อดังตลอดจนถึงจำนวนหลุมและไลน์ในการเล่น ,Traffic GPS รายงานผลข้อมูลการจราจรด้วยการ แสดงผลแบบครอบคลุมทั้งถนนและแยกสำคัญกว่า 300 แยกทั่วกรุงเทพฯ

โดยสามารถใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ GPS ได้โดยตรง, EDT Guide บริการข้อมูลกินดื่ม เที่ยวซึ่งครอบคลุมร้านอาหารสถานที่ท่องเที่ยวและสิ่งที่ต้องการในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ ยังมีฟังก์ชั่นมัลติมีเดียครบครัน เช่น กล้องดิจิตอล 2 ล้านพิกเซล วิทยุ FM เครื่องเล่น MP3 บันทึกและเล่นวิดีโอ และ คุณสมบัติรองรับ WAP 2.0 /GPRS/EDGE/ GPS/Wi-Fi WLAN 802.11 b/g และบลูทูธ 2.0 พร้อมการ์ดหน่วยความจำขนาด 2GB โดยมีราคาอยู่ที่ 12,900 บาท

นายวัฒน์ชัย ยังกล่าวอีกว่า ทางบริษัทได้ร่วมมือกับทรูมูฟ เพื่อจัดแพ็กเกจ พิเศษ TrueMove hi-speednet 4-in-1เพื่อสามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ทุกที่ ทุกเวลา โดยบริษัทได้ใช้งบประมาณกว่า 25 ล้านบาท สำหรับใช้ในกิจกรรมทางการ ตลาด เพื่อการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ พร้อมวางแผนสร้างแบรนด์ SENES ให้มีคาแร็กเตอร์ที่ชัดเจน และแตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ ในตลาด ซึ่งทางบริษัทคาดว่าจะสามารถทำยอดขาย SENES 80 ได้เดือนละประมาณ 2,000 เครื่อง และมียอดขายรวมกว่า 10,000 เครื่อง ภาย ในสิ้นปีนี้ เนื่องมาจากการที่ตลาดพีดีเอโฟนภายในประเทศมีอัตราที่เติบโตอย่างรวดเร็วจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

โดย : ข่าวไอที

โนเกีย เผยโฉมแฟชั่นโฟนปี 51 เน้นสะท้อนบุคลิกเฉพาะตัว

Tuesday, September 30th, 2008

นายวิภู ซาบาวาล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท โนเกีย (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า โนเกีย ซูเปอร์โนวา จะลงสู่ตลาดแฟชั่นโฟนปี 2551 ด้วยรูปแบบทันสมัย และเฉดสีโดดเด่นสะดุดตา เพื่อสร้างปรากฏการณ์สะกดทุกสายตาในงาน Elle Fashion Week 2008 สนับสนุน Young Designer Show นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้นักออกแบบรุ่นใหม่แสดงฝีมือ และนำเสนอกิจกรรมทางการตลาดให้ลูกค้าโนเกียร่วมสืบค้นว่าใครคือเจ้าของโทรศัพท์โนเกียซูเปอร์โนวาที่หายไป

“โทรศัพท์เคลื่อนกลายเป็นสิ่งจำเป็นใน   การติดต่อสื่อสาร และเก็บข้อมูลทุกอย่าง จนเปรียบเสมือนหน้าต่างที่สามารถเปิดเข้าสู่โลกส่วนตัว นอกจากนี้ โนเกีย ซูเปอร์โนวา ช่วยให้ผู้ใช้สามารถแสดงออก โดยสะท้อนตัวตนผ่านโทรศัพท์มือถือ เหมือนกับที่แสดงออกผ่านการเลือกใช้เครื่องประดับในการแต่งกาย และเช่นทุกปีที่โนเกียให้การสนับสนุนนักออกแบบรุ่นใหม่ให้มีโอกาสแสดงความสามารถบนเวที Elle Fashion Week เพื่อส่งเสริมบุคลากรในวงการแฟชั่นให้เติบโตอย่างไร้ขีดจำกัด พร้อมสร้างสรรค์กิจกรรมใหม่ๆ ให้ลูกค้าได้ร่วมสนุกกับโนเกีย” ผจก.ทั่วไป บ.โนเกีย กล่าว

นายวิภู กล่าวต่อว่า โนเกียซูเปอร์โนวา ประกอบด้วย 4 รุ่น คือ 1.โนเกีย 7610 ราคาเครื่องละ 9,110 บาท 2.โนเกีย 7510 กำหนดวางจำหน่ายในไตรมาสที่ 4 ของปี 2551นี้  3.โนกีย 7310 จำหน่ายแล้วในราคา 6,150 บาท และ 4.โนเกีย 7210 ราคาเครื่องละ 5,130 บาท นอกจากนี้ โนเกียซูเปอร์โนวา ในงาน Elle Fashion Week 2008 ยังสนับสนุน Young Designer Show ต่อเนื่องเป็น  ปีที่ 7 เปิดโอกาสให้นักออกแบบรุ่นใหม่ ได้แก่ นางสาวชลิดา มหาสวัสดิ์ ผู้ชนะเลิศจากเวทีประกวด Inspy U Fashion ปี 2007    

นายวทิต วิรัชพันธุ์ และ นายอิทธิ เมทะนี สองหนุ่มเจ้าของแบรนด์ Vatititthi ในกลุ่มลูกค้าแวดวงชั้นสูงในอเมริกา และ นายเอก ทองประเสริฐ สถาปนิกหนุ่มที่ผันตัวเองมาอยู่ในวงการแฟชั่น ได้แสดงความสามารถบนเวทีแฟชั่นโชว์ระดับประเทศ  โดยดีไซเนอร์ทั้ง 4 จะโชว์ผลงานออกแบบชิ้นพิเศษที่ได้รับแรงบันดาลใจจากโนเกีย ซูเปอร์โนวา คอลเลคชัน

ผจก.ทั่วไป บ.โนเกีย กล่าวด้วยว่า โนเกียยังสร้างสรรค์กิจกรรมทางการตลาด โดยให้ลูกค้าร่วมค้นว่า สาวคนไหนคือเจ้าของโทรศัพท์โนเกีย ซูเปอร์โนวาที่หายไป สีสัน รูปลักษณ์ และข้อมูลในการใช้งานโทรศัพท์เป็นตัวบอกอย่างดีและคำตอบของภารกิจนี้จะเฉลยในงานดังกล่าวและยังมอบสิทธิพิเศษแก่ลูกค้าโนเกีย ซุปเปอร์โนวา และรับฟรีงานดีไซน์ชิ้นเพื่อตกแต่งโทรศัพท์รุ่นดังกล่าว ออกแบบโดย ดีไซเนอร์รุ่นใหม่ (Young Designer) ทั้ง 4 คน ที่บูธโนเกียภายในงาน Elle fashion week และที่โนเกียช็อป 5 สาขา ได้แก่  สาขาเซ็นทรัลเวิร์ด สยามพารากอน เอ็มโพเรียม ปิ่นเกล้า และเชียงใหม่ ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.ถึง 31 ธ.ค. 2551 นี้

โดย : ข่าวไอที